O slideshow foi denunciado.
Seu SlideShare está sendo baixado. ×

ส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันศาสนา เพื่อให้เป็นสถาบันหลักของสังคม

Anúncio
Anúncio
Anúncio
Anúncio
Anúncio
Anúncio
Anúncio
Anúncio
Anúncio
Anúncio
Anúncio
Anúncio

Confira estes a seguir

1 de 21 Anúncio

ส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันศาสนา เพื่อให้เป็นสถาบันหลักของสังคม

Baixar para ler offline

ส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันศาสนา เพื่อให้เป็นสถาบันหลักของสังคม

ส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันศาสนา เพื่อให้เป็นสถาบันหลักของสังคม

Anúncio
Anúncio

Mais Conteúdo rRelacionado

Mais de Taraya Srivilas (20)

Anúncio

ส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันศาสนา เพื่อให้เป็นสถาบันหลักของสังคม

  1. 1. ส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันศาสนา ให้เป็นสถาบันหลักของสังคม
  2. 2. ยกร่างรัฐธรรมนูญมาตรา
  3. 3. • ศาสนาเป็ นสถาบันที่สาคัญหนึ่งในสามขององค์ประกอบ “ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์” • มีศาสนาพุทธเป็ นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมากที่สุด มาเป็ นเวลาช้านาน • ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ สานักงานสถิติแห่งชาติ ได้ทาการสารวจประชากร อายุ ๑๓ ปี ขึ้นไป พบว่า คนไทยนับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ ๙๔.๖ ศาสนาอิสลามร้อยละ ๔.๖ ศาสนาคริสต์ร้อยละ ๐.๗ ที่ เหลือคือนับถือศาสนาอื่นๆ และไม่มีศาสนา • พุทธศาสนาได้ผสมกลมกลืนอยู่ในศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คน หล่อหลอมอัตลักษณ์แห่งความเป็ นพลเมืองผู้มีน้าใจอันดีงามและรักสันติ มาอย่างยาวนาน ศาสนาเป็นสถาบันหลักของชาติ ที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาช้านาน
  4. 4. • มีการพัฒนาด้านวัตถุอย่างมาก ก่อให้เกิดสภาวะแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อ การเสริมสร้างศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม และการนาหลัก ศาสนธรรมไปปฏิบัติในหมู่ชนส่วนใหญ่ • ปัจจุบันข่าวสารจากสื่อสารมวลชน สะท้อนภาพผู้คนที่ขาดศีลธรรม หลงใหลอยู่ในวัตถุนิยม ความฟุ่ มเฟื อย เกิดแหล่งอบายมุขหลาย ประเภท คนขาดจิตสานึกในคุณธรรมตามหลักศาสนา • มีพฤติกรรมที่ส่ อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบอย่างแพร่หลาย ขาดความละอายต่อบาป เกิดขึ้นในทุกมิติของสังคม ภาคประชาสังคม ประสบความล้มเหลวในการสร้างคนให้เป็ นคนดีทั้งในระดับครอบครัว และชุมชน สภาพสังคมไทยในปัจจุบัน การสํารวจสภาวะทางสังคม วัฒนธรรมและสุขภาพจิต พ.ศ. ๒๕๕๔ สํานักงานสถิติแห่งชาติ สืบค้นจากhttp://service.nso.go.th/nso/nsopublish/themes/files/soc-culRep54.pdf
  5. 5. • กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์ ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยในภาพรวมอย่างมาก • สังคมโลกปัจจุบันก่อให้เกิดการเสื่ อมถอยและวิกฤติศรัทธาในหมู่ ประชาชนเพิ่มขึ้น ศาสนิกชนในแต่ละศาสนาขาดความรู้ความเข้าใจ ในหลักศาสนาของตนอย่างแท้จริง รวมทั้งขาดความเข้าใจในศาสนาอื่น • สื่อมวลชนยังมีบทบาทน้อยและขาดความรู้ความเข้าในการให้ข้อมูล ข่าวสารเกี่ยวกับศาสนาที่ถูกต้องครบถ้วน มีผลทาให้สังคมเกิดปัญหา อย่างมากในด้านศีลธรรมและคุณธรรม • บุคคลทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ขาดการนาหลักศาสนธรรมไปปฏิบัติใน การดาเนินชีวิตประจาวัน อย่างเพียงพอ สภาพสังคมไทยในปัจจุบัน
  6. 6. ปัญหาเรื่องความเข้มแข็งขององค์กรศาสนา • สังคมเปรียบเสมือนกงล้อที่มีสถาบันทางสังคมต่างๆ ร่วมกันขับเคลื่อน “สถาบัน ศาสนา” ก็คือแกนหลักที่เชื่อมโยงยึดเหนี่ยวสถาบันอื่นๆเข้าด้วยกันมาแต่โบราณกาล • สังคมไทยมี “วัด” เป็ นศูนย์กลางในการดาเนินชีวิตของผู้คนในแต่ละชุมชนอย่าง แน่นแฟ้ น แต่ในปัจจุบันพบว่าสถาบันศาสนากลับค่อยๆ ลดบทบาทลงอย่างมาก • ทุกศาสนาประสบกับปัญหาการดาเนินการภายในองค์กรศาสนาเอง เนื่องมาจาก กฎระเบียบที่ไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้สอดรับกับสภาพการณ์ของสังคมที่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน • ปัญหาอุปสรรคในด้านการบังคับใช้กฎหมายและการบริหารจัดการภายในองค์กร ทางศาสนา ที่มีปัญหาสะสมเป็ นเวลานาน มีผลทาให้สูญเสียภาพลักษณ์ของ องค์กรที่ผู้คนนับถืออย่างสูงส่งในอดีต รวมทั้งสูญเสียบทบาทในการเป็ นที่พึ่งพา และเป็ นหลักยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจของมหาชน
  7. 7. • โลกในยุคที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและ สารสนเทศในปัจจุบัน มีผลทาให้เกิดการพัฒนาทางวัตถุมากขึ้นเพียงใด • ประชาชนก็ดูเหมือนจะถอยห่างจากศาสนามากขึ้นไปด้วย ในศาสนาพุทธเองจะ พบว่าจานวนพระภิกษุสามเณรลดน้อยลงเรื่อยๆ และมีแนวโน้มจะลดลงไปอีกใน อนาคต • วัดจานวนมากกลายเป็ นวัดร้างเนื่องจากไม่มีพระไปจาพรรษาอยู่ นอกจากนี้ทุก ศาสนายังมีปัญหาในเรื่องคุณภาพของบุคลากรทางศาสนา พบว่าส่วนใหญ่ยังขาด ความรู้ และทักษะในการสื่อสารหรือถ่ายทอดหลักคาสอนที่ถูกต้อง เพื่อสั่งสอน ศาสนิกชนอย่างเหมาะสม • บ่อยครั้งพบว่าจะมุ่งเน้นไปทางทาพิธีกรรมต่างๆหรือมีพฤติกรรมที่ไม่น่าเลื่อมใส ศรัทธา จึงเป็ นการยากที่จะจูงใจผู้คนให้ตั้งมั่นอยู่ในหลักคาสอนและหลักปฏิบัติ ของแต่ละศาสนาอย่างแท้จริงได้ ปัญหาเรื่องบุคลากรทางศาสนา
  8. 8. • จากการสารวจ พบว่ามีคนไทยที่ระบุศาสนาของตนเองเป็ นจานวนมาก เมื่อสอบถามกลับไปพบว่าคนเหล่านี้ประพฤติปฏิบัติตามหลักคาสอน และข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาของตนเพียงเล็กน้อย • ศาสนิกชนมีแนวโน้มที่จะนาคาสอนในหลักศาสนาของตนมาใช้เป็ น แนวทางในการดาเนินชีวิตน้อยลงเรื่อยๆ • จากการสารวจของสานักงานสถิติแห่งชาติ มุสลิมจะใช้หลักคาสอน ทางศาสนาแก้ปัญหาชีวิตและการทางานทุกครั้งสูงที่สุด คือร้อยละ ๓๓.๙ รองลงมาคริสต์ศาสนิกชนร้อยละ ๒๒.๙ และ พุทธศาสนิกชนร้อยละ ๑๓.๖ การขาดการนาหลักศาสนามาใช้ปฏิบัติใน ชีวิตประจาวัน ทั้งระดับบุคคลและองค์กร
  9. 9. • ผลที่ตามมาจากข่าวสารผ่านสื่อมวลชนในปัจจุบัน สะท้อนถึงภาพผู้คนที่ขาด ศีลธรรม มีความงมงาย หลงใหลอยู่ในวัตถุนิยม ความฟุ่มเฟือย มั่วสุมใน แหล่งอบายมุข การพนัน การเสพยาเสพติด ฉาวโฉ่ทางกามโลกีย์ อาชญากรรมเพิ่มขึ้น และนิยมการใช้ความรุนแรง • มีการทุจริตประพฤติมิชอบอย่างแพร่หลายในทุกมิติของสังคม ภาคประชาสังคม ประสบความล้มเหลวในการสร้างคนให้เป็นคนดีทั้งในระดับครอบครัวและชุมชน • ครูและผู้ปกครองไม่สามารถใช้ชีวิตที่เป็ นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชน บุตรหลานและ คนในครอบครัวของตนเองได้ • ชุมชน องค์กร สถานที่ทางาน อาคารห้างร้านต่างๆไม่มีพื้นปฏิบัติกิจกรรมทาง ศาสนาที่จะนาหลักคาสอนทางศาสนธรรมมาปฏิบัติในชีวิตประจาวันอย่างเหมาะสม ส่วนใหญ่จะเน้นพิธีกรรมตามความเชื่อเท่านั้น การขาดการนาหลักศาสนามาใช้ปฏิบัติใน ชีวิตประจาวัน ทั้งระดับบุคคลและองค์กร
  10. 10. • ในหมู่ประชาชนที่ปฏิบัติธรรมตามหลักศาสนา ก็ยังมิได้มีการศึกษาหลักธรรมกัน อย่างเป็ นระบบ ทาให้การจะนาหลักศาสนธรรมมาปฏิบัติในชีวิตประจาวันของ ทุกกลุ่มบุคคลยังเกิดขึ้นได้ยาก • ในสถาบันการศึกษายังแยกบทบาทขององค์กรศาสนาออกจากการจัดการศึกษา อย่างชัดเจน • ตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช ๒๕๔๒ และ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่๒) พุทธศักราช ๒๕๔๕ในหมวด ๑ มาตรา ๖ แม้ พระราชบัญญัติดังกล่าวจะให้ความสาคัญกับคุณธรรมจริยธรรม แต่ก็แยกออก จากหลักศาสนา อีกทั้งการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานยังขาดการกาหนดแนวทางการ สอนหลักศาสนาที่ชัดเจนในทุกระดับชั้นขาดแคลนครูต้นแบบที่ดี และขาดการ ประเมินผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนอีกด้วย (ราชกิจจานุเบกษา,หมวดที่๑บททั่วไปความหมายและหลักการ,(เล่มที่๑๑๖ตอนที่๗๔ก, ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๒),หน้า๓.) การขาดการนาหลักศาสนามาใช้ปฏิบัติในชีวิตประจาวัน ทั้งระดับบุคคลและองค์กร
  11. 11. • การดาเนินงานของแต่ละศาสนามีแนวโน้มที่จะนาไปสู่วิกฤติศรัทธาของประชาชน ความร่วมมือระหว่างศาสนายังไม่เกิดขึ้นเท่าที่ควร อาจเป็ นเพราะขาดองค์กรกลาง ในการประสานงานและสร้างความรู้ความเข้าใจระหว่างกัน • การดาเนินกิจกรรมระหว่างศาสนา ขาดงบประมาณสนับสนุนที่เพียงพอ ศาสนิก ชนในแต่ละศาสนายังขาดความรู้ความเข้าใจและการปฏิบัติตนตามหลักธรรมคาสอน ทั้งของศาสนาตนเองและศาสนาอื่น • มีทัศนคติทางลบต่อกันระหว่างศาสนาหรือในศาสนาเดียวกัน เกิดจาก ๑) ความ แตกต่างทางพิธีกรรม ๒) ความแตกต่างทางความเชื่อ ๓) ความแตกต่างทางเชื้อ ชาติและเผ่าพันธ์ ๔) ความแตกต่างทางด้านคาสอน ๕) การนาศาสนาเข้าไป เกี่ยวข้องกับทางการเมือง ๖) การตีความหมายของคาสอนผิดเพี้ยนไปจากเดิม ๗) ผลประโยชน์มหาศาลที่มาพร้อมกับความเลื่อมใสทางศาสนา ๘) การไม่ยอมรับ ฟังความคิดเห็นของศาสนาอื่นที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน ๙) พวกที่คลั่งศาสนาแต่ไม่ เคร่งศาสนา ปัญหาเรื่องการขาดการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างศาสนิกชน ของทุกศาสนา
  12. 12. • ความแตกต่างระหว่างศาสนา ทาให้โอกาสที่แต่ละศาสนาจะได้เกิด การเรียนรู้ระหว่างกัน ตลอดจนการมีกิจกรรมที่เชื่อมประสานกันจึงยังมี น้อย • ผลจากความไม่เข้าใจกันมากขึ้น และอาจนาไปสู่ความแตกแยกทาง ความคิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนถึงขั้นก่อให้เกิดความรุนแรงทางพฤติกรรมได้ • ประเด็นเรื่องการขาดการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างศาสนิกชน ของทุกศาสนา จึงเป็ นอีกประเด็นปัญหาหนึ่งที่สมควรได้รับการฟื้นฟู ปัญหาเรื่องการขาดการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา
  13. 13. • การเผยแผ่คาสอนตามหลักศาสนา จาเป็ นต้องอาศัยการสื่อสารเป็ น หลัก นอกจากสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือ จุลสาร เทป วีดิทัศน์แล้ว ยังต้องใช้ การสื่ อสารที่เป็ นกระแสหลักได้แก่ หนังสื อพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และสื่อทางเลือกประเภทสื่อออนไลน์ เคเบิลทีวี โทรทัศน์ดาวเทียม • ปัจจุบันวัดต่างๆ เผยแผ่ศาสนาทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น สาหรับพุทธ ศาสนาจานวนเว็บไซต์ของวัดเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ มี จานวน ๗๐๙ เว็บไซต์ แต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ พบว่ามีถึง ๑,๐๒๖ เว็บไซต์ • พบว่าเนื้อหาที่นาเสนอยังขาดรูปแบบและการดึงดูดความสนใจ ความ ใส่ใจในข้อปฏิบัติตามหลักศาสนธรรมยังมีน้อยและไม่ชัดเจน ปัญหาการขาดสื่อประเภทต่างๆ และสื่อมวลชน
  14. 14. • เมื่อศาสนิกชนส่วนใหญ่ขาดการยึดหลักศาสนธรรมมาเป็นแนวทางในการดาเนิน ชีวิตอย่างจริงจัง สถาบันศาสนาจึงถูกลดบทบาทจากการเป็นศูนย์กลางที่เป็นที่ พึ่งพาทางด้านจิตใจของคนในสังคม • องค์กรศาสนาอ่อนแอด้วยเหตุปัจจัยทั้งด้านการบริหารจัดการองค์กรที่โปร่งใส การ เผยแผ่หลักธรรมคาสอน บุคลากรในสถาบันศาสนาไม่ได้ทาหน้าที่ในการปลูกฝัง ถ่ายทอด อบรมคุณธรรม จริยธรรมแก่ประชาชนอย่างจริงจัง • ทาให้ขาดแบบอย่างที่ดีงามจากองค์กรศาสนา และศาสนาไม่สามารถยึดเหนี่ยว จิตใจคนให้ทาความดีได้ • สื่อมวลชนไม่ได้ทาหน้าที่ด้วยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในศาสนา • ผลสุดท้ายอาจทาให้ประชาชนส่วนใหญ่เกิดการมองศาสนาแต่ในแง่ลบ และไม่ สามารถดึงศักยภาพของพลังเชิงบวกมาแก้ปัญหาในชีวิตประจาวันได้ จึงมีความ จาเป็นต้องปฏิรูปด้านศาสนา เพื่อ “ส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันศาสนา ให้เป็นสถาบันหลักของสังคม” (การเผยแผ่พระพุทธศาสนากับเทคโนโลยีสารสนเทศ สืบค้นจากhttp://www.phd.mbu.ac.th/index.php/2๐14-๐8-28-๐8-57-4/1๐6-2๐14-๐9-2๐-๐8-27-56 และรอง ศาสตราจารย์ ดร.เพ็ญแข ประจนปัจจนึก (๒๕๕๑) การวิจัยเรื่อง การยกระดับคุณธรรม จริยธรรมของสังคมไทยเพื่อการปฏิรูปสังคม : แนวทางและการปฏิบัติสํานักงานสภา ที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)
  15. 15. • เพื่อพัฒนาศักยภาพขององค์กรและบุคลากรทางศาสนาทุกศาสนา • เพื่อส่งเสริมการนาหลักศาสนธรรมมาเป็นหลักปฏิบัติในการดาเนินชีวิตประจาวันทั้ง ในระดับบุคคล ครอบครัว สังคม ชุมชน และองค์กรทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน • เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างศาสนิกชนในทุกศาสนา • เพื่อพัฒนาศักยภาพของสถานศึกษาในการบูรณาการหลักศาสนธรรมในการจัด การศึกษาทุกระดับอย่างชัดเจนรวมทั้งให้กระทรวงศึกษาธิการกาหนดสาระการเรียน การสอนเรื่องศาสนาในหลักสูตรและการพัฒนาบุคลากรครู • เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศในการนา หลักศาสนาที่ถูกต้องไปเผยแผ่สู่ประชาชน โดยยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม และ ศีลธรรมในการนาเสนอทุกรูปแบบ ข้อเสนอยุทธศาสตร์ในการฟื้นฟูกิจการศาสนา
  16. 16. กรอบความคิดรวบยอด (Conceptual Design)
  17. 17. Thank you www.facebook.com/ekkachai.srivilas www.elifesara.com

×