O slideshow foi denunciado.
Utilizamos seu perfil e dados de atividades no LinkedIn para personalizar e exibir anúncios mais relevantes. Altere suas preferências de anúncios quando desejar.

นางสาวนพวรรณ สุวรรณวัฒน์

1.026 visualizações

Publicada em

  • Seja o primeiro a comentar

นางสาวนพวรรณ สุวรรณวัฒน์

  1. 1. IQ INTELLIGENCE QUOTIENT คือความฉลาดทางสติปัญญา นา เสนอโดย นางสาวนพวรรณ สุวรรณวัฒน์
  2. 2. ไอคิว (IQ ย่อจาก Intelligence quotient) หมายถึง ความฉลาดทางเชาวน์ปัญญา การคิด การใช้เหตุผล การคานวณ การเชื่อมโยง ไอคิว เป็นศักยภาพทางสมองที่ติดตัวมาแต่กาเนิด เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ยาก ไอคิว สามารถวัดออกมาเป็นค่าสัดส่วนตัวเลขที่แน่นอน ได้เทียบกับอายุคน ส่วนใหญ่มีไอคิวช่วง 90-110 ส่วนคนที่มีไอคิวเกิน 120 ถือว่าเป็นคนที่มีไอคิวใน ระดับสูง
  3. 3. นายวิลเลียม สเตอร์น เป็นคนคิดคาว่า ไอ.คิว. เป็นคนแรก เพื่อบ่งถึงระดับเชาวน์ปัญญาของแต่ละ บุคคล โดยใช้สูตร คือ IQ = [ อายุสมอง (Mental Age) / อายุจริง (Chronologic Age) ] * 100 (มนุษย์ประมาณ 2 ใน 3 มีไอคิวช่วง 85-115 มีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่มีไอคิวเท่ากับ 136 หรือมากกว่านั้น ชาวญ่ปี่นุถือเป็นชน ชาติที่มีไอคิวค่าเฉลี่ยสูงที่สุดในโลกถึง 115)
  4. 4. นกัจติวิทยาต้องและสามารถจดั ไอ.คิว. เป็น 3 ประเภทหลกั ได้แก่  ไอ.คิว. ด้านภาษา (Verbal I.Q.)  ไอ.คิว. ด้านปฏิบัติ (Performance I.Q.)  ไอ.คิว. รวม (Full I.Q.)
  5. 5. แบบทดสอบ IQ วดัทกัษะด้านต่างๆดงันี้  ทักษะด้านคณิตศาสตร์  ทักษะด้านการใช้ภาษา  ทักษะด้านการคิดเชิงตรรกะ  ทักษะด้านการมองเห็น  ทักษะด้านการจัดหมวดหมู่  ทักษะด้านความจาในระยะสั้นๆ  ทักษะด้านความรู้ทัว่ไป  ทักษะด้านความเร็วในการคานวน
  6. 6. การพัฒนา IQ  50% จากกรรมพันธุ์ซึ่งปรับเปลี่ยนกันได้ยาก  50% จากสิ่งแวดล้อม เช่น การเลี้ยงดูความรัก ความอบอ่นุ เพราะฉะนั้นต้องมีเวลาให้ลูกหลาน  อาหาร ครบห้าหมู่โดยเฉพาะ ปลา ถัว่เหลือง วิตามินบี ธาตุเหล็ก ไอโอดีน โปรตีน  ประสบการณ์ต่างๆจากการเล่น ออกกาลังกาย ทากิจกรรมกลุ่ม การทางาน การทางาน ศิลปะ ดนตรี กีฬา ที่ชื่นชอบ
  7. 7. การพัฒนา IQ  ได้ฟังนทิาน(วัยเด็กเล็ก) การได้ช่วยทางาน ทากิจกรรมในเด็ก โต  การได้รับรับคาชมเชย จะช่วยให้มองเห็นคุณค่าของตนเอง  ความคิดในทางบวก มีความคิดอย่างสร้างสรรค์จากการที่ได้ รับคาชมเชยเสมอ ได้รับการยอมรับการกระทาต่างๆที่ดี  อารมณ์ดีไม่เครียด  ออกกาลังกาย อย่างน้อย 30 นาทีต่อวันจะช่วยให้มีสมาธิสด ชื่น คิดอะไรได้เร็ว อดทน ไม่ซึมเศร้า ไม่ติดยาเสพติด
  8. 8. ปั จจัยที่มีผลลบต่อสมอง ทา ให้สมองไม่พัฒนา  ความเครียด, ความกดดันต่างๆ เช่นการทาการบ้านมากมาย ขาดการ พักผ่อนออกกาลังกาย  ขาดอาหารเช่นพวกโลหิตจาง  สมองขาดการกระตุ้น หรือการใช้สมองฝึกคิดในสิ่งต่างๆ เช่นการฝึกการ แก้ปัญหา ฝึกความคิดสร้างสรรค์จินตนาการ การใช้ไหวพริบ  มองตนเองในแง่ลบ มองตนเองไม่มีคุณค่า จากการถูกตาหนิทุกวัน หรือบ่อยๆ  ซึมเศร้า,ทุกข์,โกรธ,วิตกกังวล  สารพิษ ยาเสพติด สารตะกัว่
  9. 9. Multiple Intelligences หรือทฤษฎีพหุปั ญญา โดย ดร. โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ Howard Gardner ปัญญา คือ ความสามารถในการทาความเข้าใจ ระบุและ แก้ปัญหา นา ไปสู่ การสร้างสรรค์ ประดิษฐ์ หรือ ให้บริการได้
  10. 10. ปั ญญาทั้ง 8 1. เชาวน์ปัญญาด้านภาษา(Linguistic intelligence ) 2. เชาวน์ปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical-mathematical intelligence ) 3. เชาวน์ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์(Spatial intelligence ) 4. เชาวน์ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว(Bodily- Kinesthetic intelligence )
  11. 11. ปั ญญาทั้ง 8 5. เชาวน์ปัญญาด้านดนตรีและจังหวะ (Musical intelligence ) 6. เชาวน์ปัญญาด้านความเข้าใจตนเอง (Intrapersonal intelligence ) 7. เชาวน์ปัญญาด้านความเข้าใจผู้อื่น (Interpersonal intelligence ) 8. เชาวน์ปัญญาด้านความเข้าใจธรรมชาติ (Naturalist intelligence )
  12. 12. ทฤษฎีทางปัญญาของเพียเจต์ “พัฒนาการทางสติปัญญาของบุคคล เป็นไปตามวัยต่างๆ เป็นลา ดับขั้น ดังนี้”
  13. 13. 1. ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว (Sensori-Motor Stage) ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 2 ปี พฤติกรรมของเด็กในวัยนี้ขึ้นอยู่กับการเคล่อืนไหวเป็นส่วน ใหญ่ เช่น การไขว่คว้า การเคลื่อนไหว การมอง การดู ในวัยนี้เด็กแสดงออกทางด้านร่างกายให้เห็นว่ามีสติปัญญา ด้วยการกระทา เด็กสามารถแก้ปัญหาได้ แม้ว่าจะไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคาพูด
  14. 14. เด็กจะต้องมีโอกาสที่จะปะทะกับส่งิแวดล้อมด้วย ตนเอง สาหรับพัฒนาการด้านสติปัญญาและความคิด สามารถประสานงานระหว่างกล้ามเน้อืมือ และสายตา  มักจะทาอะไรซ้าบ่อยๆ เป็นการเลียนแบบ แก้ปัญหา แบบลองผิดลองถูก  กิจกรรมการคิดของเด็กวัยนี้ส่วนใหญ่ยังคงอยู่เฉพาะ ส่งิที่สามารถสัมผัสได้เท่านั้น
  15. 15. 2. ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperational Stage) ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่อายุ 2-7 ปีแบ่งออกเป็นขั้นย่อยอีก 2 ขั้น ขั้นก่อนเกิดสังกัป (Preconceptual Thought)  เป็นขั้นพัฒนาการของเด็กอายุ 2-4 ปี  เด็กเริ่มมีเหตุผลเบ้อืงต้น สามารถจะโยงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ เกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน  เด็กยังคงยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง คือถือความคิดตนเองเป็นใหญ่และมอง ไม่เห็นเหตุผลของผู้อื่น  ความเข้าใจต่อส่งิต่างๆ ยังคงอยู่ในระดับเบื้องต้น เช่น เข้าใจว่าเด็กหญิง 2 คน ชื่อเหมือนกัน จะมีทุกอย่างเหมือนกัน  พัฒนาการทางภาษาของเด็กเจริญรวดเร็วมาก
  16. 16. การคิดแบบญาณหยั่งรู้ นึกออกเองโดยไม่ใช้เหตุผล (Intuitive Thought)  เป็นขั้นพัฒนาการของเด็ก อายุ 4-7 ปี  เด็กจะเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ  รู้จักแยกประเภทและแยกชิ้นส่วนของวัตถุ เข้าใจ ความหมายของจานวนเลข  เริ่มมีพัฒนาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์  สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยไม่คิดเตรียม ล่วงหน้าไว้ก่อน
  17. 17. ขั้นปฏิบัติการคิดด้านรูปธรรม (Concrete Operation Stage) ขั้นนี้จะเริ่มจากอายุ 7-11 ปี  เด็กวัยน้สีามารถสร้างกฎเกณฑ์และตั้งเกณฑ์ในการแบ่งสิ่งแวดล้อม ออกเป็นหมวดหมู่ได้  สามารถเข้าใจเหตุผล รู้จักการแก้ปัญหาส่งิต่างๆ ที่เป็นรูปธรรมได้  สามารถที่จะเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องความคงตัวของสิ่งต่างๆ ของแข็งหรือ (ของเหลวจานวนหนึ่งแม้ว่าจะเปล่ยีนรูปร่างไปก็ยังมีน้า หนัก หรือ ปริมาตรเท่าเดิม)  ลักษณะเด่นของเด็กวัยน้คีือ ความสามารถในการคิดย้อนกลับ สามารถสนทนากับบุคคลอื่นและเข้าใจความคิดของผู้อื่นได้ดี
  18. 18. ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม (Formal Operational Stage) เริ่มจากอายุ 11-15 ปี  พัฒนาการทางสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยน้เีป็น ขั้นสุดยอด คือเด็กในวัยน้จีะเริ่มคิดแบบผู้ใหญ่สามารถคิดแบบ นักวิทยาศาสตร์ ตั้งสมมุติฐานและทฤษฎี  มีความคิดนอกเหนอืไปกว่าสิ่งปัจจุบัน สนใจที่จะสร้างทฤษฎี เกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่าง  มีความพอใจที่จะคิดพิจารณาเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่มีตัวตน
  19. 19. เพยีเจต์ ได้กล่าวถึงการส่งเสริมทเี่ด็กควรได้รบัมี6 ขนั้ ได้แก่ 1. ขั้นความรู้แตกต่าง (Absolute Differences) เด็กเริ่มรับรู้ในความแตกต่างของสิ่งของที่มองเห็น 2. ขั้นรู้สิ่งตรงกันข้าม (Opposition) ขั้นน้เีด็กรู้ว่าของต่างๆ มีลักษณะตรงกันข้ามเป็น 2 ด้าน เช่น มี-ไม่มี หรือ เล็ก-ใหญ่ 3. ขั้นรู้หลายระดับ (Discrete Degree) เด็กเริ่มรู้จักคิดสิ่งที่เกี่ยวกับลักษณะที่อยู่ตรงกลางระหว่างปลาย สุดสองปลาย เช่น ปานกลาง น้อย
  20. 20. 4. ขั้นความเปลี่ยนแปลงต่อเน่อืง (Variation) เด็กสามารถเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ เช่น บอกถึงความเจริญเติบโตของต้นไม้ 5. ขั้นรู้ผลของการกระทา (Function) ในขั้นน้เีด็กจะเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของการเปล่ยีนแปลง 6. ขั้นการทดแทนอย่างลงตัว (ExactCompensation) เด็กจะรู้ว่าการกระทาให้ของสิ่งหน่งึเปลี่ยนแปลงย่อมมีผลต่อ อีกสิ่งหนึ่ง
  21. 21. นกัเรียนแต่ละคนจะได้รบัประสบการณ์ 2 แบบคือ ประสบการณ์ทางกายภาพ (physical experiences) จะเกิดขึ้นเม่อืนักเรียนแต่ละคนได้ปฏิสัมพันธ์กับวัตถุต่าง ในสภาพแวดล้อมโดยตรง ประสบการณ์ทางตรรกศาสตร์ (Logicomathematical experiences) จะเกิดขึ้นเม่อืนักเรียนได้พัฒนา โครงสร้างทางสติปัญญาให้ความคิดรวบยอดที่เป็น นามธรรม
  22. 22. การนา ไปใช้ในการจัดการศึกษา / การสอน ควรคานึงถึงพัฒนาการทางสติปัญญาของนักเรียนดังต่อไปนี้  นักเรียนที่มีอายุเท่ากันอาจมีขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาที่ แตกต่างกัน  ไม่ควรเปรียบเทียบเด็ก  ควรให้เด็กมีอิสระที่จะเรียนรู้และพัฒนาความสามารถของ เขาไปตามระดับพัฒนาการของเขา
  23. 23. หลักสูตรที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานทฤษฎีพัฒนาการทาง สติัปญญาของเพียเจต์ ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้คือ  เน้นพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนโดยต้องเน้นให้นักเรียนใช้ ศักยภาพของตนเองให้มากที่สุด  เสนอการเรียนการเสนอที่ให้ผู้เรียนพบกับความแปลกใหม่  เน้นการเรียนรู้ต้องอาศัยกิจกรรมการค้นพบ  เน้นกิจกรรมการสารวจและการเพ่มิขยายความคิดในระหว่างการ เรียนการสอน  ใช้กิจกรรมขัดแย้ง (cognitive conflict activities) โดยการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นนอกเหนือจากความคิดเห็นของ ตนเอง
  24. 24. การสอนที่ส่งเสริมพัฒนาการทางสติปั ญญาของผู้เรียนควร ดา เนินการดังต่อไปนี้  ถามคาถามมากกว่าการให้คาตอบ  ครูผู้สอนควรจะพูดให้น้อยลง และฟังให้มากขึ้น  ควรให้เสรีภาพแก่นักเรียนที่จะเลือกเรียนกิจกรรมต่าง ๆ  เมื่อนักเรียนให้เหตุผลผิด ควรถามคาถามหรือจัดประสบการณ์ให้ นักเรียนใหม่ เพื่อนักเรียนจะได้แก้ไขข้อผิดพลาดด้วยตนเอง  ยอมรับว่านักเรียนแต่ละคนมีพัฒนาการทางสติปัญญาที่แตกต่างกัน  ตระหนักว่าการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเพราะจดจามากกว่าที่จะเข้าใจ เป็นการเรียนรู้ที่ไม่แท้จริง (pseudo learning)
  25. 25. ในขั้นประเมินผล ควรดา เนินการสอนต่อไปนี้ มีการทดสอบแบบการให้เหตุผลของนักเรียน พยายามให้นักเรียนแสดงเหตุผลในการตอน คา ถามนั้น ๆ ต้องช่วยเหลือนักเรียนทีมีพัฒนาการทาง สติปัญญาต่า กว่าเพื่อร่วมชั้น
  26. 26. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปั ญญาของบรุนเนอร์
  27. 27. บรุนเนอร์ (Bruner) เป็นนักจิตวิทยาที่สนใจ และศึกษาเรื่องของพัฒนาการทางสติปัญญา ต่อเนื่องจากเพียเจต์ เชื่อว่ามนุษย์เลือกที่จะรับรู้ส่งิที่ตนเองสนใจและการ เรียนรู้เกิดจากกระบวนการค้นพบด้วยตัวเอง (discovery learning)
  28. 28. ทฤษฎีการเรียนรู้  การจัดโครงสร้างของความรู้ให้มีความสัมพันธ์ และสอดคล้องกับ พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก  การจัดหลักสูตรและการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับระดับความ พร้อมของผู้เรียน จะช่วยให้การเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพ  การคิดแบบหยัง่รู้ (intuition) เป็นการคิดหาเหตุผลอย่าง อิสระที่สามารถช่วยพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้  แรงจูงใจภายในเป็นปัจจัยสาคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียน ประสบผลสาเร็จในการเรียนรู้
  29. 29. ทฤษฎีพฒันาการทางสติปญัญาของมนุษย์แบ่งได้เป็น 3 ขนั้ใหญ่ ๆ คือ  ขั้นการเรียนรู้จากการกระทา (Enactive Stage) คือ ขั้น ของการเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสรับรู้สิ่งต่าง ๆ การลงมือ กระทาช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ดี การเรียนรู้เกิดจากการกระทา  ขั้นการเรียนรู้จากความคิด (Iconic Stage) เป็นขั้นที่เด็ก สามารถสร้างมโนภาพในใจได้ และสามารถเรียนรู้จากภาพแทน ของจริงได้  ขั้นการเรียนรู้สัญลักษณ์และนามธรรม (Symbolic Stage) เป็นขั้นการเรียนรู้สิ่งที่ซับซ้อนและเป็นนามธรรมได้
  30. 30. การนา ไปใช้ในการจัดการศึกษา / การสอน  กระบวนการค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นกระบวนการ เรียนรู้ที่ดีมีความหมายสาหรับผู้เรียน  การวิเคราะห์และจัดโครงสร้างเน้อืหาสาระการเรียนรู้ให้ เหมาะสมเป็นสงิ่ทีจ่าเป็นทีต่อ้งทาก่อนการสอน  การจัดหลักสูตรแบบเกลียว (Spiral Curriculum) ช่วยให้สามารถสอนเน้อืหาหรือ ความคิดรวบยอดเดียวกันแก่ผู้เรียนทุกวัยได้  ในการเรียนการสอนควรส่งเสริมให้ผู้เรียนได้คิดอย่างอิสระ ให้มากเพ่อืช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน
  31. 31. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปั ญญาของกาเย่  เด็กพัฒนาเน่อืงจากว่า เขาได้เรียนรู้กฎเกณฑ์ที่ซับซ้อน ขึ้นเรื่อย ๆ  ในระยะเริ่มแรกเด็กจะได้รับนิสัยง่าย ๆ ที่ช่วยทาหน้าที่ เป็นจุดเริ่มต้น เพ่อืให้ได้มาซึ่งกลไกพื้นฐาน และการ ตอบสนองทางคาพูด และจะเริ่มซับซ้อนมากขึ้น
  32. 32. การสร้างแรงจูงใจภายในกับผู้เรียน เป็นสิ่งจาเป็นในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แก่ผู้เรียน การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับขั้นพัฒนาการ ทางสติปัญญาของผู้เรียน จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้ได้ดี การสอนความคิดรวบยอดให้แก่ผู้เรียนเป็นสิ่งจาเป็น การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้ค้นพบการเรียนรู้ด้วย ตนเอง สามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี
  33. 33.  การพัฒนาทางสติปัญญา จึงได้แก่การสร้างความสามารถ ในการเรียนรู้สิ่งที่ซับซ้อนเพ่มิขึ้นเรื่อย ๆ  ระยะหรือขั้นของการพัฒนาการจะสัมพันธ์กับอายุของ เด็ก เน่อืงจากการเรียนรู้ต้องใช้เวลา มีข้อจากัดทางสังคม เป็นตัวกาหนด  ความสามารถในการเรียนรู้อาจต้องรอการฝึกฝนที่ เหมาะสม
  34. 34. การนา ไปใช้ในการจัดการศึกษา / การสอน  เด็ก ๆ จะต้องพัฒนาให้เร็วที่สุดทันทีที่เราสามารถ สอนเขาได้  ความพร้อมในการเรียนของนักเรียนขึ้นอยู่กับการจัดให้ งานด้านทักษะมีความเหมาะสม และนิสัยที่จาเป็นสาหรับ การเรียนทักษะใหม่ ๆ
  35. 35. หลกัการสอนทงั้ 9 ประการ 1. เร่งเร้าความสนใจ (Gain Attention) 2. บอกวัตถุประสงค์ (Specify Objective) 3. ทบทวนความรู้เดิม (Activate Prior Knoeledge) 4. นา เสนอเน้อืหาใหม่ (Present New Information) 5. ชี้แนะแนวทางการเรียนรู้ (Guide Learning)
  36. 36. หลกัการสอนทงั้ 9 ประการ 6. กระตุ้นการตอบสนองบทเรียน (Elicit Response) 7. ให้ข้อมูลย้อนกลับ (Provide Feedback) 8. ทดสอบความรู้ใหม่ (Assess Performance) 9. รุปและนา ไปใช้ (Review and Transfer)
  37. 37. Average IQ Score

×