O slideshow foi denunciado.
Utilizamos seu perfil e dados de atividades no LinkedIn para personalizar e exibir anúncios mais relevantes. Altere suas preferências de anúncios quando desejar.
1. เกริ่นนํา
การสรุปบทเรียนและพัฒนาการระบบสุขภาพระดับอําเภอ เพื่อสรางความเขมแข็งบริการปฐมภูมิ
เนื่องจากทิศทางการพัฒนาระบ...
4. ขอคนพบที่เปนผลการศึกษา
ผลจากการศึกษาใน ระยะแรกของโครงการ ไดนําเสนอโดยสรุปจําแนกออ กเปนรายหัวขอที่สําคัญ และ
บทสรุ...
ตอบสนองตอนโยบายในแตละยุคแตละสมัย สรุปสังเคราะหเกี่ยวกับตนทุนและบริบทพื้นที่เปนแบบ “CONTECT”
ดังนี้
C- Civil Culture ...
รวมทั้งการพัฒนาระบบคุณภา พตามแนวทาง (PCA) มาตรฐาน HA และ มีการใชกระบวนขับเคลื่อนงานพัฒนา
เครือขายบริการดวยกระบวนการจัดก...
ตัวชี้วัด และมอบหมายความเปนเจาภาพหลัก เกิดทีมตรวจติดตาม แลกเปลี่ย นเรียนรูระดับจังหวัด ระดับเขต ไดแก
คณะกรรมการกํากับ...
Tele Med Web app เพื่อขอรับคําปรึกษาจากแพทย การ ประยุกตใชคูปองสีในการดูแลผูปวยเบาหวานแตละกลุม
การใชสื่อมวลชนผานระ...
4.6 ผลการดําเนินงานตาม UCCARE
ความคิดเห็นตอ ผลการดําเนินงานตามกระบวนการ DHS โดยจําแนก ตาม UCCARE โดยรวมอยูใน
ระดับมาก ร...
และมีคะแนนเฉลี่ยมากทีสุด 5 อันดับ คือ การมีระบบ DHS และ FCT สามารถปองกันความเสี่ยงทางสังคมที่จะเกิด
ตอผูปวย เชน การไม...
ตารางที่ 1 ผลการวิเคราะหการถดถอยพหุคูณ เมื่อใชผลลัพธ (Outcome) เปนตัวเกณฑ
ตัวแปรพยากรณ b SEb Beta t
การรับรูตอนโยบ...
พัฒนาเครือขายหรืการสุขภาพมีความตอเนื่อง ยั่ งยืน ยกระดับจากพื้นที่รากฐานเปนการดําเนินงานที่เปนสาธารณะ
ในที่สุด
(3) การ...
(8) ควรใชโอกาสในความตองการ และยังมีสวนขาดที่เติมไมเต็มของ บริการปฐมภูมิ ใหเกิดขึ้นในหมู
ประชาชน มีการศึกษาหาคําตอบใน...
Próximos SlideShares
Carregando em…5
×

Executives summary dhs dr wut 1115

261 visualizações

Publicada em

รายละเอียดของบทสรุปสำหรับผู้บริหาร คิดว่างานนี้เป็นการศึกษาอย่างเป็นระบบกระบวนการ systematic health system research น่าคิดว่า ทีมหมอครอบครัว จะทำให้เข้มแข็งยั่งยืนอย่างไร เพื่อให้ระบบสุขภาพระดับอำเภอเข้มแข็ง

Publicada em: Saúde
  • Seja o primeiro a comentar

Executives summary dhs dr wut 1115

  1. 1. 1. เกริ่นนํา การสรุปบทเรียนและพัฒนาการระบบสุขภาพระดับอําเภอ เพื่อสรางความเขมแข็งบริการปฐมภูมิ เนื่องจากทิศทางการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแหงชาติ ของประเทศไทยในชวงป 2555-2559 จําเปนตอง สอดคลองกับแนวทางขององคการอนามัยโลก และสอดคลองกับนโยบายของรัฐบาล ที่มุงใหประชาชนทุกครัวเรือน ไดรับบริการใกลบานใกลใจ เพื่อใหคนไทยทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง สรางความเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศทั้ง ทางตรงและทางออมอยางยั่งยืน และสอดคลองกับนโยบายการปฏิรูประบบบริการของกระทรวงสาธารณสุข ตาม แผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) ที่มุงใหเกิดการบริหารแบบเครือขายบริการสุขภาพ ดังนั้นกระบวนการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบสุขภาพอําเภอ (DHS) จึงเปนแบบพลวัตร มีการเปลี่ยนแปลง สูจุดสมดุลสอดคลองกับบริบทพื้นที่ จึงเปนระบบที่มีความหลากหลาย มีความซับซอนและมีการปรับตัวอยูตลอดเวลา จึงจําเปนตองศึกษาถอดบทเรียน สังเคราะห ประเมินผลเพื่อสกัดองคความรู สูการแลกเปลี่ยนและถายทอดแกผู ปฏิบัติอยางตอเนื่อง เปนการดําเนินงานทางวิชาการแบบคูขนาน เพื่อเปนฐานขอมูลหรือคลังความรูรองรับ การ พัฒนาอยางตอเนื่องได 2. วัตถุประสงค เพื่อสนับสนุนการรวมมือของเครือขายวิชาการในแตละภูมิภาค รวม กันศึกษาถอดบทเรียน ระบบสุขภาพระดับอําเภอในแตละภูมิภาคพื้นที่ สังเคราะหเปนปจจัยความสําเร็จและโอกาสการพัฒนา และรวบรวม เปนองคความรูทางวิชาการ เพื่อการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิตอไป 3. ระเบียบวิธีวิจัย วิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) นี้ไดประยุกตใชกลวิธีทางระเบียบวิธีวิจัยแบบ ผสมผสาน ทั้งวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ไดแก การศึกษาเอกสาร(Document study) ที่เกี่ยวของทั้งไทยและตางประเทศ ดวยกระบวนการถอดบทเรียน การจัดการความรู(KM) จากทีมนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาทั่วทุกภูมิภาคของ ประเทศทั้ง 12 เขต รวมศึกษาเรียนรู เก็บขอมูลจากการรวม กระบวนการปฏิบัติงาน จริงในพื้นที่ (Participatory Action Research) กอปรกับการตรวจเยี่ยมชื่นชมผลงาน การเขารวมการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู หรือเวทีวิชาการ ในพื้นที่ เปนตน วิธีวิจัยเชิงปริมาณ ดวยการเก็บขอมูล จากผูบริหารงานสาธารณสุขระดับอําเภอ ตําบล และผูที่ เกี่ยวของกับระบบสุขภาพปฐมภูมิทั่วประเทศดวยแบบสอบถาม เก็บขอมูลระยะแรก ของการศึกษานี้ จากเดือน กุมภาพันธ – ตุลาคม 2558 วิเคราะหขอมูลดวยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ขอมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห โดยใช วิธีการวิเคราะหขอมูลเชิงเนื้อหา (Content Analysis) ตามกรอบการสรุปบทเรียนการพัฒนาระบบสุขภาพ อําเภอ ดังภาพที่ 1 บทสรุปสําหรับผูบริหาร (Executives Summary) ๒ Lesson Learned and Development of District Health System Project | [ Phase1] ๒
  2. 2. 4. ขอคนพบที่เปนผลการศึกษา ผลจากการศึกษาใน ระยะแรกของโครงการ ไดนําเสนอโดยสรุปจําแนกออ กเปนรายหัวขอที่สําคัญ และ บทสรุปอภิปรายภาพรวมที่เรียงลําดับ ดังตอไปนี้ 4.1 ขอมูลทั่วไปของผูตอบแบบสอบถาม กลุมตัวอยางที่ตอบแบบสอบถามลวนเปนผูบริหารงานดานสาธารณสุขระดับอําเภอและผูเกี่ยวของกับ การดําเนินงานระบบสุขภาพอําเภอ (รสอ.) จํานวน 2,574 คน/แหง ครอบคลุมทั้ง 12 เขต 64 จังหวัด โดยมีกลุม ผูบริหารที่ตอบแบบสอบถามสวนใหญเปนเพศหญิง รอยละ 58.9 อายุเฉลี่ย 44 ป มีอายุราชการเฉลี่ย 22.31 ป ปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบล รอยละ 45.6 โรงพยาบาล รอยละ 32.4 สํานักงานสาธารณสุขอําเภอ รอยละ 20.7 ดํารงตําแหนงนักวิชาการสาธารณสุข รอยละ 30.3 พยาบาล รอยละ 20.5 มีรูปแบบการบริหารงาน ระบบสาธารณสุขอําเภอ ในลักษณะ คปสอ. รอยละ 89. 3 และเปนคณะกรรมการระบบสุขภาพอําเภอ (DHS) รอย ละ 85.5 กลุมตัวอยางพึ่งไดเปนคณะกรรมการระบบสุขภาพอําเภอ (District Health System) เพียง รอยละ 8.4 4.2 ขอคนพบดานวิวัฒนาการของระบบสุขภาพระดับอําเภอ วิวัฒนาการดานรูปแบบดําเนินการสนับสนุนของจังหวัด และการ ดําเนินงานระดับอําเภอ ทั้งในระยะ กอนมีนโยบาย DHS จนถึงชวงของการขับเคลื่อนนโยบาย DHS ทุกพื้นที่มีทุนเดิมจากการทํางานในฐานะหนวยงาน สนับสนุน หนวยปฏิบัติการ ประกอบกับการริเริ่มสรางสรรคงานใหมๆ ที่ปรับเปลี่ยนหมุนเวียนเปนพลวัตร เพื่อ ภาพที่ 1 กรอบแนวทางการเตรียมขอมูลเพื่อเขียนรายงานสรุปบทเรียนการพัฒนาระบบสุขภาพอําเภอ ๓ Lesson Learned and Development of District Health System Project | [ Phase1] ๓
  3. 3. ตอบสนองตอนโยบายในแตละยุคแตละสมัย สรุปสังเคราะหเกี่ยวกับตนทุนและบริบทพื้นที่เปนแบบ “CONTECT” ดังนี้ C- Civil Culture Base คือวัฒนธรรมการทํางานกับประชาชนในพื้นที่ สวนมากเกิดจากกระบวนการ CBL คือทุกพื้นที่อําเภอมีทุนเดิมดานวิชาการในรูปแบบการจัดการเรียนรูแบบ ในบางพื้นที่มีระบบการเยี่ยมบานมีศูนยการ ดูแลอยางตอเนื่อง(COC) หรือ Home health care ที่ชัดเจนและรวมกันทํางานดูแลสุขภาพประชา ชนแบบใกลบาน ใกลใจ โดยสหวิชาชีพซึ่งเกิดการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จากกลุม รพ.สต. จนเกิดเปนเครือขายสหวิชาชีพรวมการเยี่ยม บานที่เขมแข็งและตอเนื่อง O-Organization คือการมีความเปนองคกรมากอน มีคณะกรรมการดําเนินงานดานสุขภาพในพื้นที่อยูแลว ไดแก คปสอ. หรือ CUP Board หรือ SHA-CUP โรงพยาบาล สํานักงานสาธารณสุขอําเภอ โ รงพยาบาลสงเสริม สุขภาพตําบล(รพ.สต.) เปนหนวยงานรับผิดชอบหลักในพื้นที่ N-Network การมีระบบเครือขายที่ประสานการทํางานอยางแนบแนน (Strange Association) ในพื้นที่ คอยเกื้อหนุนกันและกัน ประกอบดวยหนวยงานจาก อปท. เครือขาย อสม. กลุมอาสาสมัครตางๆ กองทุนสนับสนุน การสรางเสริมสุขภาพ(สสส.) สํานักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ (สปสช.) เครือขายประชาสังคม ผูทรงคุณคา หรือปราชญชาวบาน รวมถึงสถาบันทางวิชาการหรือสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เปนตน T-Team คือกลุมบุคคลที่รวมกันรวมดําเนินการแกไขปญหาในพื้นที่ จากกิจกรรมเฉพาะกลุม เฉพาะดาน แลวเกิดวิวัฒนาการของทีมทั้งในมิติดานขนาดของทีม บทบาทและความหลากหลายของกิจกรรม ที่มีความเชื่อมโยง สามารถปรับเปลี่ยน(Transform) ใหสอดคลองตองานใหมๆ นโยบายใหมๆที่ เปลี่ยนแปลงไป ทีมงานที่เขมแขงใน พื้นที่ E-Experience พื้นที่อําเภอนํารองที่เขารวมโครงการ ลวนมีประสบการณ ความลมเหลวและนําไปสูการ เรียนรูรวมกัน (Learning from mistake) จนกลั่นกรองเปนกระบวนการ เปนระบบการทํางานที่เปนเลิศ ประสบ ความสําเร็จ ความเปนตนแบบ และมีรางวัลภาคภูมิใจ การชื่นชม (Appreciation) ที่สะทอนไดจากประชาชน และ หนวยงาน เปนตน C-Connection & Community & Continuous ผลความสําเร็จจากการติดตอประสานเชื่อมโยงกันของ บุคคล หรือทีมงานในพื้นที่ เกิดจากการประสานงานกันในแนวราบ (Horizontal) ไมเปนทางการ (Informal) มากกวาการประสานงานแนวดิ่งที่เปนทางการ (Formal) จึงเกิดสัมพันธภาพในการทํางานรวมกับชุมชนอยางเขาใจ และมีความตอเนื่อง รองรับการเปลี่ยนแปลง หรือนโยบายใหมที่เขามาในพื้นที่ T-Technique ทุกพื้นที่อําเภอมีการบูรณาการใชเทคนิค กระบวนการพัฒนางานในพื้นที่อยูแลว ไดแก การประเมินตนเอง (Self Assessment) ของเครือขายสุขภาพระดับอําเภอ มีการเพิ่มพูนประสบการณเวชปฏิบัติ ครอบครัวสําหรับแพทย (FPL) การใชรูปแบบการทําแผนชุมชนดวยกระบวนการ SRM การพัฒนาคุณภาพบริการ ๔ Lesson Learned and Development of District Health System Project | [ Phase1] ๔
  4. 4. รวมทั้งการพัฒนาระบบคุณภา พตามแนวทาง (PCA) มาตรฐาน HA และ มีการใชกระบวนขับเคลื่อนงานพัฒนา เครือขายบริการดวยกระบวนการจัดการความรู(KM) การแลกเปลี่ยนเรียนรูจากงานประจําสูงานวิจัย(R2R) เปนตน 4.3 สถานการณเชิงประจักษตอการรับรูและตอบสนองนโยบายการพัฒนาระบบบริการ Service Plan บุคลากรระดับอําเภอมี การรับรูและตอบสนอง นโยบายการพัฒนาระบบบริการ Service Plan อยูใน ระดับนอย และระดับมาก ในสัดสวนที่ใกลเคียงกัน คือ รอยละ 50.8 : 49.2 ( =47.78±6.54) โดยสวนใหญรับรู วาในอําเภอมีการสนับสนุนเครือขายบริการปฐมภูมิ ใ น การจัดบริการดานสุขภาพที่จําเปนสําหรับประชาชน (Essential Care) สอดคลองกับบริบทของชุมชน รอยละ 60.1 มีคาเฉลี่ย 3.72±0.68 รองลงมารับรูวาอําเภอ ดําเนินงานตามนโยบาย Service Plan ไดดี รอยละ 50.6 มีคาเฉลี่ย 3.56±0.71 มีการจัดระบบพัฒนาเพิ่มพูนความรูแกเจาหนาที่ทุกระดับในการดูแล และสงตอ ผูปวยที่มีปญหาสุขภาพรุนแรง รอยละ 48.9 มีคาเฉลี่ย 3.55±0.67 มีระบบขอมูล (Information) เพื่อสนับสนุน การใหบริการ การรายงานผลที่ครบถวน รอยละ 47.8 มีคาเฉลี่ย 3.51±0.67 แตดานการสนับสนุนดานกําลังพล (Health Workforce) ที่เพียงพอเหมาะสมกับงานบริการดานสุขภาพ ยังอยูในระดับนอย รอยละ 29.4 มีคาเฉลี่ย 3.08±0.81 ตามลําดับ 4.4 การสนับสนุนปจจัยสําคัญเขาสูระบบบริการปฐมภูมิตาม 6 องคประกอบ ความคิดเห็นโดยรวมของบุคลากร มองวาการจัดปจจัยสนับสนุน คน เงิน ของ ตามนโยบาย แผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) ยังไมเพียงพอตอการพัฒนาระบบบริหารจัดการในพื้นที่ ที่ผานมา การสนับสนุนมักเกิดขึ้นจากภาคการเมือง และมีการเนนผลลัพธที่เกิดกับประชาชน แตการพัฒนาระบบสนับสนุนไม ชัดเจน อีกทั้ง โครงสรางองคกรที่รับผิดชอบบริการปฐมภูมิไม ชัด โดยเฉพาะอยางยิ่งที่สวนกลาง ยังคงเปนลักษณะ แยกสวน ตามเปาหมายผลลัพธขององคกรสวนกลางหรือโครงการที่ กําหนดมา (Vertical Program) ระบบติดตาม กํากับงานไมยืดหยุน พื้นที่ไมมีอิสระทางความคิด ทําใหเปนภาระงานที่หนักของระบบรายงานที่มีมากและ ไมเกิด ประโยชนตอพื้นที่ มีการสรางตัวชี้วัด มาตรฐานคุณภาพ มาควบคุมกํากับ แตอยางไรก็ตาม ขอคนพบในลักษณะ การสนับสนุนจากระดับเขตโดยการมีกลยุทธ เชน กลยุทธ 15 รองหลัก (5รุก 5 รับ 5 สนับสนุน) มีการกําหนด ๕ Lesson Learned and Development of District Health System Project | [ Phase1] ๕
  5. 5. ตัวชี้วัด และมอบหมายความเปนเจาภาพหลัก เกิดทีมตรวจติดตาม แลกเปลี่ย นเรียนรูระดับจังหวัด ระดับเขต ไดแก คณะกรรมการกํากับทิศทางนโยบายฯ ระดับเขต (CSO เขต ประธาน SP 10 สาขา ระดับเขต Service Provider Board ระดับเขต) คณะกรรมการประสานงานระดับจังหวัด (คปสจ.) ทุกพื้นที่จังหวัด อําเภอ มีการสนับสนุนปจจัย ดานการบริหารเขาสูระบบการขับเคลื่อนนโยบาย DHS ในลักษณะและความเขมขนแตกตางกัน เชน 1) การสนับสนุนดานงบประมาณ ที่เปลี่ยนแปลงจากเปนระบบพิจารณาเปนรายการของการ ใหบริการและทรัพยากรที่ใช (Item) มาเปนรายหัว ประชากร (Capitation) มีแนวโนมทําใหระบบสามารถตอบสนอง ตอปญหาในพื้นที่ไดดีขึ้น เปดโอกาสใหมีการรับงบประมาณตรง จากนอกองคกรภายนอกราชการ เชน สสส. องคกร ปกครองสวนทองถิ่น มูลนิธิ หรือองคกรชุมชน เพื่อซอมเติมงบสนับสนุนจากสวนกลางไมตอเนื่อง ดังนั้น พื้นที่ตอง แสวงหาวิธีการชองทางเองมากขึ้น กลาวคือ แตละจังหวัดมีคว ามแตกตางกันในดานวิธีการสนับสนุน ยอดเงินที่ สนับสนุน กลาวคือ บางจังหวัดจัดสรรใหเฉพาะพื้นที่อําเภอนํารอง หลายจังหวัดจัดสรรใหครอบคลุมทุกพื้นที่ อําเภอ เฉลี่ยอําเภอละ 50,000 - 240,000 บาท แตบางจังหวัดนํางบประมาณทุกหมวดมาบูรณาการแลวจัดสรร ตามแผนยุทธศาสตรหรือกิจกรรมที่เปนนโยบายเนนหนักของจังหวัด จึงทําใหอําเภอรูสึกวาไมไดรับงบสนับสนุนงาน DHS โดยตรง ดังนั้น จะพบเห็นภาพของการบูรณาการงบประมาณจากกระทรวงอื่น การรวมแบงปนทรัพยากร ระหวางหนวยงานเพื่อสนับสนุนงานDHS ในระดับอําเภอมากกวาระดับจังหวัด 2) การสนับสนุนดานบุคลากร ยา วัคซีน วัสดุ อุปกรณ จังหวัดมีการสนับสนุนตามแผนที่กําหนด แต อยางไรก็ตามสถานการณบุคลากรโดยรวมยังมีความขาดแคลน ทั้งที่เปนแพทย สหวิชาชีพที่ลงไปรวมทํางานกับหนวย บริการปฐมภูมิ ซึ่งพิจารณาจากขอมูล การขึ้นทะเบียนหนวยบริการปฐมภูมิที่สวนใหญในสวนใหญ ผานแบบมีเงื่อนไข และเงื่อนไขสําคัญคือ เกณฑดานบุคลากร ที่สําคัญมีการขาดแคลนทั้งหนวยบริการที่เปนแมขายและหนวยบริการปฐม ภูมิในเครือขาย ดังนั้นหนวยงานในระดับอําเภอ เชน โรงพยาบาล ชุมชนมีการสนับสนุนวัสดุอุปกรณในกิจกรรม บริการตามโครงการนํารอง อยางชัดเจน ในลักษณะทีมงาน หรือหนวยปฏิบัติการเคลื่อนที่ มีการจัดการดวยระบบ Logistic เปนตน 3) การสนับสนุนดานวิชาการ และเทคโนโลยี ทุกอําเภอ ทุกจังหวัดยังไมมีการสรางระบบฐานขอมูลที่ใช สําหรับการรายงานหรือจัดเก็บขอมูลการดําเนินงานDHS เปนการโดยเฉพาะ บางพื้นที่ไดประยุกตใชทรัพยากรที่มี อยู และสื่อตางๆ เชน Facebook , e-mail, conference, Line ในการพัฒนาระบบรายงาน DHS แตเมื่อพิจารณา ในระดับอําเภอจะพบความหลากหลายในการประยุกตใชเทคโนโลยีสมัยใหม และเทคโนโลยีจากภูมิปญญาชาวบาน เพื่อนํามาปรับใชใหเอื้อตอการดําเนินงานบริการในพื้นที่ เชน การใชอุปกรณ IT ในการถายภาพเทา บาดแผลผูปวย เบาหวาน ที่อยูในชุมชนหางไกล แลวสงผานระบบอินเทอรเน็ต Facebook , Skype, Line, e-mail, conference, ๖ Lesson Learned and Development of District Health System Project | [ Phase1] ๖
  6. 6. Tele Med Web app เพื่อขอรับคําปรึกษาจากแพทย การ ประยุกตใชคูปองสีในการดูแลผูปวยเบาหวานแตละกลุม การใชสื่อมวลชนผานระบบวิทยุชุมชน เคเบิลทีวี เสียงตามสายของทองถิ่นในการประชาสัมพันธงาน การรณรงค เปนตน 4.5 ระบบและกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ ความคิดเห็นของผูบริหารหนวยงาน สาธารณสุขระดับอําเภอ ระดับตําบล และผูที่เกี่ยวของ กับการดําเนินงานระบบสุขภาพอําเภอ (รสอ.) ใน ประเด็นเกี่ยวกับรูปแบบการขับเคลื่อนนโยบายการ ใช Six building blocks ในการทํา Service Plan สู การปฏิบัติ สวนใหญขับเคลื่อนผานการบริหารงานใน รูปแบบ คณะกรรมการ คปสอ. รอยละ 87.9 ใกลเคียง กับการใชรูปแบบคณะกรรมการระบบสุขภาพ อําเภอ (DHS) รอยละ 87.7 และรองลงมาคือใชการ ขับเคลื่อนผานรูปแบบของทีมหมอครอบครัว (FCT) รอย ละ 76.8 แตเมื่อพิจารณารูปแบบที่นําสูการปฏิบัติจริง ในระดับพื้นที่ไดดีที่สุด คือ คณะกรรมการ คปสอ. รอยละ 49.5 รองลงมา กรรมการระบบสุขภาพอําเภอ (DHS) รอย ละ 26.0 และคณะกรรมการ CUP Board รอยละ 5.9 ตามลําดับ กลไกขับเคลื่อนการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิพื้นที่อําเภอ ตําบล ไดนํามาประยุกตใช ประกอบดวย 1) กลไกที่มีอยูเดิม คือ การนิเทศงานระดับเขต จังหวัด อําเภอ การประเมิน HA / PCA /เภอควบคุมโรคเขมแข็ง 2) กลไกขับเคลื่อนหลักคือ การเยี่ยมชื่นชมดวยวิธีการ AI ตาม DHS – PCA / QOF survey /คปสอ.ติดดาว/ SRRT/ QRTที่มีทักษะการเปนโคช ความรูความเขาใจในเกณฑมาตรฐานการประเมิน 3) กลไกขับเคลื่อนเสริม คือการใช กระบวนการ PILA / R2R / ศูนย COC / Home health Care/ CBL / SRM / ธรรมนูญสุขภาพหรือชัญชีสุขภาพอําเภอ /มีระบบ “แกหลา” เพื่อจัดการสุขภาพตนเองของชุมชน มี กองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับทองถิ่น หรือพื้นที่ เปน ตน ทําใหเกิดรูปแบบการขั บเคลื่อนที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ เชน เกิดเปนสภาสุขภาพอําเภอ / SHA-CUP / Bird Project / ลําสนธิ Model / สารภี Model / คลินิกชุมชนอบอุน ในเขตเมือง เปนตน โดยสรุปแลวรูปแบบ การบริหาร เพื่อขับเคลื่อน เครือขายสุขภาพอําเภอ ที่มีทั้งสาธารณสุขอําเภอ ผูอํานวยการโรงพยาบาล ผูแทนจากโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบล องคกรปกครองสวนทองถิ่น และภาคประชาชน เขามารวมเปนคณะกรรมการบริหารเครือขาย นั้น ยังเปนลักษณะการดําเนินงาน แบบไมเปนทางการ ไมมีอํานาจเชิง การบริหารที่ชัดเจน ขึ้นกับขอตกลงในแตละพื้นที่ สถานการณปจจุบัน แตละพื้นที่ยังมีความแตกตางในเชิงการจัดการ รวมกัน ทั้งที่เขมแข็งและทั้งที่ยังไดรับความรวมมือนอย ยังไมเปนเอกภาพ ๗ Lesson Learned and Development of District Health System Project | [ Phase1] ๗
  7. 7. 4.6 ผลการดําเนินงานตาม UCCARE ความคิดเห็นตอ ผลการดําเนินงานตามกระบวนการ DHS โดยจําแนก ตาม UCCARE โดยรวมอยูใน ระดับมาก รอยละ 56.9 มีคาเฉลี่ยผลการดําเนินงานตามUCCARE เทากับ 29.96±6.82 บุคลากรในพื้นที่รับผิดชอบ ของสํานักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ เขต 6 ระยอง มีความคิดเห็นวาผลการดําเนินงานตาม UCCARE อยูใน ระดับมากที่สุด คิดเปน รอยละ 75.6 รองลงมา คือ สปสช.เขต 12 สงขลา เขต 5 ราชบุรี เขต 1 เชียงใหม ในอัตรา รอยละ 75.0, 73.3 และ 72.5 ตามลําดับ กิจกรรมที่สะทอน UCCARE ในพื้นที่ ไดแก การประชุมทีมแกนนําอยาง นอย 3 เดือน/ครั้ง มีกระบวนการคืนขอมูลสูชุมชนสรางการรับรูและตระหนัก กระตุนการสรางเครือขายดูแลตนเอง การแลกเปลี่ยนเรียนรูอยางชื่นชม และการจัดอบรม อสม. ในการดูแลผูปวยเพื่อใหเกิด Essentials care ในสัดสวน 1: 2 เปนตน ขอคิดเห็นที่สําคัญ คือ เมื่อทําDHS แลวงานบริการในระดับปฐมภู มิจะมากขึ้นโดยเฉพาะการสงเสริม ปองกัน ฟนฟู ซึ่งแปรผกผันกับจํานวนบุคลากรซึ่งดานนี้มีนอยเมื่อเที ยบกับกลุมเปาหมายที่รับผิดชอบ จึงกระทบกับ งานอื่น ๆ ควรปฎิบัติรวมกันอยางตอเนื่อง 4.7 Family Care Team; FCT ความหวังรับตอไมสุดทายสูประชาชน ผลการวิเคราะหขอมูลความคิดเห็นตอนโยบายการขับเคลื่อนระบบสุขภาพระดับอําเภอ โดยผาน รูปแบบหรือระบบการสนับ สนุนกําลังคน ในลักษณะทีมหมอประจําครอบครัวของภาครัฐในชวงที่ผาน มา พบวา บุคลากรสาธารณสุขมองวาเกิดการดําเนินงานอยูในระดับนอย รอยละ 51.0 ใกลเคียงกับความคิดเห็นใน กลุมระดับมากรอยละ 49.0 โดยมีคาเฉลี่ยของผลการดําเนินงาน Family Care Team เทากับ 16.50±3.51 โดย ประเด็นเกี่ยวกับวาในปจจุบันอําเภอมีวิธีและชองทางการสื่อสารเพื่อใหการปรึกษาประสานการรับสงตอผูปวยอยางมี ประสิทธิภาพ มีคาเฉลี่ย 3.41±0.79 รองลงมาคือ ภายในอําเภอมีโครงสราง และองคประกอบของทีมหมอครอบครัว ที่หลากหลายสาขาและกระจายดูแลครอบคลุมตามพื้นที่ (catchment area) มีคาเฉลี่ย 3.35±0.90 อําเภอมีระบบ ขอมูลและใชประโยชนขอมูลรวมกันระหวางทีมหมอครอบครัวระดับอําเภอและระดับตําบลไดดี มี คาเฉลี่ย 3.27±0.76 การมีทีมหมอครอบครัวทําใหอําเภอเกิดการเชื่อมโยงการทํางานจากนโยบายสูการปฏิบัติใน พื้นที่ และเห็นผลชัดเจน มีคาเฉลี่ย 3.23±0.80 และทีมหมอครอบครัวระดับอําเภอมีบทบาทบริการดูแลใหคําปรึกษา และรับสงตอรวมทั้งพัฒนาศักยภาพทีมหมอครอบครัวระดับตําบล มีคาเฉลี่ย 3.21±0.78 ตามลําดับ 4.8 ผลลัพธที่พึงประสงคและผลขางเคียงที่พึงพิจารณาของการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ ผลของขอมูลการบรรลุเปาหมายและผลลัพธ (Overall Goals/Outcome) พบวา บุคลากรสาธารณสุข ปฏิบัติงานตามนโยบายโดยการใชระบบสุขภาพอําเภอ (DHS) และทีมหมอครอบครัว (FCT) ขับเคลื่อนนโยบายตาม กรอบ Six building blocks ในการทํา Service Plan เพื่อบรรลุเปาหมายและผลลัพธลงสูการปฏิบัติ จริงในระดับ อําเภอ ตําบล จากการพิจารณารายขอ พบวา สวนใหญอยูในระดับมาก และมีขอคําถามที่กลุมตัวอยางตอบมากที่สุด ๘ Lesson Learned and Development of District Health System Project | [ Phase1] ๘
  8. 8. และมีคะแนนเฉลี่ยมากทีสุด 5 อันดับ คือ การมีระบบ DHS และ FCT สามารถปองกันความเสี่ยงทางสังคมที่จะเกิด ตอผูปวย เชน การไมสรางตราบาปใหผูปวยการโอบอุมผูดอยโอกาส เปนตน มีคาเฉลี่ย 3.57±1.76 รองลงมาคือการมี ระบบ DHS และ FCT สามารถลดความเดือดรอนดานคาใชจายในการรับบริการแกผูปวยได มีคาเฉลี่ย 3.56±0.73 ทํา ใหเกิดบริการที่ตอบสนองตอความตองการของผูรับบริการ มีคาเฉลี่ย 3.54±0.77 เกิดบริการที่เปนธรรมตอประชาชน ผูดอยโอกาส มีคาเฉลี่ย 3.50±0.78 ทําใหประชาชนโดยเฉพาะกลุมดอยโอกาสตางๆ สามารถเขาถึงบริการสุขภาพ (Access) มีคาเฉลี่ย 3.48±0.74 ตามลําดับ สวนประเด็นที่มีคาเฉลี่ยนอย คือ ความสามารถลดปริมาณการใชบริการ ทางแพทยนอกระบบ(Non Medical Care) ของผูปวย มีคาเฉลี่ย 3.23±0.74 4.9 ปจจัยที่มีความสัมพันธกับผลลัพธที่พึงประสงคและผลขางเคียงที่พึงพิจารณาของการพัฒนาระบบ สุขภาพปฐมภูมิ คือ อายุ อายุราชการ คณะกรรมการ (DHS) การรับรูและตอบสนองนโยบาย ผลการดําเนินงาน ตาม UCCARE ผลการดําเนินงาน Family Care Team กระบวนการขับเคลื่อนนโยบาย พบวาตัวแปรตนที่มี ความสัมพันธกับการบรรลุเปาหมายและผลลัพธ(Overall Goals/Outcome) อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4.10 ปจจัยที่มีผลตอผลลัพธที่พึงประสงค และผลขางเคียงที่พึงพิจารณาของการพัฒนา ระบบสุขภาพ ปฐมภูมิ คือ 1) การรับรูและตอบสนองนโยบาย 2) การใชกระบวนการขับเคลื่อนนโยบาย 3) การดําเนินงานตาม UCCARE และ 4) การดําเนินงาน Family Care Team ตัวแปรทั้งสี่แตละปจจัย สงผลทางบวกตอผลลัพธ (Outcome) มีคาเทากับ 0.192, 0.222, 0.933 และ 0.928 ตามลําดับ ภาพที่ 2 จํานวน รอยละ ความคิดเห็นของผูบริหารสาธารณสุขตอการดําเนินงาน DHS ๙ Lesson Learned and Development of District Health System Project | [ Phase1] ๙
  9. 9. ตารางที่ 1 ผลการวิเคราะหการถดถอยพหุคูณ เมื่อใชผลลัพธ (Outcome) เปนตัวเกณฑ ตัวแปรพยากรณ b SEb Beta t การรับรูตอนโยบายและสนับสนุนตามปจจัยนําเขา Building Block ทั้ง 6 .219 3.192 .222 2.750* กระบวนการขับเคลื่อนนโยบายดวย DHS .466 .222 .928 32.559* ผลการดําเนินงานตาม UCCARE .403 .933 .910 31.551** ผลการดําเนินงาน Family Care Team .782 .928 .932 32.887** R = .923; R2 = .852; SE = 2.60370; a = 3.23 (* p< 0.05; **p< 0.0001) ทั้งนี้พบวาผลการดําเนินงาน Family Care Team สงผลทางบวกตอผลลัพธในก ารปฏิบัติงานสูงสุด รองลงมาคือการมี UCCARE โดยตัวแปรพยากรณทั้งสี่ตัว สามารถ รวมกันพยากรณผลลัพธ(Outcome) ไดรอยละ 85.2 (R2 = .852) และมีความคลาดเคลื่อนในการพยากรณ 2.603 ดังนั้น สมการพยากรณความสําเร็จในการปฏิบัติงาน โดยใชคะแนนมาตรฐาน สามารถเขียนไดดังนี้ Z'(outcome) = 0.222 (ปจจัยนําเขาตาม Building Block ทั้ง 6) +0.928 (กระบวนการ ขับเคลื่อน;DHS)+ 0.910(การเกิดมี UCCARE) + 0.932 (Family care team) 5. ขอพิจารณาและขอเสนอแนะเชิงนโยบาย (1) สืบเนื่องจากการดําเนินงานตามระบบ Family care team (FCT) สงผลทางบวกตอผลลัพธในการ ปฏิบัติงานสูงสุด รอยละ 93.2 ดังนั้นควรสนับสนุนการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ ดวยการสรางทีม หมอครอบครัวใหครอบคลุม มีศักยภาพ โดยการเสริมพลังจากการบริหารจัดการของ คณะกรรมการสุขภาพอําเภอ (รสอ.) แบบไรรอยตอ ใหสามารถบูรณาการใชทรัพยากร และกระจายการสนับสนุนปจจัยนําเขาสําคัญสูระบบตาม Building Block ทั้ง 6 เพื่อสรางสุขภาวะแกประชาชนตามบริบทพื้นที่ (2) การกําหนดนโยบายใดๆเกี่ยวกับการพัฒนาเครือขายหรื อบริการสุขภาพ ของหนวยงานระดับพื้นที่ หนวยงานสวนกลาง หรือระดับชาติ ควรพิจารณาถึงความสอดคลองและการสงเสริมเพื่อ สานตอตนทุนบริบทในแต ละพื้นที่ ประกอบดวย การมีวัฒนธรรมการทํางานในพื้นที่ (Civil Culture Base) วัฒนธรรมองคกรที่มีมากอน (Organization) การมีเครือขาย (Network) ของทีมงานหือกลุมบุคคล(Team Work) ที่รวมกันรวมดําเนินการแกไข ปญหาในพื้นที่มานาน อันอุดมดวยประสบการณทํางาน(Experience) ที่ไดแลกเปลี่ยนเรียนรู กอปรกับการเชื่อมโยง (Connection) ดวยปฏิสัมพันธกับชุมชน ผานกระบวนการหรือเทคนิค (Technique) วิชาการแนวใหม เพื่อใหการ ๑๐ Lesson Learned and Development of District Health System Project | [ Phase1] ๑๐
  10. 10. พัฒนาเครือขายหรืการสุขภาพมีความตอเนื่อง ยั่ งยืน ยกระดับจากพื้นที่รากฐานเปนการดําเนินงานที่เปนสาธารณะ ในที่สุด (3) การกําหนดนโยบาย เพื่อการสนับสนุนงานในพื้นที่ ควรพิจารณา ในเชิงยุทธศาสตรการเสริมแรง ดานโครงสราง(Structure) และบทบาทหนาที่ของกรรมการในพื้นที่ สงเสริมการรับรู (Perception) ตอนโยบาย และปญหาสังคม (Perception of Social Problem) เพื่อใหเกิดการตอบสนอง(Responsiveness) และการ สนับสนุน (Supporting) อยางมีสวนรวมจากภาคีเครือขายในพื้นที่ (4) การกําหนดนโยบายดานการติดตาม การประเมินผลงานของหนวยงานระดับกระทรวง กรม จังหวัด เพื่อวัดผลหรือประเมินความสําเร็จของหนวยงานระดับพื้นที่ ควรบูรณาการหลักเกณฑ ตัวชี้วัด (KPI) ในลักษณะ รวมกันเปน UNIQUE กลาวคือ หลักเกณฑ ที่ใชตรวจ ประเมิน ผลงาน พื้นที่ควรเปนเกณฑที่ เขาใจรวมโดยงาย (Understanding) เปนผลสัมฤทธิ์รวมของเครือขาย (Network) จากการผสมผสาน(Integrate) กิจกรรมบริการที่ตรง ตอปญหา (Quick) ของชุมชน (Essential care) เกิดอรรถประโยชน(Utility) ดานสุขภาพ และทําสําคัญกระบวนการ ตรวจประเมินงานตามนโยบายควรนํามาซึ่งขวัญกําลังใจ (Empowerment) เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู เกิดคุณคา และการยกยองชื่นชม(Appreciation) (5) การสนับสนุนดานกําลังคนสุขภาพ ควรมีหนวยงานที่มีความรับผิดชอบโดยตรงเพื่อประสานงาน ใหเกิด ความสอดคลองของนโยบายหลายๆ ดาน ที่สงผลกระทบตอกําลังคน โดยมีการวางนโยบายกําลังคนรวมกัน เปดให พื้นที่มีสวนรวมในการวางแผน ผลิต พัฒนา จัดระบบการจางงาน ระบบการสรางขวัญกําลังใจ มีหนวยงานหรือ เครือขายมารวมรับผิดชอบสรางการเรียนรูของผูปฏิบัติอยางตอเนื่อง (6) ควรสนับสนุนงบประมาณ บุคลากรที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ และ เสริมสรางแรงจูงใจการทํางานใน ระดับปฐมภูมิ ทั้งนี้เนื่องจากสัดสวนลักษณะการทํางานของเจาหนาที่ที่ปฏิบัติงานในหนวยบริการปฐมภูมิ มีแนวโนม ดูแลงานรักษาพยาบาลผูปวยเรื้อรังมากขึ้นจากนโยบายสงตอผูปวยรับบริการที่ รพ.สต. แตสวนทางกับการสนับสนุน ดานงบประมาณ การสนับสนุนกําลังพลลงสู รพ .สต. โดยเฉพาะอยางยิ่ง รพ .สต.หางไกล มีผูขึ้นทะเบียนบั ตร ประกันสุขภาพจํานวนนอย มีความขัดสนทั้งงบประมาณ บางครั้งตองบิดการใชงบประมาณจากหมวดอื่น เชน นํา งบประมาณหมวดสงเสริมสุขภาพ มาเปนคาสาธารณูปโภค เสี่ยงตอการกระทําผิดระเบียบ เสี่ยงตอการคงอยูของ บุคลากร โดยเฉพาะกลุมพยาบาลวิชาชีพที่ลาออกในอัตราที่สูง (7) ควรหนุนเสริมการถายทอดเทคโนโลยี ระหวางพื้นที่ ที่ดําเนินการไดดี โดยการสนับสนุนภาคสวนที่ เกี่ยวของมีการพัฒนาหลักสูตรบุคลากรใหสอดคลองการตองการ ใชของพื้นที่ การผลิตและพัฒนา กําลังคนที่ไม ซับซอน มาทดแทน มีการดึงการมีสวนรวมของภาคเอกชน ชุมชน ทองถิ่นเขามารวมดูแลปญหากําลังคน ๑๑ Lesson Learned and Development of District Health System Project | [ Phase1] ๑๑
  11. 11. (8) ควรใชโอกาสในความตองการ และยังมีสวนขาดที่เติมไมเต็มของ บริการปฐมภูมิ ใหเกิดขึ้นในหมู ประชาชน มีการศึกษาหาคําตอบในการสรางบริการที่มีเอกลักษณเพิ่มชองทาง วิธีสื่อสาร เนื้อหาในการสื่อเนนการ สรางคุณคา ของงานของผูใหบริการ ซึ่งปจจุบันไดสรางภาพใหมที่ทีมหมอครอบครัว แทนคําวาบริการปฐมภูมิ ซึ่งควร ติดตาม ประเมินผลอยางตอเนื่อง ๑๒ Lesson Learned and Development of District Health System Project | [ Phase1] ๑๒

×