O slideshow foi denunciado.
Utilizamos seu perfil e dados de atividades no LinkedIn para personalizar e exibir anúncios mais relevantes. Altere suas preferências de anúncios quando desejar.

ชีววิทยา

1.140 visualizações

Publicada em

Publicada em: Arte e fotografia
  • Seja o primeiro a comentar

ชีววิทยา

  1. 1. ส่วนที่1 (ONET).........โดย อ.อําพล ขวัญพัก (คุณครูกาแฟ)..............หน้า 2-63 ส่วนที่2 (PAT2)..........โดย อ.ศุจิกา จาตุรนต์พงศา............................หน้า 64-115 ส่วนที่3 (PAT2)..........โดย นพ.วีรวัช เอนกจํานงค์พร (พี่วิเวียน).......หน้า 116-155 ส่วนที่4 ชุดเก็งข้อสอบ..........................................................................หน้า 156-176
  2. 2. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (2)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 อานชีววิทยาใหตรงจุด ตรงเล็ง ตองเก็งแมนๆ ซึ่งใน O-NET จะเนนๆ ใหแมหมอขอเล็ง ขอเก็งขอสอบชีววิทยาตามสถิติของขอสอบหลายๆ ปที่ผานมา จึงขอสําแดงเปนตารางใหนักเรียนมีทิศทางในการอานชีววิทยาเนนๆ นะจะ เรื่อง แมหมอขอเล็ง!!! ขอสอบ O-NET STATION I โครงสรางของเซลล - เยื่อหุมเซลล : ลักษณะ โครงสราง คุณสมบัติ - ออรแกเนลล : ชื่อ รูปราง จํานวนชั้นของเยื่อหุม หนาที่ - การเปรียบเทียบประเภทของเซลล : พืช สัตว แบคทีเรีย STATION II การเคลื่อนที่ของสารผานเซลล - การลําเลียงแบบตางๆ พรอมดูรูปภาพประกอบ ทําความเขาใจดีๆ รวมถึงพลังงาน (ATP) ที่ใชวาใชหรือไมใช - ดูการเปลี่ยนแปลงเมื่อนําเซลลแชในสารละลาย Hypertonic Solution, Hypotonic Solution และ Isotonic Solution STATION III การรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต - อวัยวะในการควบคุมน้ําของสิ่งมีชีวิตชนิดตางๆ - การทํางานของ ADH / ปสสาวะ - ระบบบัฟเฟอร - เปรียบเทียบ + กราฟเปรียบเทียบสัตวเลือดอุนและสัตวเลือดเย็น STATION IV ภูมิคุมกันรางกาย - จําแนกภูมิคุมกันประเภทตางๆ - แอนติเจน แอนติบอดี วัคซีน ทอกซอยด เซรุม STATION V การแบงเซลล - สังเกตและจําแนกรูปภาพการแบงเซลลแบบไมโทซิสและไมโอซิส วาภาพที่กําหนดอยูในระยะใด STATION VI การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม - เรื่องนี้เด็กๆ ตองทําความเขาใจทุกประเด็น และดูเปนพิเศษ คือ การคํานวณหมูเลือด ABO (ออกเยอะมากครับ) STATION VII ความหลากหลายทางชีวภาพ - ความหลากหลายทางชีวภาพทั้ง 3 ประเภท - สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรตางๆ / ลักษณะเดน STATION VIII สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดลอม - พีระมิดทั้ง 3 แบบ - ความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ
  3. 3. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 _____________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (3) STATION I โครงสรางของเซลล (CELL STRUCTURE) ทฤษฎีเซลล (Cell Theory) ทฤษฎีเซลลกลาวไววา “สิ่งมีชีวิตประกอบดวยเซลล 1 เซลล หรือมากกวาซึ่งเซลลเปนหนวยที่เล็กที่สุด ของสิ่งมีชีวิตและเซลลที่มีอยูเดิมจะเปนตนกําเนิดของเซลลใหมที่จะเกิดขึ้น” องคประกอบพื้นฐานดังตอไปนี้ 1. เยื่อหุมเซลล (Plasma Membrane) 2. ไซโทพลาซึม (Cytoplasm) 3. ไรโบโซม (Ribosome) 4. โครโมโซม (Chromosome) / ดีเอ็นเอ (DNA) Code ลับ!!! พลาส (Plas) ไซ (Cyt) ไร (Ri) โคร (Chro) โอโหเจอทุกเซลล เยเยเย สวนประกอบของเซลล ไซโทสเกเลตอน (Cytoskeleton) เพอรออกซิโซม (Peroxisome) เซลล ไซโทซอล (Cytosol) เยื่อหุมนิวเคลียส นิวคลีโอลัส (Nucleolus) แวคิวโอล (Vacuole) ไลโซโซม (Lysosome) เซนทริโอล (Centriole) พลาสติด (Plastid) ไมโทคอนเดรีย (Mitochondria) กอลจิบอดี (Golgi Body) ไรโบโซม (Ribosome) รางแหเอนโดพลาสมิกเรติคูลัม โครมาทิน (Chromatin) ออรแกเนลล (Organelle) สารในนิวเคลียส เยื่อหุมเซลล ผนังเซลล สารเคลือบเซลล สวนที่หอหุมเซลล นิวคลียส (Nucleus) ไซโทพลาซึม (Cytoplasm) ภาพแสดงผูตั้งทฤษฎีเซลล
  4. 4. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (4) ______________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่25 ตารางแสดงโครงสรางเซลลของสิ่งมีชีวิตจําพวกยูคาริโอตและหนาที่ ชื่อโครงสรางรูปรางขอมูลที่ควรทราบหนาที่ 1.ผนังเซลล (CellWall) -อยูถัดจากเยื่อหุมเซลลออกไป (ผนังเซลลพบที่เซลลของสิ่งมีชีวิต บางประเภทเชนพืชสาหรายเห็ด ราและแบคทีเรีย) -ยอมใหสารผานไดหมด (ซึ่งจะแตกตางจากเยื่อหุมเซลล) -ปกปองและค้ําจุนเซลล 2.เยื่อหุมเซลล (Plasma Membrane) -ประกอบดวยฟอสโฟลิพิด (Phospholipid)เรียงตัวกัน2ชั้น และมีโปรตีนแทรกตัวอยู -มีคุณสมบัติเปนเยื่อเลือกผาน (SemipermeableMembrane) -ลักษณะโครงสรางเปน FuidmosaicModel -ควบคุมการผานเขา-ออกของสาร ระหวางเซลลกับสิ่งแวดลอม ภายนอก -จดจําโครงสรางของเซลลบางชนิด -สื่อสารระหวางเซลล 3.นิวเคลียส (Nucleus) -เปนโครงสรางที่มีเยื่อหุม2ชั้นและ มีโครโมโซมอยูภายใน -ควบคุมการสังเคราะหโปรตีนและ การสืบพันธุของเซลล -เปนแหลงเก็บโครโมโซม
  5. 5. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 _____________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (5) ชื่อโครงสรางรูปรางขอมูลที่ควรทราบหนาที่ 4.โครโมโซม-ประกอบดวยดีเอ็นเอ(DNA)และ โปรตีนฮีสโตน(HistoneProtein) -เปนแหลงเก็บขอมูลทางพันธุกรรมที่ ใชเปนรหัสในกระบวนการ สังเคราะหโปรตีน 5.นิวคลีโอลัส (Nucleolus) -ควบคุมการสังเคราะหrRNA-เปนแหลงสังเคราะหrRNAและ ไรโบโซม 6.ไรโบโซม (Ribosome) -มีขนาดเล็กประกอบดวยโปรตีนและ RNA -มีทั้งไรโบโซมอิสระ(ลอยอยูในไซโท- พลาซึม)และไรโบโซมยึดเกาะเชน เกาะอยูที่เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม (ER) -โครงสรางประกอบไปดวยหนวยใหญ (LargeSubunit)และหนวยเล็ก (SmallSubunit) -เซลลโพรคาริโอตมีไรโบโซมขนาด70S เซลลยูคาริโอตมีไรโบโซมขนาด80S -สรางสารประเภทโปรตีนสําหรับใช ภายในเซลล
  6. 6. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (6) ______________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่25 ชื่อโครงสรางรูปรางขอมูลที่ควรทราบหนาที่ 7.เอนโดพลาส- มิกเรติคูลัม (ER) Reticulum) -เปนระบบเยื่อหุมภายในเซลลมองดู คลายรางแห -แบงออกเปน2ชนิดดังนี้ 1)เอนโดพลาสมิกเรติคูลัมชนิดผิว ขรุขระ(RER)เปนERที่มีไรโบ- โซมมาเกาะ 2)เอนโดพลาสมิกเรติคูลัมชนิดผิว เรียบ(SER)เปนERที่ไมมีไรโบ- โซมเกาะ -RERสรางสารประเภทโปรตีน สําหรับสงออกไปใชภายนอกเซลล -SERสรางสารประเภทลิพิด(Lipid) :สเตียรอยด(Steriod)และกําจัด สารพิษ 8.กอลจิคอม- เพล็กซ (Golgi Complex) -มีลักษณะคลายถุงแบนๆเรียงซอน กันเปนชั้น -สรางเวสิเคิลหุมโปรตีนที่RER สรางขึ้นแลวลําเลียงไปยังเยื่อหุม เซลลเพื่อสงโปรตีนออกไปนอกเซลล 9.ไลโซโซม (Lysosome) -มีลักษณะเปนถุงกลมๆเรียกวา เวสิเคิล(Vesicle)ซึ่งภายในมี เอนไซมที่ใชสําหรับยอยสารตางๆ บรรจุอยู -ยอยสลายออรแกเนลลและเซลลที่ เสื่อมสภาพ -ยอยสารตางๆที่เซลลนําเขามาดวย กระบวนการเอนโดไซโทซิส (Endocytosis)
  7. 7. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 _____________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (7) ชื่อโครงสรางรูปรางขอมูลที่ควรทราบหนาที่ 10.ไมโทคอน- เดรีย -มีเยื่อหุม2ชั้น -มีของเหลวอยูภายในเรียกวาเมทริกซ(Matrix) ซึ่งมีไรโบโซมและDNAลอยอยูในเมทริกซ -นักชีววิทยาตั้งสมมติฐานวา“ไมโทคอนเดรีย นาจะเปนแบคทีเรียที่เขามาอาศัยอยูภายใน เซลลของสิ่งมีชีวิตในอดีตกาลแลวมี วิวัฒนาการรวมกันมาจนถึงปจจุบัน” -เปนแหลงสรางพลังงานใหแกเซลล (ไมโทคอนเดรียสรางพลังงานจาก กระบวนการสลายสารอาหารภายใน เซลลแบบใชออกซิเจนหรือที่เรียก กันวาการหายใจระดับเซลลแบบใช ออกซิเจน) 11.คลอโร- พลาสต -มีเยื่อหุม2ชั้น -มีของเหลวอยูภายในเรียกวาสโตรมา(Stroma) ซึ่งมีไรโบโซมและDNAลอยอยูในสโตรมา -นักชีววิทยาตั้งสมมติฐานวา“คลอโรพลาสต นาจะเปนแบคทีเรียที่เขามาอาศัยอยูภายใน เซลลของสิ่งมีชีวิตในอดีตกาลแลวมี วิวัฒนาการรวมกันมาจนถึงปจจุบัน” -เปนแหลงสรางอาหารกลูโคสใหแก เซลล(คลอโรพลาสตสรางอาหาร จากกระบวนการสังเคราะหดวยแสง)
  8. 8. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (8) ______________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่25 ชื่อโครงสรางรูปรางขอมูลที่ควรทราบหนาที่ 12.แวคิวโอล (Vacuole) vacuole-มีหลายชนิดหลายขนาดหลายรูปรางและมี หนาที่แตกตางกันออกไปเชนฟูดแวคิวโอล เซนทรัลแวคิวโอลและคอนแทร็กไทลแวคิวโอล เปนตน -แวคิวโอลแตละชนิดพบไดในเซลลของสิ่งมีชีวิต ที่จําเพาะเจาะจง 1)ฟูดแวคิวโอลทําหนาที่บรรจุอาหาร และทํางานรวมกับไลโซโซมเพื่อยอย อาหาร 2)เซนทรัลแวคิวโอลทําหนาที่เก็บ สะสมสารตางๆเชนสารอาหาร สารสีสารพิษเปนตน 3)คอนแทร็กไทลแวคิวโอลทําหนาที่ กําจัดน้ําสวนเกินออกจากเซลลของ สิ่งมีชีวิตเซลลเดียวที่อาศัยอยูในน้ํา เชนยูกลีนาอะมีบาและพารา- มีเซียม 13.เซนทริโอล (Centriole) -ประกอบดวยไมโครทูบูลเรียงตัวกันอยางเปน ระเบียบมองดูคลายทรงกระบอก2อัน -สรางเสนใยสปนเดิลในกระบวนการ แบงเซลล 14.ไซโทสเก- เลตอน -มีลักษณะเปนรางแหของเสนใยโปรตีน-ชวยค้ําจุนเซลล -ชวยในการเคลื่อนที่ของเซลล -ชวยในการเคลื่อนที่ของเวสิเคิล ภายในเซลล
  9. 9. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 _____________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (9) Organelles ออรแกเนลลจําแนกตามจํานวนชั้นของเยื่อหุมสามารถแบงออกเปน 2 ประเภท ดังนี้ ออรแกเนลลที่ไมมีเยื่อหุม ออรแกเนลลที่มีเยื่อหุม - ไรโบโซม - เซนทริโอล - ไซโทสเกเลตอน Code ลับ!! RCC นิดนึงนะบางครั้งขอสอบจะจัด นิวคลีโอลัส รวมใน กลุมนี้ดวย 1. ออรแกเนลลที่มีเยื่อหุมชั้นเดียว เชน - เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม (รางแหเอนโดพลาซึม) - กอลจิคอมเพล็กซ - ไลโซโซม - แวคิวโอล - เพอรออกซิโซม 2. ออรแกเนลลที่มีเยื่อหุม 2 ชั้น ไดแก - นิวเคลียส - ไมโทคอนเดรีย - คลอโรพลาสต เนนๆๆ ระวังดีๆ : ถาจําแนกตามเยื่อหุมนิวเคลียส (Nuclear Membrane) สามารถแบงเซลล ออกเปน 2 ประเภท คือ 1. เซลลโพรคาริโอต (Prokaryotic Cell) คือ เซลลที่ไมมีเยื่อหุมนิวเคลียส พบใน สิ่งมีชีวิตอาณาจักรมอเนอรา (Kingdom Monera) เชน แบคทีเรีย สาหรายสีเขียวแกมน้ําเงิน 2. เซลลยูคาริโอต (Eukaryotic Cell) คือ เซลลที่มีเยื่อหุมนิวเคลียส พบในสิ่งมีชีวิตทุก อาณาจักร ยกเวน อาณาจักรมอเนอรา เชน สาหราย อะมีบา เห็ด ยีสต พืช สัตว เปนตน เด็กๆ ชอบผิดกันเยอะ!!!!! เซลลแบคทีเรียไมมีเยื่อหุมเซลล ถูกหรือผิดครับ!!!! เด็กๆ ชอบเขาใจวาถูก ซึ่งคําคลายกันนะครับ ซึ่งเซลลแบคทีเรียไมมีเยื่อหุมนิวเคลียส แตมีเยื่อหุมเซลล เดอ!!!! เยื่อหุมนิวเคลียส (Nuclear Membrane) ≠ เยื่อหุมเซลล (Plasma Membrane)
  10. 10. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (10)____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 การเปรียบเทียบระหวางเซลลพืชกับเซลลสัตว (Comparison of Plant & Animal Cells) ภาพโครงสรางและสวนประกอบของเซลลพืช ภาพโครงสรางและสวนประกอบของเซลลสัตว ตารางเปรียบเทียบโครงสรางเซลลพืชและเซลลสัตว เซลลพืช (Plant Cell) เซลลสัตว (Animal Cell) โครงสรางภายนอก 1. ผนังเซลล มี ไมมี 2. เยื่อหุมเซลล มี มี 3. แฟลเจลลัมหรือซิเลีย ไมมี (ยกเวนสเปรมของพืชบางชนิด) มี (ในบางเซลล) โครงสรางภายใน 1. นิวเคลียส มี มี 2. ไรโบโซม มี มี 3. ไลโซโซม ไมมี มี 4. เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม มี มี 5. กอลจิคอมเพล็กซ มี มี 6. แวคิวโอล มี มี 7. เซนทริโอล ไมมี มี 8. ไซโทสเกเลตอน มี มี 9. ไมโทคอนเดรีย มี มี 10. คลอโรพลาสต มี ไมมี
  11. 11. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ____________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (11) STATION II การเคลื่อนที่ของสารผานเซลล (TRANSPORTATION OF CELL) เยื่อหุมเซลล (Plasma Membrane) เปนโครงสรางของเซลลที่ทําหนาที่ควบคุมการเคลื่อนที่ผานเขา-ออก ของสารระหวางภายในเซลลกับสิ่งแวดลอมภายนอก โครงสรางของเยื่อหุมเซลล เยื่อหุมเซลลประกอบดวยสารหลัก 2 ชนิด คือ ฟอสโฟลิพิด และโปรตีน โดยฟอสโฟลิพิดจะจัดเรียงตัว เปน 2 ชั้น ซึ่งจะหันสวนที่ไมชอบน้ํา (สวนหาง Hydrophobic Tail) เขาหากันและหันสวนที่ชอบน้ํา (สวนหัว Hydrophilic Head) ออกจากกันโดยมีโมเลกุลของโปรตีนกระจายตัวแทรกอยูระหวางโมเลกุลของฟอสโฟลิพิด นอกจากนี้ยังมีคอเลสเทอรอล ไกลโคโปรตีน และไกลโคลิพิดเปนสวนประกอบของเยื่อหุมเซลลดวย เยื่อหุมเซลล ทําหนาที่หอหุมเซลล และรักษาสมดุลของสารภายในเซลลโดยควบคุมการผานเขา-ออกของสารระหวางเซลลกับ สิ่งแวดลอมภายนอก ดังนั้นเยื่อหุมเซลลจึงมีคุณสมบัติเปนเยื่อเลือกผาน (Semipermeable Membrane) ภาพแสดงโครงสรางของเยื่อหุมเซลล
  12. 12. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (12)____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 แผนผังแสดงรูปแบบการเคลื่อนที่ของสารเขา-ออกเซลล การเคลื่อนที่ของสารเขา-ออกเซลล การเคลื่อนที่แบบผานเยื่อหุมเซลล การเคลื่อนที่แบบไมผานเยื่อหุมเซลล การเคลื่อนที่แบบพาสซีฟ (Passive Transport) การเคลื่อนที่แบบแอกทีฟ (Active Transport) 1. การแพร (Diffusion) 2. การแพรแบบฟาซิลิเทต (Facilitated Diffusion) 3. ออสโมซิส (Osmosis) เอนโดไซโทซิส (Endocytosis) เอกโซไซโทซิส (Exocytosis) 1. ฟาโกไซโทซิส (Phagocytosis) 2. พิโนไซโทซิส (Pinocytosis) 3. การนําสารเขาสูเซลลโดยอาศัยตัวรับ (Receptor-Mediated Endocytosis) การเคลื่อนที่ของสารเขา-ออกเซลลมี 2 รูปแบบ ไดแก 1. การเคลื่อนที่แบบผานเยื่อหุมเซลลเปนการเคลื่อนที่ของสารผานฟอสโฟลิพิดหรือโปรตีนของเยื่อหุมเซลล แบงออกเปน 2 แบบ ดังนี้ 1.1 การเคลื่อนที่แบบพาสซีฟ (Passive Transport) หมายถึง การเคลื่อนที่ของสารเขา-ออกเซลล โดยไมตองใชพลังงาน ซึ่งไอออน (Ion) และโมเลกุลของสารบางชนิดสามารถเคลื่อนที่ผานเยื่อหุมเซลลจาก บริเวณที่มีความเขมขนมากไปยังบริเวณที่มีความเขมขนนอย รูปแบบ ภาพประกอบ ตัวอยางการเคลื่อนที่ของสาร 1. การแพร (Diffusion) - การเคลื่อนที่ของแกสออกซิเจนและคารบอนไดออกไซด- - การเคลื่อนที่ของแอลกอฮอล - การเคลื่อนที่ของไอออนบางชนิด เชน แคลเซียมไอออน (Ca2+) คลอไรดไอออน (Cl- ), โซเดียมไอออน (Na+) และโพแทสเซียมไอออน (K+)
  13. 13. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ____________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (13) รูปแบบ ภาพประกอบ ตัวอยางการเคลื่อนที่ของสาร 2. การแพร แบบฟาซิลิเทต (Facilitated Diffusion) - การเคลื่อนที่ของกลูโคสเขาสูเซลล 3. ออสโมซิส (การเคลื่อนที่ ของน้ําโดย อาศัยโปรตีน เฉพาะที่ชื่อวา Aquaporins) - การเคลื่อนที่ของน้ํา 1.2 การเคลื่อนที่แบบแอกทีฟ (Active Transport) หมายถึง การเคลื่อนที่ของสารเขา-ออกเซลล จากบริเวณที่มีความเขมขนนอยไปยังบริเวณที่มีความเขมขนมาก ซึ่งตองใชพลังงานในการเคลื่อนที่ รูปแบบ ภาพประกอบ ตัวอยางการเคลื่อนที่ของสาร แอกทีฟทรานสปอรต - กระบวนการโซเดียมโพแทสเซียม ปมของเซลลประสาท 2. การเคลื่อนที่แบบไมผานเยื่อหุมเซลล เปนกระบวนการลําเลียงสารที่มีขนาดโมเลกุลใหญเขา-ออกเซลล โดยอาศัยโครงสรางที่เรียกวา “เวสิเคิล (Vesicle)” รูปแบบ ภาพประกอบ ตัวอยางการเคลื่อนที่ของสาร เอกโซไซโทซิส - การหลั่งเอนไซมของเซลลตางๆ - การหลั่งเมือก - การหลั่งฮอรโมน - การหลั่งสารสื่อประสาทของเซลลประสาท
  14. 14. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (14)____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 รูปแบบ ภาพประกอบ ตัวอยางการเคลื่อนที่ของสาร ฟาโกไซโทซิส - การกินแบคทีเรียของเซลล เม็ดเลือดขาวบางชนิด - การกินอาหารของอะมีบา พิโนไซโทซิส - การนําสารอาหารเขาสู เซลลไขของมนุษย เอนโดไซโทซิส การนําสารเขา สูเซลลโดย อาศัยตัวรับ - การนําคอเลสเทอรอลเขาสู เซลล ความเขมขนของตัวละลาย (Solute) ทั้งหมดในสารละลาย เรียกวา ความเขมขนออสโมติก (Osmotic Concentration) ของสารละลาย ดังนั้นเราจึงแบงสารละลายออกเปน 3 ประเภท ตามความเขมขนของตัวละลาย ไดแก 1. สารละลายไฮเพอรโทนิก (Hypertonic Solution) หมายถึง สารละลายที่มีความเขมขนของ ตัวละลายมากกวาความเขมขนของสารละลายบริเวณขางเคียง 2. สารละลายไฮโพโทนิก (Hypotonic Solution) หมายถึง สารละลายที่มีความเขมขนของตัวละลาย นอยกวาความเขมขนของสารละลายบริเวณขางเคียง 3. สารละลายไอโซโทนิก (Isotonic Solution) หมายถึง สารละลายที่มีความเขมขนของตัวละลาย เทากับความเขมขนของสารละลายบริเวณขางเคียง
  15. 15. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ____________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (15) ภาพการเปลี่ยนแปลงของเซลลสัตวและเซลลพืชเมื่ออยูในสารละลายแตละประเภท แรงดันออสโมติก (Osmotic Pressure) คือ แรงดันน้ําสูงสุดของสารละลายใดๆ ณ จุดสมดุลของการ ออสโมซิส โดยแรงดันออสโมติกจะแปรผันตรงกับความเขมขนของสารละลาย กลาวคือ สารละลายที่มีความ เขมขนมากจะมีแรงดันออสโมติกสูง และสารละลายที่มีความเขมขนนอยจะมีแรงดันออสโมติกต่ํา
  16. 16. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (16)____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 STATION III การรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต (HOMEOSTASIS) กลไกการรักษาดุลภาพ ของสิ่งมีชีวิต การรักษาดุลภาพ ของแรธาตุ การรักษาดุลยภาพ ของอุณหภูมิ การรักษาดุลยภาพ ของกรด-เบส การรักษาดุลยภาพ ของน้ํา การรักษาดุลยภาพของน้ําและสารตางๆ ในรางกายคน อวัยวะสําคัญในการรักษาดุลยภาพของน้ําและสารตางๆ ในรางกาย คือ ไต (Kidneys) ไตพบในสัตวมี กระดูกสันหลัง ไตคนมีลักษณะคลายเมล็ดถั่วแดง 2 เมล็ดอยูในชองทองดานหลังของลําตัวเมื่อผาไตตามยาวจะสังเกตเห็น เนื้อไต 2 ชั้น คือ ชั้นนอกและชั้นในซึ่งในเนื้อไตแตละขางประกอบดวยหนวยไต (Nephron) ประมาณ 1 ลานหนวย ทําหนาที่กําจัดของเสียในรูปของปสสาวะ หนวยไตแตละหนวยประกอบดวยโครงสรางยอย ดังนี้ 1. โบวแมนสแคปซูล (Bowman’s Capsule) ลักษณะทรงกลมมีผนังบาง หอหุมกลุมหลอดเลือดฝอย (โกลเมอรูลัส) 2. หลอดเลือดฝอย มี 2 สวน ไดแก • กลุมหลอดเลือดฝอยที่อยูใน Bowman’s Capsule เรียกวา โกลเมอรูลัส (Glomerulus) • หลอดเลือดฝอยที่พันอยูตามทอของหนวยไต 3. ทอหนวยไต (Convoluted Tubule) แบงออกเปน 3 สวน ไดแก • ทอ (ขด) หนวยไตสวนตน (Proximal Convoluted Tubule) มีการดูดสารที่มีประโยชนกลับเขาสู รางกายมากที่สุด เชน กลูโคส กรดอะมิโน วิตามิน และน้ํา • ทอหนวยไตสวนกลางมีขนาดเสนผานศูนยกลางของทอนอยกวาทอหนวยไตสวนตน และสวนทาย ลักษณะคลายอักษรตัวยู (U) มีชื่อเรียกเฉพาะวา เฮนเลลูป (Loop of Henle) หรือหวงเฮนเลเปนอีกบริเวณหนึ่งที่ มีการดูดน้ํากลับเขาสูรางกาย • ทอ (ขด) หนวยไตสวนทายเปนบริเวณที่มีการดูดโซเดียมไอออน (Na+) ภายใตการควบคุมของ ฮอรโมนแอลโดสเทอโรน (Aldosterone)
  17. 17. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ____________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (17) 4. ทอรวม (Collecting Duct) เปนบริเวณที่มีการดูดน้ํากลับเขาสูรางกายภายใตการควบคุมของ ฮอรโมน ADH จากตอมใตสมองและเปนแหลงรวมของเหลวที่เกิดจากการทํางานของหนวยไต ซึ่งสุดทายแลวจะ กลายเปนปสสาวะกอนที่จะสงตอไปยังกรวยไต ภาพลักษณะและตําแหนงของไตในรางกายคน ภาพโครงสรางของหนวยไต กลไกการผลิตปสสาวะของหนวยไตประกอบดวย 2 กระบวนการดังนี้ การกรองสารที่โกลเมอรูลัส (Glomerulus Filtration) การดูดสารกลับเขาสูรางกาย (Reabsorption) บริเวณทอหนวยไต ผนังของกลุมหลอดเลือดฝอย “โกลเมอรูลัส” มีคุณสมบัติพิเศษในการยอมใหสารโมเลกุลเล็กที่มีอยู ในเลือด เชน น้ํา แรธาตุ วิตามิน ยูเรีย กรดยูริก กลูโคส และกรดอะมิโนผาน สวนสารโมเลกุลใหญโดยปกติแลวจะไม สามารถผานไปได เชน เม็ดเลือดแดง โปรตีน ขนาดใหญ และไขมัน การกรองสารบริเวณนี้จะอาศัย แรงดันเลือดเปนสําคัญโดยวันหนึ่งๆ จะมีการกรอง สารไดประมาณ 180 ลิตร (180 ลูกบาศกเดซิเมตร) การดูดสารกลับเขาสูกระแสเลือดเกิดขึ้นที่ทอ ของหนวยไตซึ่งมีหลอดเลือดฝอยพันลอมรอบทออยู โดยใชวิธีแอกทีฟทรานสปอรต (Active Transport) พาสซีฟทรานสปอรต (Passive Transport) และพิโน- ไซโทซิส(Pinocytosis) วันหนึ่งๆ รางกายจะมีการดูด สารกลับประมาณ 178.5 ลิตร (178.5 ลูกบาศก- เดซิเมตร) แอนติไดยูเรติกฮอรโมน (Antidiuretic Hormone; ADH) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งวา วาโซเพรสซิน (Vasopressin) เปนฮอรโมนสําคัญที่ทําหนาที่กระตุน การดูดน้ํากลับเขาสูรางกายบริเวณทอรวมของหนวยไต ครูกาแฟดื่มน้ํามาก ฉี่เยอะ เขมขนนอย ADH มีปริมาณนอย ดูดน้ํากลับปริมาณนอย ครูกาแฟดื่มน้ํานอย ฉี่นิดเดียว เขมขนมาก ADH มีปริมาณมาก ดูดน้ํากลับปริมาณมาก
  18. 18. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (18)____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 การรักษาดุลยภาพของกรด-เบสในรางกายคน เมามอยนิดนึง เอนไซม (Enzyme) ภายในเซลลหรือรางกายจะไมสามารถทํางานไดถารางกายมีการเปลี่ยนแปลงความเปน กรด-เบสมากๆ ดังนั้นรางกายจึงมีกลไกรักษาดุลยภาพของกรด-เบส ดังนี้ การเพิ่มหรือลดอัตราการหายใจ ถา CO2 ในเลือดมีปริมาณมากจะสงผลใหศูนยควบคุมการหายใจ ซึ่งคือสมองสวนเมดัลลาออบลองกาตา (Medulla Oblongata) สงกระแสประสาทไปควบคุมใหกลามเนื้อกะบังลมและกลามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงทํางาน มากขึ้นเพื่อจะไดหายใจออกถี่ขึ้น ทําใหปริมาณ CO2 ในเลือดลดลงและเมื่อ CO2 ในเลือดมีปริมาณนอยจะไป ยับยั้ง Medulla Oblongata ซึ่งจะมีผลใหกลามเนื้อกะบังลมและกลามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงทํางานนอยลง ภาพโครงสรางสมองของคน ระบบบัฟเฟอร (Buffer) คือ ระบบที่ทําใหเลือดมีคา pH คงที่แมวาจะมีการเพิ่มของสารที่มีฤทธิ์เปนกรด หรือเบสก็ตาม สารที่เปนบัฟเฟอรในเลือด ไดแก 1. ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ในเม็ดเลือดแดง 2. โปรตีน (Protein) ในพลาสมา เชน อัลบูมิน โกลบูลิน การควบคุมกรดและเบสของไต ไต (Kidneys) สามารถปรับระดับกรดหรือเบสออกทางปสสาวะไดมากสามารถแกไข pH ที่เปลี่ยนแปลงไป มากใหเขาสูภาวะปกติ (สมดุล) ได แตใชเวลานาน
  19. 19. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ____________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (19) การรักษาดุลยภาพของน้ําและแรธาตุในสิ่งมีชีวิตอื่นๆ การรักษาดุลยภาพของน้ําและแรธาตุในรางกายของสิ่งมีชีวิตเกี่ยวของกับแรงดันออสโมติก(Osmotic Pressure) โดยสิ่งมีชีวิตแตละชนิดมีกลไกการรักษาสมดุลของน้ําและแรธาตุในรางกาย พารามีเซียม (Paramecium) ใช Contractile Vacuole รักษาสมดุลของน้ําในเซลล นกทะเล ใชตอมนาสิก หรือตอมเกลือ (Nasal Salt Glands) รักษาสมดุลของเกลือในรางกาย สัตวทะเลชนิดอื่นๆ (Osmotic Pressure ของของเหลวในรางกายใกลเคียงกับน้ําทะเลจึงไมตองมีกลไก ในการปรับสมดุลเหมือนปลาทะเล)
  20. 20. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (20)____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 คูกัด กินกันไมลงจริงๆ ปลาน้ําเค็ม ปลาน้ําจืด VS ตารางเปรียบเทียบกลไกการรักษาสมดุลของปลาน้ําเค็มและปลาน้ําจืด ปลาน้ําเค็ม (Osmotic Pressure ของของเหลวใน รางกายนอยกวาน้ําทะเล) กลไกการรักษาสมดุล คือ • มีผิวหนังและเกล็ดปองกันน้ําซึมออก • ขับปสสาวะนอยและปสสาวะมีความเขมขนสูง • มีเซลลซึ่งอยูบริเวณเหงือกทําหนาที่ขับแรธาตุ สวนเกินออกโดยวิธีแอกทีฟทรานสปอรต (Active Transport) • ขับแรธาตุสวนเกินออกทางทวารหนัก ปลาน้ําจืด (Osmotic Pressure ของของเหลวใน รางกายมากกวาน้ําจืด) กลไกการรักษาสมดุล คือ • มีผิวหนังและเกล็ดปองกันน้ําซึมเขา • ขับปสสาวะมากและปสสาวะเจือจาง • มีโครงสรางพิเศษที่เหงือกทําหนาที่ดูดแรธาตุ กลับคืนสูรางกาย การรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิรางกายของสัตว สัตวแบงออกเปน 2 ประเภทตามการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของรางกายดังนี้ 1. สัตวเลือดเย็น (Poikilothermic Animal/Ectotherm) หมายถึง สัตวที่มีอุณหภูมิรางกายไมคงที่ เพราะจะเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิของสิ่งแวดลอมภายนอก ตัวอยางเชน ไสเดือนดิน หอย แมลง ปลา สัตวสะเทินน้ําสะเทินบก และสัตวเลื้อยคลาน 2. สัตวเลือดอุน (Homeothermic Animal/Endotherm) หมายถึง สัตวที่มีกลไกรักษาอุณหภูมิ รางกายใหคงที่ไมเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิของสิ่งแวดลอม ไดแก สัตวปก และสัตวเลี้ยงลูกดวยนม
  21. 21. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ____________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (21) กราฟแสดงความสัมพันธระหวางอุณหภูมิของสิ่งแวดลอมกับอุณภูมิของรางกาย ในสัตวเลือดอุนและสัตวเลือดเย็น สูงๆ ต่ําๆ หนาวๆ รอนๆ ทําไงดีเอย!!! ภาพแสดงกลไกการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิรางกายของสัตวเลือดอุน เมามอยนิดนึง นักเรียนครับเรื่องการรักษาดุลยภาพตั้งแตเรื่องการทํางานของ ADH ปลาน้ําจืด ปลาน้ําเค็ม สัตวเลือดอุน สัตวเลือดเย็น อากาศหนาว อากาศรอน จะสังเกตไดวาเปนคูตรงกันขาม ดังนั้นวิธีการจําเวลาสอบนะครับ แนะนําให จําและทําความเขาใจอยางใดอยางหนึ่งใหแมนๆ แลวจําไววาอีกเหตุการณตรงกันขามเพื่อปองกันการสับสน เชน เรื่องการทํางานของ ADH ก็เลือกจําและทําความเขาใจ สวนดื่มน้ํามาก (ปริมาณน้ําในรางกายสูง) กรณีเดียวพอ!! สวนดื่มน้ํานอย การทํางานของ ADH ก็ตรงกันขามนะครับ VS
  22. 22. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (22)____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 STATION IV ภูมิคุมกันรางกาย (IMMUNITY) ภูมิคุมกัน (Immunity) คือ ความสามารถของรางกายในการตอตานและกําจัดจุลินทรีย เชน แบคทีเรีย หรือสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ ที่เขาสูรางกาย ภูมิคุมกันรางกายแบงออกเปน 2 ประเภทดังนี้ 1. ภูมิคุมกันที่มีมาแตกําเนิด (Innate Immunity) ซึ่งประกอบดวยกลไกภูมิคุมกันรางกาย 2 ดาน ตามลําดับดังนี้ 1.1 ระบบปกคลุมรางกาย (ผิวหนัง) จัดเปนภูมิคุมกันดานแรกสุดของรางกาย 1.2 ภูมิคุมกันแบบไมจําเพาะ (Nonspecific Immunity) เปนภูมิคุมกันดานที่สองของรางกาย 2. ภูมิคุมกันที่เกิดขึ้นหลังกําเนิด (Acquired Immunity) ซึ่งเปนภูมิคุมกันดานที่สาม (ดานสุดทาย) ของรางกายและจัดเปนภูมิคุมกันแบบจําเพาะ (Specific Immunity) 1. ภูมิคุมกันที่มีมาแตกําเนิด (Innate Immunity) 1.1 ระบบปกคลุมรางกาย (ผิวหนัง) - ตอมผลิตน้ํามันและตอมเหงื่อจะหลั่งสารชวยทําใหผิวหนังมีคา pH 3-5 ซึ่งสามารถยับยั้ง การเจริญเติบโตของจุลินทรียหลายชนิดได - เหงื่อน้ําตาและน้ําลายมีไลโซไซม (Lysozyme) ซึ่งสามารถทําลายแบคทีเรียบางชนิดได - ผิวหนังเปนแหลงที่อยูของแบคทีเรียและเชื้อราที่ไมกอใหเกิดโรค ซึ่งชวยปองกันไมใหแบคทีเรีย ที่กอใหเกิดโรคเขาไปในรางกายไดงาย - ผนังดานในของอวัยวะทางเดินอาหาร อวัยวะหายใจและอวัยวะขับถาย (ปสสาวะ) ประกอบดวย เซลลที่สามารถสรางเมือก (Mucus) เพื่อดักจับจุลินทรียไดรวมถึงกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะอาหารก็สามารถ ทําลายแบคทีเรียบางชนิดได 1.2 ภูมิคุมกันแบบไมจําเพาะ (Nonspecific Immunity) - เม็ดเลือดขาว 3 ชนิดที่เกี่ยวของกับระบบภูมิคุมกันแบบไมจําเพาะมีดังนี้ 1. นิวโทรฟล (Neutrophil) 2. แมโครฟาจ (Macrophage) 3. Natural Killer Cell (NK Cell) - การอักเสบเกิดโดยการหลั่งสารฮิสตามีน (Histamine) ซึ่งจะทําใหเลือดไหลไปยังบริเวณที่ อักเสบมากขึ้น รวมทั้งหลอดเลือดฝอยบริเวณดังกลาวจะยอมใหสารตางๆ ผานเขา-ออกไดมากขึ้น - การเปนไข (Fever) จะไปกระตุนการทํางานของเม็ดเลือดขาวกลุมฟาโกไซต (Phagocyte) เพื่อไปยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรียนั้นๆ - อินเทอรเฟอรอน (Interferon) จะปองกันการติดเชื้อจากไวรัสโดยการทําลาย RNA ของ ไวรัสชนิดนั้นๆ
  23. 23. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ____________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (23) 2. ภูมิคุมกันที่เกิดขึ้นหลังกําเนิด (Acquired Immunity) ภูมิคุมกันแบบจําเพาะ (Specific Immunity) - เปนการทํางานของเม็ดเลือดขาวกลุมลิมโฟไซต (Lymphocyte) โดยการสรางแอนติบอดี (Antibody) ซึ่งเปนสารประเภทโปรตีนขึ้นมาตอตานเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม (Antigen) ที่เขาสูรางกาย - เม็ดเลือดขาวกลุมลิมโฟไซต (Lymphocyte) มีตัวรับอยูบริเวณเยื่อหุมเซลลซึ่งสามารถจดจําชนิด ของแอนติเจนไดและทําใหเกิดภูมิคุมกันแบบจําเพาะ - อวัยวะที่สงเสริมระบบภูมิคุมกันแบบจําเพาะ ประกอบดวย อวัยวะน้ําเหลืองปฐมภูมิและอวัยวะ น้ําเหลืองทุติยภูมิ อวัยวะน้ําเหลืองปฐมภูมิทําหนาที่สรางเซลลเม็ดเลือดขาว ไดแก • ไขกระดูก (Bone Marrow) • ตอมไทมัส (Thymus Gland) อวัยวะน้ําเหลืองทุติยภูมิทําหนาที่กรองแอนติเจน (จุลินทรียตางๆ เชน แบคทีเรีย) ไดแก • มาม (Spleen) • ตอมน้ําเหลือง (Lymph Node) • เนื้อเยื่อน้ําเหลืองที่เกี่ยวของกับการสรางเมือก (Mucosal-Associated Lymphoid Tissue ; MALT) ไดแก ตอมทอนซิล ไสติ่ง และกลุมเซลลฟอลลิเคิลในชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่อยูดานใตของชั้นเนื้อเยื่อสรางเมือก ภูมิคุมกันแบบจําเพาะแบงออกเปน 2 ประเภทตามแหลงที่มาของแอนติบอดี ไดแก 1. ภูมิคุมกันกอเอง (Active Immunity) หมายถึง ภูมิคุมกันที่เกิดจากรางกายสรางแอนติบอดี (Antibody) ขึ้นมาเอง โดยเปนภูมิคุมกันระยะยาวซึ่งถูกกระตุนจากปจจัยตอไปนี้ - การฉีดวัคซีนปองกันโรคตางๆ - การฉีดทอกซอยด (Toxoid) ปองกันโรคบางชนิด - การคลุกคลีหรือใกลชิดกับบุคคลที่เปนโรคนั้นๆ ประเภทของวัคซีน วัคซีนแบงออกเปน 3 ประเภทตามวัตถุดิบดังนี้ 1. เชื้อโรคที่ตายแลว 2. เชื้อโรคที่ถูกทําใหออนฤทธิ์ลง 3. สารพิษจากเชื้อโรค (Toxoid) ซึ่งถูกทําใหหมดสภาพความเปนพิษแลว 2. ภูมิคุมกันรับมา (Passive Immunity) หมายถึง ภูมิคุมกันที่เกิดจากรางกายรับแอนติบอดี (Antibody) จากภายนอกเขามา เพื่อตอตานเชื้อโรคที่เขาสูรางกายไดทันที และเปนภูมิคุมกันในระยะสั้น ตัวอยางภูมิคุมกันรับมา เชน - การฉีดเซรุมเพื่อรักษาโรคบางชนิด เชน เซรุมปองกันโรคพิษสุนัขบา - การดื่มน้ํานมแมของทารก - การไดรับภูมิคุมกันจากแมของทารกที่อยูในครรภ
  24. 24. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (24)____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ระบบน้ําเหลือง (Lymphatic System) หนาที่ของระบบน้ําเหลือง 1. นําของเหลวที่อยูระหวางเซลลกลับเขาสูระบบหมุนเวียนเลือด 2. ดูดซึมสารอาหารประเภทไขมันบริเวณลําไสเล็ก 3. เปนสวนหนึ่งของระบบภูมิคุมกันรางกาย สวนประกอบของระบบน้ําเหลือง ไดแก 1. น้ําเหลือง 2. หลอดน้ําเหลือง 3. อวัยวะน้ําเหลืองแบงออกเปน 2 ประเภทดังนี้ 3.1 อวัยวะน้ําเหลืองปฐมภูมิ ไดแก ไขกระดูกและตอมไทมัส 3.2 อวัยวะน้ําเหลืองทุติยภูมิ ไดแก มาม ตอมน้ําเหลืองและตอมทอนซิล 1. น้ําเหลือง (Lymph) คือ ของเหลวไมมีสีที่ซึมผานผนังหลอดเลือดฝอยออกมาอยูบริเวณชองวาง ระหวางเซลล ซึ่งของเหลวดังกลาวจะเคลื่อนที่เขาสูหลอดน้ําเหลืองตอไป น้ําเหลืองมีสวนประกอบคลายคลึงกับ เลือดแตมีจํานวนและปริมาณโปรตีนนอยกวารวมทั้งไมมีเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือด ทิศทางของน้ําเหลือง น้ําเหลืองจะเขาสูหัวใจหองบนขวารวมกับเลือดเสียจากสวนตางๆ ของรางกาย ซึ่งการไหลเวียนของ น้ําเหลืองภายในหลอดน้ําเหลืองจะอาศัยการหดตัวของกลามเนื้อที่อยูรอบๆ โดยภายในหลอดน้ําเหลืองจะมีลิ้นกั้น เพื่อควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ของน้ําเหลืองใหไปในทิศทางเดียวกัน ภาพแสดงระบบน้ําเหลืองของมนุษย (Lymphatic System of Human)
  25. 25. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ____________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (25) 2. หลอดน้ําเหลือง (Lymphatic Vessels) หลอดน้ําเหลืองมีหลายขนาดเปนหลอดที่มีปลายดานหนึ่งตัน หลอดน้ําเหลืองบริเวณอก (Thoracic Duct) จะมีขนาดใหญที่สุดทําหนาที่ลําเลียงน้ําเหลืองไปยังหลอดเลือดดําบริเวณไหปลารา (Subclavian Vein) เพื่อสง เขาสูหลอดเลือดดําใหญ (Vena Cava) ตอไป 3. อวัยวะน้ําเหลือง (Lymphoid Organs) แบงออกเปน 2 ประเภทดังนี้ 3.1 อวัยวะน้ําเหลืองปฐมภูมิ ไดแก ไขกระดูกและตอมไทมัส 1. ไขกระดูก (Bone Marrow) เปนเนื้อเยื่อที่อยูในโพรงกระดูก ทําหนาที่สรางเซลลเม็ดเลือดขาว และเม็ดเลือดแดงรวมทั้งเกล็ดเลือดดวย 2. ตอมไทมัส (Thymus Gland) เปนอวัยวะน้ําเหลืองที่เปนตอมไรทอ (สรางฮอรโมนได) อยูตรง ทรวงอกรอบหลอดเลือดเอออรตา (Aorta) ตอมไทมัสมีหนาที่ดังนี้ สรางและพัฒนาเซลลเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต (Lymphocyte) : ลิมโฟไซตที่ไทมัสไมสามารถ ตอสูกับเชื้อโรคที่เขาสูรางกายได แตเมื่อโตเต็มที่จะเขาสูระบบหมุนเวียนเลือดเพื่อไปยังอวัยวะน้ําเหลืองอื่นๆ และ สามารถตอสูกับเชื้อโรคได 3.2 อวัยวะน้ําเหลืองทุติยภูมิ ไดแก มาม ตอมน้ําเหลือง และตอมทอนซิล 1. มาม (Spleen) เปนอวัยวะน้ําเหลืองที่มีขนาดใหญที่สุด มีลักษณะนุม สีมวงอยูในชองทอง ดานซายใตกะบังลมติดกับดานหลังของกระเพาะอาหาร ภายในมามมีแมโครฟาจ (Macrophage) และเม็ดเลือดแดง อยูเปนจํานวนมาก มามมีหนาที่ดังนี้ - กรองจุลินทรีย (แบคทีเรีย) และสิ่งแปลกปลอมออกจากเลือด - สรางและทําลายเซลลเม็ดเลือดขาว - ทําลายเซลลเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุแลว - เปนอวัยวะเก็บสํารองเลือดไวใชในยามฉุกเฉิน เชน ภาวะที่รางกายสูญเสียเลือดมาก 2. ตอมน้ําเหลือง (Lymph Node) มีลักษณะคอนขางกลมมีหลากหลายขนาดกระจายตัวอยู ภายในหลอดน้ําเหลืองทั่วรางกาย พบมากตามบริเวณคอ รักแร และขาหนีบ เปนตน ซึ่งภายในตอมน้ําเหลือง จะพบเซลลเม็ดเลือดขาวอยูรวมกันเปนกระจุกมีลักษณะคลายฟองน้ํา ตอมน้ําเหลืองมีหนาที่ดังนี้ - กรองเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมออกจากน้ําเหลือง - ทําลายแบคทีเรียและไวรัส 3. ตอมทอนซิล (Tonsils) มีหนาที่ปกปองไมให เชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเขาสูหลอดอาหารและกลองเสียง ซึ่งมี อยู 3 บริเวณดังนี้ 3.1 ตอมทอนซิลบริเวณเพดานปาก 3.2 ตอมทอนซิลบริเวณคอหอย 3.3 ตอมทอนซิลบริเวณลิ้น ภาพแสดงตําแหนงของตอมทอนซิลในมนุษย
  26. 26. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (26)____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 STATION V การแบงเซลล (CELL DIVISION) วัฏจักรของเซลล (Cell Cycle) วัฏจักรของเซลล คือ วงจรการเจริญเติบโตและการแบงเซลลเพื่อสรางเซลลรุนใหมขึ้นมาทดแทนเซลล รุนเกาที่หมดอายุขัยหรือเสียหายไป ซึ่งพบในการแบงเซลลแบบไมโทซิสเทานั้น วัฏจักรของเซลลประกอบดวย 3 ระยะใหญ ไดแก 1. ระยะอินเตอรเฟส (Interphase) มี 3 ระยะยอยตามลําดับดังนี้ 1.1 G1 1.2 S 1.3 G2 2. ระยะไมโทซิส (Mitosis) มี 4 ระยะยอยตามลําดับดังนี้ 2.1 โพรเฟส (Prophase) 2.2 เมทาเฟส (Metaphase) 2.3 แอนาเฟส (Anaphase) 2.4 เทโลเฟส (Telophase) 3. ระยะแบงไซโทพลาซึม (Cytokinesis) แผนภาพแสดงวัฏจักรเซลล G0 แถมนะครับ ในเซลลบางชนิดจะมีการแบงตัวอยูตลอดเวลา เชน เซลลเนื้อเยื่อของพืช เซลลไขกระดูกเพื่อสรางเม็ดเลือดแดง เซลลเยื่อบุผิว ดังนั้นเซลลพวกนี้จะอยูในวัฎจักรของเซลลตลอดเวลา แตเซลลอีกบางชนิดเมื่อมีการแบงตัวเสร็จแลวจะไมมีการแบงตัวอีกตอไป ไดแก เซลลประสาท โดยจะเขาสู ระยะ G0 อยางถาวร จนกระทั่งเซลลชราภาพ (Cell Aging) และตายไป (Cell Death) ในที่สุด หรืออาจกลับมา แบงตัวไดหากมีการกระตุน เชน Parenchyma ของพืช
  27. 27. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ____________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (27) วัฏจักรของเซลลสัตว(การแบงเซลลแบบไมโทซิส(Mitosis)) ระยะอินเตอรเฟส (Interphase) โพรเฟส (Prophase) เมทาเฟส (Metaphase) แอนาเฟส (Anaphase) เทโลเฟส (Telophase) ระยะแบงไซโทพลาซึม (Cytokinesis) -โครมาทิน(แตละหนวย) จําลองตัวเองขึ้นมา อีก1Copyทําให โครมาทินแตละหนวย ประกอบดวย2โคร- มาทิด -เซนทริโอล(ในเซลล สัตว)จําลองตัวเอง ขึ้นมาอีก1คู -โครมาทินขดสั้นอัด แนนเห็นเปนแทง ชัดเจนเรียกวา โครโมโซม -เยื่อหุมนิวเคลียสและ นิวคลีโอลัสสลายไป ไมปรากฏใหเห็น -เซนทริโอลเคลื่อนที่ ออกจากกันเพื่อไปยัง ขั้วเซลลและมีการ สรางเสนใยสปนเดิล โครโมโซมแตละแทงมา เรียงตัวในแนวกึ่งกลาง เซลลโดยมีเสนใยสปน- เดิลยึดจับตรงตําแหนง เซนโทรเมียรของ โครโมโซม โครมาทิดของโครโมโซม แตละแทงถูกเสนใย สปนเดิลดึงใหแยกออก จากกันเพื่อไปยังขั้ว เซลล -เยื่อหุมเซลล(สัตว) จะคอดเขาหากัน -เยื่อหุมนิวเคลียส ปรากฏใหเห็น การแบงเซลลเสร็จ สมบูรณโดยเกิด2เซลล ลูกตอ1เซลลแมและ จํานวนโครโมโซมใน เซลลลูกเทากับเซลลแม ซึ่งโครโมโซมจะคลายตัว กลายเปนเสนใยโครมาทิน ดังเดิม ตารางแสดงการแบงเซลลแบบไมโทซิสของเซลลสัตว
  28. 28. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (28) _____________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่25 การแบงเซลลแบบไมโอซิส(Meiosis) การแบงแบบไมโอซิสมีวัตถุประสงคเพื่อลดจํานวนโครโมโซมและปริมาณดีเอ็นเอ(DNA)ของเซลลใหมที่จะเกิดขึ้นใหเหลือเปนครึ่งหนึ่งของจํานวนโครโมโซม และปริมาณดีเอ็นเอในเซลลเริ่มตนในสัตวจะพบการแบงเซลลแบบไมโอซิสที่อัณฑะและรังไขสวนในพืชดอกจะพบการแบงเซลลแบบไมโอซิสที่อับเรณูและรังไข การแบงเซลลแบบไมโอซิสมีการแบงนิวเคลียส2ครั้งตอเนื่องกันคือไมโอซิสIและไมโอซิสII ไมโอซิสIเปนขั้นตอนของการแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรม(ยีน)ระหวางโฮโมโลกัสโครโมโซม(HomologousChromosome)และในระยะทายสุดของ ไมโอซิสIจะไดเซลลลูก2เซลลตอ1เซลลแมซึ่งจํานวนโครโมโซมและปริมาณดีเอ็นเอในเซลลลูกจะลดลงเหลือเปนครึ่งหนึ่งของเซลลแม ไมโอซิสIIเปนขั้นตอนตอเนื่องจากไมโอซิสIโดยเซลลลูกที่เกิดขึ้นในระยะไมโอซิสIจะเขาสูการแบงนิวเคลียสครั้งที่2ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของ นิวเคลียสและโครโมโซมในระยะนี้จะคลายคลึงกับการแบงเซลลแบบไมโทซิสแตตางกันตรงที่โครโมโซมในแตละเซลลจะไมมีคูเหมือน(Homologous)อยูและเมื่อ สิ้นสุดการแบงเซลลในระยะไมโอซิสIIจะไดเซลลลูกทั้งหมด4เซลลที่มีขอมูลทางพันธุกรรมแตกตางกัน ตารางแสดงการแบงเซลลแบบไมโอซิสของเซลลสัตว
  29. 29. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ____________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (29) ตารางเปรียบเทียบการแบงเซลลแบบไมโทซิสและไมโอซิส ลักษณะเปรียบเทียบ ไมโทซิส ไมโอซิส 1. วัตถุประสงคของการแบง เพื่อเพิ่มจํานวนเซลล เพื่อลดจํานวนโครโมโซม 2. จํานวนครั้งในการแบงนิวเคลียส 1 ครั้ง 2 ครั้ง 3. จํานวนเซลลลูกที่ไดตอ 1 เซลลแม 2 เซลล 4 เซลล 4. จํานวนโครโมโซมในนิวเคลียสของ เซลลลูก เทาเซลลแม เปนครึ่งหนึ่งของเซลลแม 5. ปริมาณดีเอ็นเอ (สารพันธุกรรม) เทาเซลลแม เปนครึ่งหนึ่งของเซลลแม 6. ขอมูลทางพันธุกรรมของเซลลลูก เหมือนกับเซลลแมทุกประการ แตกตางจากเซลลแม 7. ตัวอยางแหลงที่พบ ผิวหนัง, กระเพาะอาหาร, ไขกระดูก, บริเวณเนื้อเยื่อเจริญ ของพืช (ปลายยอด ปลายราก) อัณฑะและรังไขของคน, อับเรณูและรังไขของพืชดอก เนนๆ ย้ําๆ ของการแบงเซลลแบบไมโทซิส 1. ไมโทซิสจะเกิดขึ้นเมื่อรางกายตองการซอมแซมเนื้อเยื่อสวนที่สึกหรอจากการเกิดบาดแผลตางๆ หรือจากการสิ้นอายุขัยของเซลล 2. อวัยวะสําคัญที่มีการแบงเซลลแบบไมโทซิสอยูเสมอ ไดแก ผิวหนังกระเพาะอาหาร ไขกระดูก เนนๆ ย้ําๆ ของการแบงเซลลแบบไมโอซิส 1. ครอสซิงโอเวอร (Crossing Over) เปนกระบวนการแลกเปลี่ยนยีน (สารพันธุกรรม) ระหวาง โฮโมโลกัสโครโมโซม (Homologous Chromosome) ซึ่งจะเกิดขึ้นในระยะโพรเฟส I ของไมโอซิส ภาพการเกิดครอสซิงโอเวอรของโฮโมโลกัสโครโมโซมและผลที่เกิดขึ้น 2. ครอสซิงโอเวอรเปนกระบวนการที่ทําใหเกิดความหลากหลายทางพันธุกรรมของเซลลสืบพันธุ ซึ่งจะนําไปสูความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต
  30. 30. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (30)____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 STATION VI การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม (GENETIC TRAITS TRANSFORMATION) คําศัพทที่เกี่ยวของกับการศึกษาการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 1. ยีน (Gene) หมายถึง หนวยควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมตางๆ ของสิ่งมีชีวิตซึ่งอยูเปนคู และจะ ถายทอดจากพอแมไปสูลูก โดยในทางพันธุศาสตรไดมีการกําหนดสัญลักษณแทนยีนไวหลายแบบ เชน TT Aa mm เปนตน 2. แอลลีล (Allele) หมายถึง แบบของยีนแตละยีนที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม 3. โฮโมไซกัสยีน (Homozygous Gene) หมายถึง คูของยีนที่เหมือนกันอยูในตําแหนงเดียวกันบน โฮโมโลกัสโครโมโซมเพื่อควบคุมลักษณะของสิ่งมีชีวิต เชน TT, tt, IAIA เปนตน โฮโมไซกัสยีน เรียกอีกอยางหนึ่งวา พันธุแท โฮโมไซกัสยีนแบงออกเปน 2 แบบดังนี้ 3.1 โฮโมไซกัสโดมิแนนท (Homozygous Dominance) หมายถึง คูของยีนเดนที่เหมือนกันอยู ดวยกัน หรือเรียกวา เปนพันธุแทของลักษณะเดน เชน AA, TT เปนตัน 3.2 โฮโมไซกัสรีเซสซีฟ (Homozygous Recessive) หมายถึง คูของยีนดอยที่เหมือนกันอยูดวยกัน หรือเรียกวา เปนพันธุแทของลักษณะดอย เชน aa, tt เปนตน 4. เฮเทอโรไซกัสยีน (Heterozygous Gene) หมายถึง คูของยีนที่ตางกันอยูในตําแหนงเดียวกันบน โฮโมโลกัสโครโมโซมเพื่อควบคุมลักษณะของสิ่งมีชีวิต เชน Tt, Rr เปนตน เฮเทอโรไซกัสยีนเรียกอีกอยางหนึ่งวา พันทาง 5. ลักษณะเดน (Dominance หรือ Dominant Trait) หมายถึง ลักษณะที่แสดงออกมาเมื่อมีแอลลีลเดน เพียง 1 แอลลีล ซึ่งจะพบในเฮเทอโรไซกัสหรือเมื่อมีแอลลีลเดน 2 แอลลีล ซึ่งจะพบในโฮโมไซกัสโดมิแนนท (Homozygous Dominance) 6. ลักษณะดอย (Recessive Trait) หมายถึง ลักษณะที่ถูกขมเมื่ออยูในรูปของเฮเทอโรไซกัสแตจะ แสดงออกเมื่ออยูในรูปของโฮโมไซกัสรีเซสซีฟ (Homozygous Recessive) 7. ฟโนไทป (Phenotype) หมายถึง ลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่สามารถสังเกตไดดวยประสาทสัมผัส (ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง) เชน สีผิวของคน จํานวนชั้นของหนังตา ลักษณะของเสนผม หมูเลือด เปนตน 8. จีโนไทป (Genotype) หมายถึง รูปแบบของคูยีน (คูแอลลีล) หรือกลุมยีนที่ควบคุมฟโนไทปตางๆ เชน จีโนไทปที่ควบคุมความยาวของลําตนถั่วมีได 3 แบบ ไดแก TT, Tt และ tt 9. เซลลรางกาย (Somatic Cells) หมายถึง เซลลที่เปนสวนประกอบของเนื้อเยื่อและอวัยวะตางๆ ภายในรางกาย (ยกเวน เซลลสืบพันธุ) เชน เซลลหัวใจ เซลลตับ เซลลเม็ดเลือดขาว เปนตน ซึ่งโดยทั่วไปเปน เซลลที่มีจํานวนโครโมโซมภายในนิวเคลียสเทากับ 2n (2 ชุดโครโมโซม) 10.เซลลสืบพันธุ (Sex Cells) หมายถึง เซลลที่จะเกิดการปฏิสนธิในกระบวนการสืบพันธุ เชน อสุจิ (Sperm) ไข (Egg Cell) เปนตน มีโครโมโซมเทากับ n (1 ชุดโครโมโซม) 11.โครโมโซมรางกายหรือออโตโซม (Autosome) เปนโครโมโซมที่เกี่ยวของกับการควบคุมลักษณะทั่วไป ของรางกายซึ่งไมเกี่ยวของกับเพศ 12.โครโมโซมเพศ (Sex Chromosome) เปนโครโมโซมที่กําหนดเพศและเกี่ยวของกับการควบคุมลักษณะ ที่เกี่ยวเนื่องกับเพศ
  31. 31. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ____________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (31) ยีน โครโมโซม ดีเอ็นเอ คืออะไร!! ยีน (Gene) คือ สวนหนึ่งของสายดีเอ็นเอ (DNA Segment) ที่ทําหนาที่ควบคุมลักษณะของสิ่งมีชีวิต โครโมโซม (Chromosome) คือ โครงสรางที่อยูภายในนิวเคลียส ประกอบดวย DNA และโปรตีน ภาพแสดงตําแหนงของยีนในสายดีเอ็นเอ ภาพแสดงองคประกอบของโครโมโซม
  32. 32. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (32)____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ภาพแสดงรูปรางของโครโมโซม คารีโอไทป (Karyotype) คือ การศึกษาโครโมโซมโดยใชภาพของโครโมโซมในระยะเมตาเฟสของไมโทซิส มาเรียงกันตามความยาวและตําแหนงของเซนโทรเมียร โดยมากจะเรียงจากใหญสุดไปจนถึงเล็กสุด ภาพแสดงคารีโอไทปของมนุษยเพศชาย
  33. 33. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ____________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (33) ดีเอ็นเอ (DNA) หมายถึง สารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต และบางสวนของ DNA แตละโมเลกุลทําหนาที่ เปนยีน (Gene) คือ สามารถควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตได DNA เปนกรดนิวคลีอิกชนิดหนึ่ง มีโครงสรางเปนพอลิเมอร (Polymer) สายยาว ประกอบดวยมอนอเมอร (Monomer) ที่เรียกวา นิวคลีโอไทด ซึ่งแตละนิวคลีโอไทดของดีเอ็นเอ ประกอบดวยสาร 3 ชนิดดังตอไปนี้ 1. น้ําตาลเพนโทส (Pentose) ที่มีชื่อวาน้ําตาลดีออกซีไรโบส (Deoxyribose) 2. ไนโตรจีนัสเบส (Nitrogenous Base หรือ N-Base) มีโครงสรางเปนวงแหวน (Ring) แบงออกเปน 2 ประเภทดังนี้ 2.1 เบสเพียวรีน (Purine) มี 2 ชนิด คือ กวานีน (Guanine) และอะดีนีน (Adenine) 2.2 เบสไพริมิดีน (Pyrimidine) มี 2 ชนิด คือ ไซโทซีน (Cytosine) และไทมีน (Thymine) 3. หมูฟอสเฟต (Phosphate Group) เบสทั้ง 4 ชนิดที่พบในสายเกลียวคู DNA จะอยูกันเปนคูๆ โดยมีพันธะไฮโดรเจน ยึดเหนี่ยวกันไวดังนี้ A คู T ยึดกันดวย 2 พันธะไฮโดรเจน ภาพแสดงสารที่เปนองคประกอบของนิวคลีโอไทด (ไมใช พันธะคู (Double Bond)) C คู G ยึดกันดวย 3 พันธะไฮโดรเจน (ไมใช พันธะสาม (Triple Bond)) ภาพซายแสดงสายดีเอ็นเอ ภาพขวาแสดงเบสชนิดตางๆ
  34. 34. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (34)____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 รูจัก RNA กันสักหนอย!!! สายพอลิเมอรของนิวคลีโอไทด (Nucleotide) สายเดี่ยว (Single Strand) ทําหนาที่เหมือนแมแบบ (Template) สําหรับแปลขอมูลจากยีนไปเปนขอมูลในโปรตีน แลวขนยายกรดอะมิโนเขาไปในออรแกเนลลไรโบโซม (Ribosome) ของเซลล เพื่อผลิตโปรตีน และแปลรหัส (Translation) เปนขอมูลในโปรตีน ชนิดของอารเอ็นเอ (RNA) มีทั้งหมด 3 ชนิด คือ 1. เอ็มอารเอ็นเอ หรือเมสเซนเจอร อารเอ็นเอ (Messenger RNA, mRNA) 2. ทีอารเอ็นเอ หรือทรานสเฟอร อารเอ็นเอ (Transfer RNA, tRNA) 3. อารอารเอ็นเอ หรือไรโบโซมอล อารเอ็นเอ (Ribosomal RNA, rRNA) ภาพแสดงสาย mRNA ตารางเปรียบเทียบองคประกอบของ RNA และ DNA ของเซลลยูคาริโอต ขอมูลเปรียบเทียบ DNA RNA ตําแหนงที่พบ ในนิวเคลียส ในไซโทพลาซึมและในนิวเคลียส จํานวนสายโพลีนิวคลีโอไทด 2 1 น้ําตาล Deoxyribose Ribose ไนโตรจีนัสเบส A G C T A G C U หมายเหตุ ทั้ง DNA และ RNA มีหมูฟอสเฟตเหมือนกันจา
  35. 35. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 ____________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (35) การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม : จากรุนสูรุน ภาพวงจรชีวิตของมนุษย ความแปรผันทางพันธุกรรม (Genetic Variation) สามารถจําแนกไดเปน 2 ประเภท คือ 1. ลักษณะทางพันธุกรรมที่มีความแปรผันตอเนื่อง (Continuous Variation) เปนลักษณะทางพันธุกรรม ที่ไมสามารถแยกความแตกตางไดอยางชัดเจน เชน สีผิว ความสูง น้ําหนัก ไอคิวของคน ลักษณะเหลานี้ถูกควบคุม ดวยยีนหลายคู ยีนจึงมีอิทธิพลตอการควบคุมลักษณะดังกลาวนอย แตสิ่งแวดลอมจะมีอิทธิพลมาก 2. ลักษณะทางพันธุกรรมที่มีความแปรผันไมตอเนื่อง (Discontinuous Variation) เปนลักษณะทาง พันธุกรรมที่มีความแตกตางกันอยางชัดเจน เชน ความสามารถในการหอลิ้น จํานวนชั้นของหนังตา การถนัดมือขวา หรือมือซาย
  36. 36. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (36)____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป ปที่ 25 แผนภาพแสดงลักษณะทางพันธุกรรมที่มีความแปรผันแบบไมตอเนื่อง แผนภาพแสดงลักษณะทางพันธุกรรมที่มีความแปรผันแบบไมตอเนื่องและแบบตอเนื่อง

×