คู่มือการจ่ายยา สถานปฏิบัติการเภสัชกรรมชุมชน 2554
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

Like this? Share it with your network

Share

คู่มือการจ่ายยา สถานปฏิบัติการเภสัชกรรมชุมชน 2554

em

  • 44,436 visualizações

คู่มือการจ่ายยา สถานปฏิบัติการเภสัชกรรมชุมชน 2554 ...

คู่มือการจ่ายยา สถานปฏิบัติการเภสัชกรรมชุมชน 2554
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย

แหล่งข้อมูล
pharmacy.eau.ac.th/files_km/km_file_03.pdf‎

Estatísticas

Visualizações

Visualizações totais
44,436
Visualizações no SlideShare
44,435
Visualizações incorporadas
1

Actions

Curtidas
44
Downloads
1,656
Comentários
3

1 Incorporado 1

https://www.facebook.com 1

Categorias

Carregar detalhes

Uploaded via as Adobe PDF

Direitos de uso

© Todos os direitos reservados

Report content

Sinalizado como impróprio Sinalizar como impróprio
Sinalizar como impróprio

Selecione a razão para sinalizar essa apresentação como imprópria.

Cancelar
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Tem certeza que quer?
    Sua mensagem vai aqui
    Processing...
Publicar comentário
Editar seu comentário

คู่มือการจ่ายยา สถานปฏิบัติการเภสัชกรรมชุมชน 2554 Document Transcript

  • 1. คู่มือการจ่ายยา สถานปฏิบัติการเภสัชกรรมชุมชน คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย พิมพ์ครั้งที่ 3 ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม ปีการศึกษา 2554
  • 2. พิมพ์ครั้งที่ 3 ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม จานวน 10 เล่ม ปีการศึกษา 2554 บรรณาธิการ อาจารย์ประจาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย จัดพิมพ์โดย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
  • 3. คำนำ คณะกรรมการจัดการองค์ความรู้ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ได้จัดทาคู่มือ การจ่ายยาในสถานปฏิบัติการเภสัชก รรมชุมชน คณะเภสัชศาสตร์ เพื่อใช้ เป็นคู่มือสาหรับเภสัชกรที่มี หน้าที่ปฏิบัติการ ใช้เป็นแนวทาง ในการ พิจารณาจ่ายยาให้กับผู้มาใช้บริการได้อย่ างถูกต้อง และ สมเหตุสมผล คู่มือฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม ปีการศึกษา 2554 ฉบับนี้ได้มีการเพิ่มเติมเนื้อหา คือ สมุนไพรที่ ใช้ในการรักษาโรคต่างๆ ที่พบได้บ่อยในการบริการเภสัชกรรมชุมชน รวมทั้งมีการปรับปรุงแนวทางการ รักษาบางโรค เพื่อให้คู่มือมีความครบถ้วน เป็นบูรณาการตามเจตนารมย์มากขึ้น คณะกรรมการหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คู่มือนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่เภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ ใช้ในการพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงาน การให้คาแนะนาในการใช้ยาแก่ ผู้มาใช้บริการ การจ่ายยาได้ ถูกต้องตามหลักวิชาการและจรรณยาบรรณแห่งวิชาชีพเภสัชกรรม คณะกรรมการจัดการองค์ความรู้ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
  • 4. สารบัญ หัวข้อ หน้า 1. ยาที่ใช้ในทางเดินหายใจ 1 2. ยากลุ่ม Antibiotics 30 3. ยาที่ใช้ในระบบทางเดินอาหาร 36 4. ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ 51 5. ระบบทางเดินปัสสาวะ 68 6. ยาคุมกาเนิด 77 7. แนวทางการให้คาปรึกษา เรื่องการวางแผนครอบครัวและการคุมกาเนิด 88 8. ยาถ่ายพยาธิ 98 9. ยาตา 100 10.วิตามินและแร่ธาตุ 102 11.ระบบหมุนเวียนโลหิต 110 12.ระบบต่อมไร้ท่อ 115 13.ยาลดระดับไขมันในเลือด 122 14.โรคพาร์กินสัน 130 15.ยาที่ใช้ในโรคผิวหนัง 137
  • 5. หน้า | 1 ยาที่ใช้ในทางเดินหายใจ ระบบทางเดินหายใจ การติดเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของไข้หวัด มีอยู่เกือบ 200 ชนิด ซึ่งจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทําให้เกิดการอักเสบ ของทางเดินหายใจส่วนต้นครั้งละชนิด ในบางครั้งอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ําทําให้เกิดอาการเจ็บคอ น้ํามูกและเสมหะมีสี เขียว – เหลืองได้ สามารถพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่โดยเฉพาะเด็กที่เพิ่งเข้าเรียนเป็นปีแรก ๆ โดยเกิดได้ตลอดทั้งปีแต่จะพบ มากในช่วงฤดูฝน ฤดูหนาว หรือในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง ระยะฟักตัวของโรค 1-3 วัน อาการอาจมีปวดกระบอกตาร่วมด้วย การซักอาการ 1. ใครเป็น อายุ เพศ น้ําหนัก 2. มีไข้ ปวดศีรษะ? มีน้ํามูก คัดจมูก ? 3. ไอบ่อยหรือไม่ 4. มีเสมหะ? มีลักษณะข้นหนืด สีเขียวเหลือง ? 5. เจ็บคอ ? 6. เป็นมากี่วันแล้ว 7. เคยทานยาอะไรมาบ้าง 8. เคยแพ้ยาอะไรหรือไม่ 9. ผู้ปุวยมีโรคประจําตัวโรคใดบ้าง ข้อควรระวัง คนชรา จ่าย pseudoephedrine ไม่ดี คนผอม จ่าย pseudoephedrine จะใจสั่น สตรีมีครรภ์ ไม่ควรจ่าย Bactrim ® ควรจ่าย Erythromycin , Penicillin แทน หมายเหตุ อาการคันคอ อาจเกิดจาก แพ้อากาศเย็น อาจแก้ไขโดยจ่ายกลุ่ม Antihistamine เกิดการอักเสบ อาจแก้ไขโดยจ่าย กลุ่ม Antibiotic ถ้าคันคอ แสบคอ ไม่เคยแพ้อากาศ เกิดจากการอักเสบ การรักษา 1. ใช้ยาในการรักษา จ่ายยาตามอาการ o Antipyretic & Analgesic ยาลดไข้ แก้ปวด o Antihistamine ยาแก้แพ้ ลดน้ํามูก o Expectorant ยาขับเสมหะ o Mucolytic ยาละลายเสมหะ o Antitussive ยากดศูนย์ไอ o Nasal Decongestant ยาแก้คัดจมูก o Antibiotic ยาปฏิชีวนะ
  • 6. หน้า | 2 2. แนะนําการปฏิบัติตัวให้แก่ผู้ปุวย o พักผ่อนให้มาก ๆ o สวมเสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น o ดื่มน้ํามาก ๆ เพื่อช่วยลดไข้และทดแทนน้ําที่เสียไปเนื่องจากไข้สูง o ควรรับประทานอาหารอ่อน ๆ 1. Antipyretic & Analgesic ยาลดไข้ แก้ปวด 1.1 Paracetamol ( Acetaminophen ) เป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการลดไข้และระงับอาการปวดที่ไม่รุนแรง ออกฤทธิ์โดยยับยั้ง Hypothalamic heat regulatory center โดยไม่มีฤทธิ์ Antiinflammatory ถ้ากินเกิน ขนาดทําให้เกิดพิษต่อตับได้ ( ใช้ติดต่อกันนานเกิน 7 วัน ) แก้ไขพิษยา paracetamol เกินขนาดโดยใช้ Acetylcysteine powder ขนาดยาที่ใช้ ผู้ใหญ่ : 500 – 1000 mg.q 4-6 hr. ( Not excess 4000 mg per day ) เด็ก : 10 mg/ kg/dose หมายเหตุ ในเด็กที่ไข้สูงให้เช็ดตัวและส่งโรงพยาบาล อาจให้ Phenobarb เพื่อกันชักได้ การจัดแบ่ง Temperature ว่ามีไข้สูง หรือต่ํา 1. 37.3 – 38.3 o C : ไข้ต่ํา 2. 38.4 – 39. o C : ไข้ปานกลาง 3. 39.1 – 40 o C : ไข้สูง อาจชักได้ 4. > 40 o C : ไข้สูงมาก รูปแบบของยา 1. Tablet : 325 mg , 500 mg , 2. Syrup : 60 mg/0.6 ml ( infant ) , 120 mg/ 5 ml , 250 mg/ 5 ml 3. Suspension : 60 mg/0.6 ml ( infant ) , 120 mg/ 5 ml , 250 mg/ 5 ml ข้อควรระวัง ในการใช้ยามากกว่า 10-15 g.ครั้งเดียวจะเกิดพิษต่อตับและหากใช้มากกว่า 25 g.ครั้งเดียวอาจทําให้เสียชีวิตได้ การแก้ไขอาการพิษทําได้โดยให้ผู้ปุวยอาเจียน หรือใช้วิธีล้างท้อง อาจตามด้วยให้ผู้ปุวยรับประทาน Activated charcoal ซึ่งจะเป็นประโย ชน์มากถ้าทานใน 4 ชม. หลังรับประทานยาเกินขนาดต่อมาจึงให้ N- Acetylcysteine โดยให้ทานร่วมกับน้ําผลไม้ซึ่งจะได้ผลดี ถ้าได้รับยาเกินขนาดมาไม่เกิน 24 hr. หมายเหตุ ในกรณีทั่วไปนิยมจ่าย Paracetamol เนื่องจากมีความปลอดภัยและราคาถูก แต่หากผู้ปุวยมีไข้สูงอาจเลือก จ่ายตามหัวข้อถัดไป 1.2 Aspirin ออกฤทธิ์ลดไข้แก้ปวดและต้านการอักเสบโดยยับยั้งการสร้าง Prostaglandins และใช้เป็นสารกันการ เกาะกันของเกล็ดเลือดได้ด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็มีผลยับยั้งการสร้างเยื่อเมือกในกระเพาะอาหารและเพิ่มการ หลั่งน้ําย่อยในกระเพาะอาหารซึ่งทําให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารจนถึงเป็นแผลในกระเพาะอาหาร ดังนั้นจึงต้องรับประทานยาหลังอาหารทันทีและไม่ควรให้ในผู้ปุวยโรคกระเพาะอาหาร
  • 7. หน้า | 3 ขนาดยาที่ใช้ ผู้ใหญ่ : 325 – 1000 mg.q 4 hr. เด็ก : 80 - 100 mg/ kg/dose รูปแบบของยา 1. Tablet : 60 mg. , 300 mg , 500 mg , 2. Suppository : Aspirin suppository ( Grain II) 1.3 Ibuprofen กลไกการออกฤทธิ์เหมือน Aspirin แต่มักจะใช้ในกรณีที่มีไข้สูง ปวดหัวมาก เนื่องจาก Ibuprofen มีประสิทธิภาพในการลดไข้ได้มากกว่า Paracetamol , Aspirin ขนาดยาที่ใช้ ผู้ใหญ่ : 400 mg. t.i.d เด็ก : 5 mg/ kg/dose ถ้าไข้ < 39 o C q. 6-8 hr. เด็ก : 10 mg/ kg/dose ถ้าไข้ > 39 o C q. 6-8 hr. รูปแบบของยา 1. Tablet : 200 mg , 400 mg , 600 mg. 2. Suspension : 100 mg/ 5 ml ข้อควรระวัง ใช้อย่างระมัดระวังในผู้สูงอายุและผู้ปุวยที่เป็นแผลในกระเพาะอาหารหรือมีประวัติมาก่อน โรคเกี่ยวกับ เลือดออกผิดปกติ ผู้ปุวยที่กําลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือดและผู้ปุวยโรคตับไต ผู้ปุวย SLE และผู้ปุวย โรคหอบหืดห้ามใช้เพราะทําให้หลอดลมตีบตัวได้ 2. Antihistamine ยาแก้แพ้-ลดน้้ามูก หลักการใช้ยา 1. ใช้เฉพาะภาวะที่มีการหลั่ง Histamine เท่านั้น 2. ใช้ยาก่อนที่จะเกิดอาการแพ้จะได้ผลดี 3. ยาอาจจะทําให้อาการดีขึ้นเพียง 50 – 60 % เท่านั้น เพราะอาจยังมีสารอื่น ๆอีกที่ทําให้เกิดการแพ้ 4. ยา Antihistamine ไม่สามารถรักษาภาวะ shock ได้ ยาแก้แพ้ – ลดน้้ามูก แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ 2.1 Classic antihistamine a. กลุ่มที่ใช้ลดน้้ามูก ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการขยายตัวของหลอดเลือดและยับยั้งการเพิ่ม permeability ของ หลอดเลือดบริเวณทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดน้ํามูก อาการข้างเคียง ทําให้ง่วงนอน ปาก แห้ง คอแห้ง ปัสสาวะขัด
  • 8. หน้า | 4 Drug Dose Trade Name Chlorpheniramine Tablet : 2 mg , 4 mg Syrup : 2mg/5 ml 1 Tab q 6 hr. 0.35 mg / kg/ dose 3- 4 ครั้ง Piriton® Chloreate® , Chlorphen® Brompheniramine Tablet : 4 mg Elixir : 2 mg/ 5 ml 1 Tab q 6 hr. 0.125 mg / kg / dose q 6 hr Dimetane® , Rhinophen C® Dimetapp® Tripolidine Tablet : 2.5 mg+ Pseudoephedrine HCl 60 mg Syrup : 1.25 mg + Pseudoephedrine HCl 30 mg/5 ml 1 Tab q 6 hr 2– 5 year : 1 tsp t.i.d 6– 12 year : 1- 2 tsp t.i.d Actifed® , Nasolin® Profed® , Sulidine® Actifed® syrup , Sulidine® syrup Nasolin® syrup b. กลุ่มที่มีฤทธิ์แก้ไอ - Diphenhydramine Capsule : 25 mg ( Benadryl® ) 1 cap t.i.d Syrup : 125 mg / 5 ml ( Benadryl® syrup ) 5 mg/kg/dose แบ่งให้ 3 ครั้ง ในบางครั้งอาการของโรคภูมิแพ้ ( แพ้อากาศ ) อาจมีอาการไอซึ่งอาจใช้ยาในกลุ่มแรกก็สามารถทําให้อาการไอลดลงได้ c. กลุ่มที่มีฤทธิ์ต้านอาเจียน ( ใช้ได้ดีกับ motion sickness ) อาการวิงเวียนศีรษะคลื่นไส้ อาเจียนที่เกิดจากความผิดปกติของอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นในนั้นสามารถให้ ยาหลังเกิดอาการได้ แต่หากใช้ปูองกันการเมารถ เมาเรือนั้น ควรให้รับประทานก่อนออกเดินทางอย่าง น้อย 30 นาที - Dimenhydrinate ( Dramamine ) รูปแบบยา Tablet : 50 mg ขนาดยา ผู้ใหญ่ : 1 tab q 6 hr. เด็ก : 2 - 5 year : 12.5 – 25 mg q 6 hr. เด็ก : 6 -12 year : 25 – 50 mg q 6 hr. d. กลุ่มที่มีฤทธิ์แก้คัน ( ใช้กับอาการทางผิวหนัง ) - Hydroxyzine ( Atarax® , Atalog® , Cera®x , Hizin® ) รูปแบบยา Tablet : 10 mg , 25 mg Syrup : 5 mg/ 5 ml ขนาดยา ผู้ใหญ่ : 10 mg. t.i.d เด็ก : 0.6 mg/kg/dose q 6 hr.
  • 9. หน้า | 5 e. กลุ่มที่มีฤทธิ์เพิ่มความอยากอาหาร - Cyproheptadine ( Periactin® ) รูปแบบยา Tablet : 4 mg ขนาดยา antihistamine : 4 – 20 mg / dose แบ่งให้ทุก 8 ชม. กระตุ้นความอยากอาหาร : 4 mg hs ไม่ใช้ในเด็กเล็กเนื่องจากจะยับยั้งการหลั่ง Growth hormone ทําให้เด็กไม่โต 2.2 Non – Sedative Antihistamine - Astemizole ( Hismanal® , Tenon® ) รูปแบบยา Tablet : 10 mg ขนาดยา 1 tablet OD - Loratadine ( Clarityne® , Lorsedin® , Clarinose® ) รูปแบบยา Tablet : 10 mg Syrup : 5 mg/ 5 ml ขนาดยา ผู้ใหญ่ : 1 tablet OD เด็กน้ําหนัก 30 กิโลกรัมขึ้นไป : 2 tsp OD เด็กน้ําหนักน้อยกว่า 30 กิโลกรัม : 1 tsp OD - Cetirizine ( Zyrtec® , Fatec® , Allertec® ) รูปแบบยา Tablet : 10 mg Syrup : 1 mg/ ml ขนาดยา ผู้ใหญ่ : 10 mg OD เด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป : 10 mg OD เด็กอายุ 2 – 6 ปี : 5 mg OD or 2.5 mg b.i.d. ** onset ช้า ต้องอธิบายให้ผู้ปุวยเข้าใจ หรืออาจให้ antihistamine ที่ง่วง ซึ่งออกฤทธิ์เร็ว กว่า ใน dose แรกเพื่อผลการรักษาที่ดี Side effect : sedative ( เรียงจากมากไปน้อย ) 1. Diphenhydramine 2. Dimenhydrinate 3. Hydroxyzine 4. Cyproheptadine 5. Tripolidine 6. Doxylamine 7. Cinnarizine
  • 10. หน้า | 6 8. CPM 9. Brompheniramine maleate 10. Mebhydrolin napadisylate 11. Astimizole 12. Terfenadine 13. Loratadine 3. Nasal decongestant ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยให้ผลตอบสนองตรงข้ามกับ histamine แต่จะออกฤทธิ์กระตุ้นระบบซิมพาเธติก ( ไม่ได้ ออกฤทธิ์โดยไปแย่งจับกับ histamine receptor ) ทําให้หลอดเลือดหดตัวทําให้ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณที่บวม ลดลงและลดปริมาณน้ํามูกเป็นผลให้รูเปิดโพรงอากาศเปิดกว้าง อากาศถ่ายเทได้สะดวก จึงนิยมใช้รักษาอาการคัด จมูก อาการปวดศีรษะจากโพรงอากาศอักเสบ การอักเสบของหูชั้นใน มี 2 รูปแบบ คือชนิดรับประทาน และชนิดพ่นหรือหยอดจมูก ผลข้างเคียงของยา nasal decongestant ที่ให้โดยการับประทาน คือ ทําให้ความดันโลหิตสูง ใจสั่น และ สมองส่วนกลางถูกกระตุ้น จึงไม่เหมาะที่จะใช้ในผู้ปุวยโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และไทรอยด์ ส่วนรูปแบบยาพ่น หรือหยอดจมูกอาจทําให้ฉุนจมูก แสบ หรือเยื่อบุจมูกแห้ง และหลังจากยาเริ่มหมดฤทธิ์ ผู้ปุวยอาจมีอาการคัดจมูก มากกว่าเดิม ทําให้ต้องใช้ยาบ่อยขึ้น ดังนั้นจึงควรใช้ยารูปแบบนี้ในระยะที่มีอาการมาก และใช้ในระยะสั้น ๆ ไม่เกิน 5 วัน 3.1 ยาหยอดจมูก วิธีใช้ยาหยอดจมูกเพื่อลดปริมาณยาที่ถูกดูดซึมจากทางเดินอาหารและเกิดอาการข้างเคียงน้อยที่สุด คือให้ หยอดยาในท่าที่ศีรษะผู้ปุวยอยู่ต่ําและตะแคงข้าง ทิ้งไว้ 3-5 นาที ต่อจากนั้นสั่งน้ํามูกออก a. เด็กอายุต่ํากว่า 6 ปี - Oxymetazoline HCl 0.025 % ( Iliadine – Merck® 0.025 % ) ขนาดที่ใช้ : 1 -2 หยด วันละ 2-3 ครั้ง ยานี้เป็นชนิดออกฤทธิ์นาน onset ช้า จะบรรเทาอาการคัดจมูกได้ช้ากว่าชนิดออกฤทธิ์ เร็ว แต่ออกฤทธิ์ได้สั้น เนื่องจากพบว่ายาที่ออกฤทธิ์นานจะเกิด rebound น้อยกว่า  ในโรงพยาบาลนิยมใช้ Ephedrine 0.01 % เช็ดจมูก แต่จะมีผลระคายเคืองต่อเยื่อบุจมูกมากและมี rebound มาก b. เด็กอายุ 6 ปีขึ้นไปและผู้ใหญ่ - Oxymetazoline HCl 0.05 % ( Iliadine – Merck® 0.05 % ) - Xylometazoline 1 mg ( Otrivin® ) ขนาดที่ใช้ : ผู้ใหญ่ 2- 3 หยด ทุก 4- 6 ชม. เด็ก 1- 2 หยด ทุก 4- 6 ชม. c. ยาพ่นจมูก - Tymazoline HCl ( Pernazene® )
  • 11. หน้า | 7 - Naphazoline HCl 1 mg Chlorprophenpyridamine maleate 2.5 mg ( Nasol ® ) - Oxymetazoline ( Iliadine® )  ทุกตํารับใช้พ่น 1-2 puff วันละ 2-3 ครั้ง หรือทุก 6 ชม.  Steroid พ่นจมูกใช้ปูองกันการแพ้อากาศและไข้ละอองฟาง มักให้ร่วมกับ nasal decongestant เนื่องจากการใช้ steroid จะหวังผลการรักษาระยะยาวที่จะช่วยลดการอักเสบของเยื่อบุโพรงจมูก ไม่ได้บรรเทาอาการคัดจมูกทันที่ใช้ ดังนั้นในช่วงแรก ๆของการใช้ steroid อาจต้องให้ nasal decongestant ช่วยบรรเทาอาการก่อนแล้วค่อย ๆ ลดขนาด nasal decongestant ลงเรื่อย ๆ จน หยุดไปจากนั้น อาจใช้ steroid อีกระยะหนึ่งแล้วหยุดเมื่ออาการหมดไป - Budesonide 100 , 200 mcg/puff ( Rhinocort Aqua® ) - Beclomethazone 50 mcg/puff ( Beconase® ) - Fluticasone proprionate 0.05 % w/w ( Fixonase® ) - Mometasone fuorate 50 mcg/dose ( Nasonex® ) 3.2 ยารับประทาน - Pseudoephedrine HCl 60 mg ( maxiphed® )นิยมใช้ ขนาดยา ผู้ใหญ่ : 60 mg t.i.d. เด็ก : 4 mg/kg/dose แบ่งให้ 4-6 ครั้ง นอกจากนั้นยังอยู่ในรูปยาผสมได้แก่ - Tripolidine HCl + Pseudoephedrine HCl - Brompheniramine mallet + Phenylephrine HCl - Loratadine + Pseudoephedrine ( Clarinase® ) 1 tab OD การแนะน้าผู้ป่วย 1. หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ด 2. ทานอาหารอ่อน 3. ดื่มน้ําอุ่น 4. พักผ่อนมาก ๆ เพราะอาการจะหายเอง 4. ยาแก้ไอ ( Antitussive ) ยาแก้ไอเป็นยาที่ออกฤทธิ์กดศูนย์การไอที่ระบบประสาทส่วนกลาง มีผลให้การไอลดลง แต่เป็นเพียงการบรรเทา อาการไม่ใช่การรักษา จึงควรหาสาเหตุของการไอและกําจัดออกไป เช่นการไอที่เกิดเฉียบพลัน มีเสมหะสีเหลือง เขียว มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียกรัมบวก ควรให้การรักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะควบคู่ไปยาแก้ไอ ส่วนการไอ ที่เกิดจากการสูบบุหรี่ การใช้ยาแก้ไอ มักไม่ค่อยได้ผล การหยุดสูบบุหรี่จะสามารถแก้ปัญหาได้ดีกว่า - Dextromethrophan HBr ( Romilar , Terco – D ) เป็นยาแก้ไอที่ไม่ทําให้เสพติด และไม่ระงับปวด อาการไม่พึงประสงค์น้อย
  • 12. หน้า | 8 รูปแบบยา Tablet : 15 mg Syrup : per 5 ml each contain Dextromethrophan HBr 15 mg Ammonium Chloride 90 mg Dexpanthenol 50 mg ขนาดยา ผู้ใหญ่ : 15-30 mg t..q.i.d. max dose 120 mg/day เด็ก : 1 mg/kg/dose แบ่งให้ 3-4 ครั้ง - Codeine เป็นยาแก้ไอที่มีประสิทธิภาพสูงและ มีฤทธิ์ระงับปวดร่วมด้วย แต่มีข้อจํากัดในการใช้คือ ไม่ ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ๆ เนื่องจากอาจทําให้ติดยาได้ สําหรับอาการไม่พึง ประสงค์คือ อาจพบอาการง่วงนอน มึนศีรษะ และถ้าได้รับยาเกินขนาดจะเกิดภาวะ Euphoria ความดันโลหิตต่ําและหัวใจเต้นเร็ว รูปแบบยา Tablet : 15 mg Syrup : per 5 ml each contain Dextromethrophan HBr 15 mg Ammonium Chloride 90 mg Dexpanthenol 50 mg ขนาดยา ผู้ใหญ่ : 15-30 mg t..q.i.d. max dose 120 mg/day เด็ก : 1 mg/kg/dose แบ่งให้ 3-4 ครั้ง - Diphenhydramine เป็นยาในกลุ่มต้าน histamine ที่มีคุณสมบัติลดอาการไอที่เกิดร่วมกับการคัดจมูกและจาม ผลข้างเคียงของยานี้อาจทําให้ง่วงนอน ปากแห้ง ท้องผูก และเวียนศีรษะ ขนาดยา ผู้ใหญ่ : 15-30 mg. t.q.i.d. เด็ก : 1 mg/kg/Dose แบ่งให้ 3-4 ครั้ง - Na dibunate ( Becantex® DS ) 400 mg - Clobutinol ( Silomat ) 40 mg นอกจากยาดังกล่าวยังมีตํารับยาแก้ไอน้ําดํา ( Brown mixture ) ซึ่งมักจะมีชะเอม และ Opium เป็นองค์ประกอบใช้เพื่อเคลือบบริเวณที่ระคายคอและช่วยระงับการไอได้ชั่วขณะ กรณีไอมาก อาจจ่าย 1. Bronchodilator Terbutaline , Aminophilline , Salbutamol ไอตอนกลางคืน สาเหตุจาก แพ้อากาศเย็นให้ Antihistamine แก้แพ้อากาศ 5. Expectorant เป็นยาที่ช่วยลดความหนืดข้นของเสมหะ มีความแตกต่างจากยาขับเสมหะคือ ยาละลายเสมหะจะไม่ทําให้ปริมาณ ของเหลวในทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นมาก ยาละลายเสมหะที่นิยมใช้ ได้แก่
  • 13. หน้า | 9 - Glyceryl Guaiacolate - Ammonium Chloride 6. Mucolytic ยาละลายเสมหะเป็นยาอีกกลุ่มหนึ่งที่มีประโยชน์ในการลดความเหนียวข้นของเสมหะ เพิ่มการพัดโบกของ cilia ภายใน ทางเดินหายใจ ทําให้เสมหะถูกขับออกโดยการไอได้ดีขึ้น กลไกการออกฤทธิ์ เสมหะเป็นสารประกอบ mucopolysaccharides ประกอบด้วยโปรตีน ไขมัน คาร์ โบไฮเดรต น้ําและ DNA มี คุณสมบัติที่ค่อนข้างเหนียวหนืด เนื่องจากมี disulfide bond เป็นส่วนสําคัญ โดยปกติจะมีประโยชน์ในการดักจับสาร ต่างๆ แต่ถ้ามีความเหนียวข้นมากเกินไปหรือมีปริมาณมากเกินไปก็กลับเป็นโทษ โดยจะอุดตันทางเดินหายใจ ทําให้ผู้ปุวย เสียชีวิต ยาละลายเสมหะจะออกฤทธิ์ลดความหนืดของเสมหะได้โดยกลไกต่างๆ ดังนี้ 1. เพิ่มน้ําให้เสมหะ (hydration) เช่น น้ํา น้ําเกลือ 2. เพิ่ม pH ในทางเดินหายใจ ซึ่งจะมีผลทําให้เสมหะเสียคุณสมบัติทางเคมีและอ่อนตัวลงได้ เช่น NaHCO3 3. ทําลาย disulfide bond ยาละลายเสมหะที่ออกฤทธิ์แบบนี้ คือ acetylcysteine 4. ทําลาย mucopolysaccharide fibers เช่น bromhexine ยาละลายเสมหะที่นิยมใช้ในปัจจุบันที่ได้ผ่านการทดสอบในหลอดแก้วแล้วว่า มีคุณสมบัติทําให้เสมหะอ่อนตัวลงได้ ได้แก่ acetylcysteine,methylcysteine,carbocysteine และ bromhexine เป็นต้น ข้อบ่งใช้ของยาในกลุ่มนี้ ใช้ละลาย เสมหะในผู้ปุวย acute & chronic respiratory disease ที่ทําให้เยื่อบุทางเดินหายใจหนาตัวขึ้น เช่นใน bronchitis,asthma Acetylcysteine (N-acetyl cysteine) กลไกการออกฤทธิ์ Acetylcysteine ออกฤทธิ์โดยการที่ยามี free sulfhydryl group (-SH) ซึ่งสามารถไปแตก disulfide linkage ของ mucopolysaccharide ของเสมหะได้ ทําให้โมเลกุลของ mucopolysaccharide มีขนาดเล็กลง ทําให้เสมหะ มีความเหนียวข้นหนืดน้อยลงและละลายน้ําได้มากขึ้นจึงขับออกได้ง่าย เภสัชจลนศาสตร์ ยาที่ใช้มีทั้งอยู่ในรูปแบบรับประทานและในรูปของการสูดดม ถ้า ให้ยาโดยวิธีรับประทาน ยาจะถูกดูดซึมได้จาก ทางเดินอาหาร แต่ไม่ว่าจะให้ยารูปแบบใด ยาก็จะถูก deacetylate ที่ตับได้เป็น cysteine ซึ่งเป็น amino acid ตัว หนึ่งและถูกเปลี่ยนแปลงต่อไปตามกระบวนการของร่างกาย ดังนั้นยาตัวนี้จึงมีพิษต่ํา อาการข้างเคียง พบน้อย นอกจากให้ย าในขนาดสูง การให้ยาพ่นที่มีความเข้มข้นสูงอาจทําให้เกิดภาวะหลอดลมตีบตัว (bronchoconstriction) ได้ ดังนั้นจึงต้องระวังในผู้ปุวยโรคหอบหืด นอกจากนั้นการใช้ยาบ่อยๆ จะทําให้เกิดการ ระคายเคืองต่อเยื่อเมือกได้ เช่น เกิดเยื่อจมูกอักเสบ ปากอักเสบ กล่องเสียงอักเสบและหลอดลมอักเสบ เป็นต้น - สําหรับ methylcysteine และ carboxymethyl cysteine ก็ออกฤทธิ์เช่นเดียวกัน และพบว่าได้ผลเช่นกันในการ ลดความเหนียวหนืดของเสมหะ
  • 14. หน้า | 10 Bromhexine hydrochloride กลไกการออกฤทธิ์ ยาจะออกฤทธิ์ทําให้มีการแตกออกของสาร acid mucopolysaccharide ทําให้เสมหะลดความเหนียวลง และเพิ่ม สารคัดหลั่งในหลอดลม ทําให้เสมหะอ่อนนุ่มขึ้น ขับออกง่าย ผลข้างเคียง ปากแห้ง คลื่นไส้ เวียนศรีษะ มึนงงได้ เปรียบเทียบยาละลายเสมหะ (Mucolytic) N-acetylcysteine (Flumicin Acetin ) Carbocysteine (Flemex) Bromhexine (Bisolvon) ขนาด ยา ผู้ใหญ่และเด็กอายุ >6 ปี ใช้ยา 200 mg ละลายน้ํา 3 เวลา เด็กอายุ 2-6 ปี 200 mg ละลายในน้ํา 2 เวลา ผู้ใหญ่ เริ่มให้ 750 mg tid ต่อมาให้ 1.5 mg ต่อวันแบ่งให้ เด็ก 2-5 ปี 62.5-125 mg qid 6-12 ปี 250 mg tid ผู้ใหญ่ 8-16 mg tid เด็ก 2-4 mg tid ผลข้าง เคียง ผื่นแพ้ คลื่นไส้ อาเจียน ระคายเคืองทางเดินอาหาร ผื่นแพ้ คลื่นไส้ อาเจียน ปากแห้ง วิงเวียน ระวังการใช้ผู้ปุวย โรคกระเพาะอาหาร สรุป ยาที่ใช้ในทางเดินหายใจส่วนต้นที่กล่าวในบทนี้มักเป็นยาที่ใช้บรรเทาอาการ ไม่ใช่เป็นการแก้ที่สาเหตุของ โรค กลุ่มยาที่ใช้มี antihistamine , decongestant และยาบรรเทาอาการไอ จะเห็นได้ว่าโรคที่พบในทางเดินหายใจส่วนต้นส่วนมากจะเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อและภูมิแพ้เป็นหลัก ดังเช่น หวัด ไซนัสอักเสบ ภูมิแพ้ เป็นต้น สําหรับยา antihistamine เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต้านฤทธิ์ของ histamine โดยจับกับ H1-receptor สามารถแบ่งกลุ่มยาได้ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ sedative antihistamine และ non sedative antihistamine ยา decongestant แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ออกฤทธิ์กระตุ้น alpha receptor ของหลอดเลือด และกลุ่มที่ออกฤทธิ์กระตุ้นทั้ง alpha และ beta receptor ซึ่งยาในกลุ่มหลังนี้จะมีความจําเพาะเจาะจงในการออก ฤทธิ์น้อยกว่า มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้มากกว่า ซึ่งต้องระมัดระวังการใช้ในผู้ปุวยโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง รูปแบบการใช้ยาในกลุ่มนี้หลักๆ มี 2 แบบคือ การใช้ยาในรูปแบบสูดพ่นหวังให้ยาออกฤทธิ์เฉพาะที่เท่านั้นและแบบ รับประทาน ซึ่งยาจะออกฤทธิ์ทั่วร่างกายทําให้มีผลข้างเคียงมากกว่าแบบที่ออกฤทธิ์เฉพาะที่ ผลข้างเคียงที่สําคัญ อย่างหนึ่งของยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะที่คือ rebound congestion ยาบรรเทาอาการไอแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ ยากดอาการไอ ยาขับเสมหะและยาละลายเสมหะ ยากดอาการไอสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ (1) narcotic antitussive มีฤทธิ์เสพติดได้ จึงเลือกใช้ ในผู้ปุวยที่มีอาการไอรุนแรงและใช้ยากลุ่มอื่นไม่ได้ผล (2) non narcotic analgestic ใช้บรรเทาอาการไอในผู้ปุวยที่ ไอแห้งๆ ไม่ใช้ในผู้ปุวยที่มีอาการไอจากถุงลมโปุงพองหรือจากการสูบบุหรี่ ยาขับเสมหะ ใช้ในผู้ปุวยที่มีเสมหะน้อย เหนียวข้น ไม่สามารถไอเอาเสมหะออกมาได้ ประโยชน์ของยาในกลุ่มนี้ยัง เป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าจําเป็นหรือไม่
  • 15. หน้า | 11 ยาละลายเสมหะ ลดความเหนียวข้นของเสมหะ เพิ่มการโบกพัดของ cilia ภายในทางเดินหายใจ ช่วยทํา ให้เสมหะขับออกได้ดีขึ้น ข้อ บ่งใช้ของยาในกลุ่มนี้ ใช้ละลายเสมหะในผู้ปุวย acute & chronic respiratory disease ที่ทําให้เยื่อบุทางเดินหายใจหนาตัวขึ้น เช่นใน bronchitis, asthma ยาละลายเสมหะที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ acetylcysteine,carbocysteine และ bromhexine เป็นต้น 7. Antibiotic Penicillin V ชื่อสามัญ Phenoxymethyl Penicillin ชื่อการค้า Pen-V Atlantic, Fenocin, Pen-V, General Drugs House ท้าไมต้องใช้ยานี้  ใช้ในเชื้อ Streptococcal, การติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน ใช้ในไข้อีดําอีแดง โรคไฟลามทุ่ง  ใช้ในโรค Pharyngitis ในเด็ก  ใช้กับ Otitis media และไซนัสอักเสบ  ปูองกัน bacterial endocarditis  ใช้ในเชื้อ Pneumococcal  ใช้ในเชื้อ Staphylococcal  ใช้ใน Fusospirochetosis of the oropharynx Pharmacokinetics Absorption  จากการให้ยา ทางการรับประทาน พบว่า Pen V จะสามารถทนต่อกรด ได้มากกว่า Pen G และ acid and potassium salt ของยาจะดูดซึมได้ดีกว่า Pen G และ จะถูกดูดซึมทาง GI tract 60-73 %  จากการให้ single dose ของ Pen V หรือ Pen V potassium พบว่า Pen V potassium จะถึง peak serum concentrationsด้เร็วกว่า และ สูงกว่า Pen V ( ถึง peak serum concentration ภายใน 30-60 นาที )  อาหารใน GI tract จะทําให้ peak serum concentrations ของ Pen V น้อยและช้าลง ถึงแม้ว่า ปริมาณของยา ทั้งหมด ที่ถูกดูดซืมจะเท่าเดิมก็ตาม อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาในเด็กอายุ 2 เดือน – 5 ปี พบว่า peak serum concentrations และ AUC ( area under the serum concentration time curve ) จะลดลง เมื่อ Pen V potassium ถูกให้พร้อม หรือใกล้เคียงกับ นมหรืออาหาร Distribution  Pen V จะถูก distribute ไปยัง ascitic, synovial, pleural และ pericardial fluide ยาจะกระจายไปมาก ใน เนื้อเยื่อร่างกาย โดยความเข้มข้นสูงสุดจะอยู่ที่ไต และปริมาณของยาจะต่ํา ในตับ ผิวหนัง และลําไส้ โดย ยาจะ
  • 16. หน้า | 12 กระจายน้อยที่ bile, tonsils, maxillary, sinus secretions and saliva โดยยาจะกระจาย น้อยที่สุดไปยัง CSF Protein binding 75-89 % ยาตัวนี้จะผ่านอย่างรวดเร็ว สู่ placenta และจะกระจายไปยังน้ํานม Elimination serum T1/2 ของยาตัวนี้ ในผู้ใหญ่ที่ ความปกติของไต ประมาณ 0.5 ชม.  Pen V หรือ Pen V potassium หลังจากให้ทาง oral แล้ว จะถูก metabolize ไปเป็น penicilloic acid ( inactive ) ประมาณ 35-90 %  6-APA ( 6–aminopenicillanic acid ) ปริมาณเล็กน้อย จะพบในปัสสาวะ ของผู้ปุวยที่ได้รับยานี้ ยาจะถูก hydroxylate เป็น active metabolite 1 หรือ มากกว่า และจึงถูกขับออก ทางปัสสาวะ  หลังจากรับประทาน single dose ของ Pen V หรือ Pen V potassium ในผู้ใหญ่ที่มีสภาวะไตปกติ พบว่า 26-65 % ของปริมาณยาที่ให้เข้าไป จะถูกขับออกทางปัสสาวะ แบบ unchanged drug และ ถูก metabolite ภายใน 6- 8 ชม. และ ประมาณ 32 %ของปริมาณยาที่ให้เข้าไป จะถูกขับออกทางอุจจาระ  renal clearance ของ Pen V จะถูก delay ใน neonate และ young infants และคนที่มีความบกพร่องของไต  ไม่รู้ถึงปริมาณของ Pen V ที่จะถูก remove ในผู้ปุวยโรคไต ที่ทํา hemodialysis หรือ peritoneal dialysis วิธีใช้ยา  ผู้ใหญ่ 125-500 mg วันละ 4 ครั้ง  ในผู้ปุวยที่มีความบกพร่องของไต(creatinine clerance < 10 ml/min)โดยไม่ควรใช้เกิน 250 mg ทุก 6 ชม.  เด็ก 25-50 mg /kg/วัน ทุก 6-8 ชม. ผลข้างเคียงของยา  เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดปฏิกิริยาที่ไวเกิน ค้าเตือนและข้อควรระวัง  การใช้ยานี้ในคนโรคไต และ โรคเกี่ยวกับระบบเลือด ควรจะมีการตรวจดูเป็นระยะๆ เมื่อต้องใช้เป็นเวลานาน  การใช้ยานี้ในหญิงตั้งครรภ์ควรใช้เมื่อมีความต้องการจริงๆ เท่านั้น เพราะยังไม่มีการศึกษาในคนและในสัตว์ที่เพียง พอที่จะยืนยันความปลอดภัยในการใช้ในหญิงตั้งครรภ์ได้  ยานี้สามารถซึมผ่านออกทางน้ํานมได้ ฉะนั้นควรใช้อย่างระมัดระวังในหญิงให้นมบุตร การเก็บรักษา  ควรเก็บ Penicillin V potassium tablets และ powders ที่ใช้สําหรับผสมเป็นสารละลาย ใช้ดื่ม ควรเก็บใน ภาชนะปิดสนิทที่อุณหภูมิ 15-30 c  หลังจากผสมแล้ว ควรจะเก็บที่อุณหภูมิ 2-8 c และเก็บไว้ไม่เกิน 14 วัน
  • 17. หน้า | 13 Ampicillin ชื่อสามัญ Ampicillin ชื่อการค้า Amilin, Ampat, Ampexin, Ampicillin Pharmacia, Ampicyn ท้าไมต้องใช้ยานี้  รักษาอาการติดเชื้อต่างๆ  รักษาอาการ meningitis เนื่องจากเชื้อ N-meningitis และการติดเชื้อจาก gram-possitive Pharmacokinetics Absorption  fasting adults- พบว่า anhydrous ampicillin และ ampicillin trihydrate จะคงตัวในสภาวะ การหลั่งกรดใน กระเพาะอาหาร และพบว่า 30-55 % จะถูกดูดซึมทาง GI tract  หลังจากให้ยานี้ทาง oral พบว่า peak serum concentrations จะเกิดขึ้นประมาณ 1 ชม. หลังจากนั้น และ maximum serum concentration ประมาณ 2 ชม.หลังจากนั้น  ถึงแม้ว่า peak serum concentrations ที่เพิ่มขึ้น และ AUCs ที่มากขึ้น หลังจากการให้ทาง oral ของ anhydrous ampicillin มากกว่าให้ ampicillin trihydrate แต่ความแตกต่างนี้ ก็ไม่มีนัยสําคัญทางคลินิค  ขนาดยาของ ampicillin สามารถให้ได้ในขนาด 500 mg- 2 g  อัตราส่วนของ การดูดซึมยาทาง GI tract จะลดลง และ เป็นแบบ nonlinear ระหว่าง dosage and peak serum concentrations or AUCs ของ ampicillin  อาหารใน GI tract จะลด rate และ extent ของการดูดซึมของยาตัวนี้  การให้ ampicillin sodium ทาง IM จะพบว่า peak serum concentrations จะเร็วกว่า และสูงกว่า การให้ทาง oral เมื่อให้ขนาดยาเท่ากัน  ในผู้ปุวยที่มี ความบกพร่องของไต พบว่า serum ampicillin concentrations จะสูงกว่า และ T1/2 จะยาวกว่า ใน ผู้ปุวยที่ไตปกติ  premature หรือ full-term neonates ที่อายุน้อยกว่า 6 วัน พบว่าserum concentrations ของยาจะสูงกว่า และยาวกว่า full-term neonates 6 วัน หรือมากกว่า Distribution ยาตัวนี้ จะกระจายมากในน้ําดี วิธีใช้ยา  ผู้ใหญ่ 1-12 g ต่อวัน โดยแบ่งให้ทุก 4-6 ชม.  เด็ก 50-200 mg /kg/วัน โดยแบ่งให้ทุก 4-6 ชม.  เด็กแรกคลอด มากกว่า 7 วัน และมากกว่า 2,000 g - 100 mg /kg/วัน โดยแบ่งให้ทุก 6 ชม. (meningitis 200 mg /kg/วัน)
  • 18. หน้า | 14 มากกว่า 7 วัน และน้อยกว่า 2,000 g - 75 mg/kg/วัน โดยแบ่งให้ทุก 8 ชม. (meningitis 150 mg/kg/วัน) น้อยกว่า 7 วัน และ มากกว่า 2,000 g - 75 mg/kg/วัน โดยแบ่งให้ทุก 8 ชม. (meningitis 150 mg/kg/วัน) น้อยกว่า 7 วัน และ น้อยกว่า 2,000 g - 50 mg/kg/วัน โดยแบ่งให้ทุก 12 ชม (meningitis 100 mg/kg/วัน) อาการข้างเคียงของยา  ควรระวังการใช้ยานี้ในผู้ปุวยที่มีความไวต่อยา penicillin  ห้ามใช้ในผู้ปุวยที่ติดเชื้อ mononucleosis  ผู้ปุวยที่เป็นโรคตับ ไต และ โรคเกี่ยวกับเลือด ควรที่จะมีการตรวจเป็นระยะๆ ถ้ามีการใช้ยานี้เป็นระยะเวลานาน  สามารถใช้ในหญิงตั้งครรภ์ได้ถ้ามีความต้องการจะใช้ยานี้จริงๆ เพราะยังไม่มีรายงานผลถึงความปลอดภัยที่แน่นอน การเก็บรักษา  ยานี้ หลังจากผสมน้ําแล้ว สามารถคงตัวได้ 7 วัน ที่อุณหภูมิห้อง (ไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส หรือ 77 องศา เซลเซียส) ชื่อการค้า ส่วนประกอบ Polyclox Ampicillin 250 mg + Cloxacillin 250 mg Ampiclox Ampicillin 250 mg + Cloxacillin 250 mg Ampiplus Ampicillin 250 mg + Dicloxacillin 250 mg Amoxycillin ชื่อสามัญ Amoxycillin ชื่อการค้า Amoxy, Biomox, Ibiamox, Amoxil–Bencard, Amoxcillin ท้าไมต้องใช้ยานี้  การติดเชื้อ เนื่องจากเชื้อพวก Gram-negative, Gram-possitive
  • 19. หน้า | 15 Pharmacokinetics Absorption  ยาตัวนี้จะคงตัว ในสภาวะการหลั่งกรด ของกระเพาะอาหาร และ 74-92 % ของ single oral dose จะถูกดูดซึม ทาง GI tract โดยยาตัวนี้ จะถูกดูดซึมทาง GI tract ได้มากกว่า ampicillin และ peak serum concentrations ของยาตัวนี้ จะมากกว่า ampicillin เมื่อให้ขนาดยาเท่ากัน โดยมากกว่าประมาณ 2-2.5 เท่า  ถ้าให้ ปริมาณยา amoxicillin ทาง oral เพิ่มขึ้น จะทําให้อัตราส่วนของ dose ที่ absorb ที่ GI tract ลดลง เล็กน้อย และ peak serum concentrations and AUCs จะเพิ่มขึ้นแบบ linear เมื่อเพิ่มขนาดยา  เมื่อให้ amoxicillin แบบ capsules, tablets หรือ oral suspension ทาง oral จะพบว่า peak serum concentrations ประมาณ 1-2 ชม. หลังจากนั้น ถึงแม้ว่า อาหารใน GI tract จะทําให้เกิด peak serum concentrations ลดลงและช้าลง แต่ก็ไม่กระทบถึง ปริมาณยาทั้งหมดที่ถูกดูดซึม วิธีใช้ยา  ผู้ใหญ่ รับประทานครั้งละ 500 mg วันละ 3 ครั้ง ทุก 8 ชม.  เด็ก รับประทานครั้งละ 250 mg วันละ 3 ครั้ง ทุก 8 ชม. ค้าแนะน้าระหว่างใช้ยา  ให้รับประทานยาจนครบตามใบสั่งแพทย์ หลังจากที่มีการติดเชื้อ ถ้าไม่ปฏิบัติตามนี้ อาจทําให้เกิดการติดเชื้อกลับมา อีกก็ได้ก่อนที่จะใช้ยานี้ ให้บอกแพทย์หรือเภสัชกรด้วยว่า คุณกําลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง  ถ้าใช้ตามใบสั่งแพทย์อยู่ แต่อาการติดเชื้อยังคงอยู่ ให้ปรึกษาแพทย์  ถ้าแพทย์สั่งให้หยุดใช้ยานี้ แสดงว่ายานี้ไม่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคติดเชื้ออื่น ๆ ด้วย  ไม่ควรให้บุคคลอื่นรับประทานยานี้ร่วมกับคุณ  ภาชนะบรรจุ liquid และ drops จะมีบอกวันหมดอายุไว้ด้วย ฉะนั้นไม่รับประทานยาหลังจากวันหมดอายุ เมื่อคุณลืมกินยา ให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้ และ รับประทานยาต่อไปตามเวลาเดิม อาการข้างเคียงของยา  ถ้าเกิดอาการดังต่อไปนี้ให้หยุดยา และ ไปพบแพทย์ทันที หายใจถี่ เกิดเสียงวี๊ด คัน hives เพราะอาจจะต้องการ รักษาแบบทันท่วงที  ถ้าเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ให้รับประทานยาพร้อมอาหาร  ถ้าเกิดอาการท้องร่วง ผื่น ให้พบแพทย์ถ้าอาการของคุณรุนแรง หรือ มีอาการมากกว่า 2 วัน ค้าเตือนและข้อควรระวัง  หญิงตั้งครรภ์ หรือ หญิงให้นมบุตร ควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยานี้  ถ้ามีอาการแพ้ penicillin หรือ แพ้ยาตัวอื่น หรือ ถ้ามีอาการหอบหืด ไข้ละอองฟาง แพ้ หรือเป็นโรคไต ให้บอก แพทย์ก่อนใช้ยานี้ การเก็บรักษา
  • 20. หน้า | 16  เก็บในภาชนะปิดสนิท เก็บให้พ้นมือเด็ก  เก็บ capsule และ tablet ในอุณหภูมิห้อง  เก็บ liquid และ drops โดยให้เก็บในตู้เย็น แต่ไม่ควรเก็บในช่องแข็ง Erythromycin ชื่อสามัญ Erythromycin ชื่อการค้า ESS 400, Ericin (s), Erysil, liosone ท้าไมถึงใช้ยานี้  ใช้ทําลายพวกแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อ เชื้อ Streptococcus, กามโรค การติดเชื้อของ ระบบทางเดิน หายใจ ผิวหนัง หู วิธีใช้ยา  ยาตัวนี้จะออกฤทธิ์ได้ดี เมื่อรับประทานยาตอนท้องว่าง ฉะนั้น ควรรับประทานก่อนอาหาร 1 ชม. หรือ หลังอาหาร 2 ชม.  ถ้าเป็น tablets หรือ capsules แบบ controlled-release ไม่ควรที่จะเคี้ยวก่อนกลืน  ถ้าเป็น liquid ควรเขย่าขวดก่อนใช้ เพื่อผสมให้เข้ากัน โดยควรที่จะ mark ให้เห็นที่ช้อน เพื่อที่จะได้รับยาในขนาดที่ แน่นอน  ถ้าเป็น tablet ควรที่จะกลืนทั้งเม็ด  Pediatric drops ให้ทางปากเท่านั้น  ถ้าใช้ยาจนหมดตามใบสั่งแพทย์แล้ว แต่อาการยังไม่หาย ไม่ควรที่จะไปต่อยา แต่ควรไปพบแพทย์  รับประทานยา 3-4 ครั้ง ต่อวัน โดยรับประทานเป็นเวลา 7-14 วัน โดยควรใช้ให้ห่างกันในเวลาที่เหมาะสม ค้าแนะน้าระหว่างใช้ยา ให้รับประทานยาจนครบตามใบสั่งแพทย์ เพราะถ้ารับประทานไม่ครบ อาจทําให้เชื้อกลับเป็นซ้ําอีกก็ได้ เมื่อคุณลืมกินยา ให้รับประทานยาทันทีที่นึกออก โดยถ้าใกล้ถึงเวลาที่จะรับประทานยาครั้งต่อไป คุณสามารถรับประทานยาเพิ่มเป็น2 เท่าได้ แล้วก็รับประทานยา ที่เหลือตามเวลาเดิมต่อไป อาการข้างเคียงของยา  ถ้าเกิดอาการดังต่อไปนี้ ให้หยุดยา และพบแพทย์ทันที  ผดผื่น, hives, เกิดแผลในกระเพาะอาหาร ปัสสาวะมีสีดํา ตาและผิวหนังมีสีเหลือง
  • 21. หน้า | 17  หญิงตั้งครรภ์ หรือ หญิงให้นมบุตร ควรบอกแพทย์ก่อนรับประทานยานี้  ก่อนรับประทานยาตัวนี้ ควรบอกแพทย์หรือเภสัชกรว่า คุณได้ใช้ยาตัวไหนอยู่บ้าง โดยเฉพาะ carbamazepine, cyclosporine, theophylline, triazolam และ warfarin เพราะการใช้ยา Erythromycin จะทําให้เกิดปัญหาใน การรักษาด้วยยาตัวอื่น การเก็บรักษา  เก็บในภาชนะปิดสนิท เก็บให้พ้นมือเด็ก  เก็บ liquid ในตู้เย็น แต่ไม่ควรเก็บในช่องแข็ง  เก็บ capsules, tablets และ pediatric drops ที่อุณหภูมิห้อง  ที่ภาชนะบรรจุยาจะระบุวันหมดอายุไว้ ฉะนั้นไม่ควรรับประทานยาหลังวันหมดอายุ Co-trimoxazole กลไกการออกฤทธิ์ เป็น bactericidal โดยประกอบด้วย trimethoprim (เป็น bactericidal) กับ sulfa (bacteriostatic) โดยยาตัวนี้ ยับยั้ง เอนไซม์ใน folic acid pathway ทําให้เป็น antibacterial synergism โดยยับยั้งเป็น 2 step ชื่อสามัญ Co-trimoxazole (trimethoprim และ sulfamethoxazole) ชื่อการค้า Bactrim ท้าไมต้องใช้ยานี้ ทําลายแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อ โดยรวมถึงการติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ ปอด หู และลําไส้ และ การรักษา อาการท้องร่วง วิธีใช้ยา รับประทาน 2-4 ครั้งต่อวัน โดยควรรับประทานให้ห่างกันในเวลาที่เหมาะสม Pharmacokinetics Absorption ยาตัวนี้ จะดูดซึมอย่างรวดเร็วทาง GI tract โดยมี Peak serum concentration ดังต่อไปนี้  1-2 mg/ml ของ trimethoprim และ 40-60 mg/ml ของ unbound sulfamethoxazole ที่ประกอบด้วย 160 mg ของ trimethoprim และ 800 mg ของ sulfamethoxazole โดยจะถึง Peak serum concentration หลังจากให้ single oral dose ของยาตัวนี้ ไปแล้ว 1-4 ชม. หลังจากการให้แบบ multiple dose พบว่า steady state peak serum concentrations ของยาตัวนี้ จะมากกว่าการให้แบบ single dose ประมาณ 50 %  หลังจากให้ IV infusion ของ trimethoprim 160 mg และ sulfamethoxazole 800 mg ทุก 8 ชม.  ในผู้ใหญ่ที่มีสภาวะของไตปกติ พบว่าค่า mean peak steady-state serum concentrations ของ
  • 22. หน้า | 18 trimethoprim = 9 m g/ml และของ sulfamethoxazole ประมาณ 105 m g/ml Distribution  ยาตัวนี้ จะกระจายไปยังเนื้อเ ยื่อต่าง ๆ ได้มากและไปยังน้ําในร่างกาย เช่น sputum, aqueous humor, middle ear fluid, prostatic fluid, vaginal fluid, bile และ CSF นอกจากนี้ ยาตัวนี้ ยังสามารถกระจายไปยัง bronchial secretion ได้  ค่า Vd ของยา trimethoprim สูงกว่า ของ sulfamethoxazole โดย trimethoprim มีค่า Vd= 100-120 L และ sulfamethoxazole 12-18 L ในผู้ปุวยที่ไม่มีการติดเชื้อที่เนื้อเยื่อสมอง ค่าความเข้มข้นภายใน CSF ของ trimethoprim และ sulfamethoxazole เท่ากับ 50% และ 40% ตามลําดับ  ความเข้มข้นใน middle ear fluid ของ trimethoprim และ sulfamethoxazole มีค่าประมาณ 75% และ 20% ตามลําดับ  ความเข้มข้นใน prostatic fluid ของ trimethoprim และ sulfamethoxazole มีค่าประมาณ 200% และ 35% ตามลําดับ  plasma protein binding ของ trimethoprim และ sulfamethoxazole เท่ากับ 44% และ 70% ตามลําดับ  ยาตัวนี้สามาร ถกระจายผ่านรกได้ โดยความเข้มข้นในน้ําคร่ํา ของ trimethoprim และ sulfamethoxazole เท่ากับ 80% และ 50% ตามลําดับ นอกจากนี้ สามารถกระจายเข้าสู่น้ํานมได้ โดย ความเข้มข้นของ trimethoprim และ sulfamethoxazole ในน้ํานม เท่ากับ 125% และ 10% ตามลําดับ Elimination  ค่าครึ่งชีวิตของ trimethoprim และ sulfamethoxazole ในผู้ใหญ่ที่มีสภาวะไตปกติ มีค่าประมาณ 8-11 และ 10- 13 ชม. ตามลําดับ ส่วนในเด็กที่อายุต่ํากว่า 10 ปี จะมีค่าครึ่งชีวิต เท่ากับ 7.7 และ 5.5 ชั่วโมง ตามลําดับ  ในผู้ใหญ่จะมีค่า creatinine clearance ของ trimethoprim และ sulfamethoxazole เท่ากับ 10-30 และ0-10 ml/minute ตามลําดับ  ในผู้ใหญ่ที่มีสภาวะของ chronic renal failure ค่าครึ่งชีวิตจะเพิ่มขึ้น 3 เท่าของค่าปกติ ยาตัวนี้ จะถูก metabolize ที่ตับ โดย trimethoprim จะถูก metabolize ไปเป็น oxide and hydroxylate metabolizes ส่วน sulfamethoxazole จะถูก metabolize ไปเป็น N-acetylated และจะถูก conjugate ด้วย glucuronic acid โดยยาทั้ง 2 ตัวนี้ จะถูกขับออกทางไต ด้วยกระบวนการ glomerular filtration และ tubular secretion  ยา trimethoprim และ sulfamethoxazole จะถูกขับออกทางปัสสาวะ เท่ากับ 50-60 % และ 45-70 % ตามลําดับ ค้าแนะน้าระหว่างการใช้ยา  ถ้ารูปแบบเป็นยาน้ํา ให้ mark ช้อนที่จะใช้รับประทานยาให้ดี ๆ เพื่อที่จะได้ขนาดยาที่เที่ยงตรงที่สุด  ก่อนรับประทานยาน้ํา ควรที่จะเขย่าขวดก่อน  ดื่มน้ําตามมาก ๆ อย่างน้อย 8 แก้ว ( อาจเป็นเครื่องดื่มประเภทอื่นได้ เช่น ชา กาแฟ นม น้ําผลไม้ )  ยาตัวนี้สามารถทําให้ผิวหนังของคุณไวต่อแสงมากกว่าคนปกติ ฉะนั้น ถ้าคุณต้องอยู่นอกบ้านเป็นเวลานาน ๆ ควร จะใส่เสื้อผ้าที่ปิดมิดชิด และทาครีมกันแดด  ควรรับประทานยาให้หมดตามใบสั่งแพทย์ มิฉะนั้นอาจทําให้เชื้อกลับมาซ้ําอีกได้
  • 23. หน้า | 19  ถ้าอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน หรือ ยังมีอาการอยู่ หลังจากใช้ยาหมดแล้ว ให้ปรึกษาแพทย์ เมื่อคุณลืมกินยา ให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้ ถ้านึกได้ใกล้ การรับประทานยาครั้งต่อไป ให้รับประทานยา ครั้งต่อไปเลย โดยไม่ต้อง รับประทานยาที่ลืม อาการข้างเคียงของยา  ถ้าเกิดอาการ คลื่นไส้ อาเจียน สูญเสียความรู้สึกอยากอาหาร ให้รับประทานยานี้พร้อมอาหาร แต่ถ้าอาการ เหล่านี้ รุนแรง และเป็นเวลานาน ให้พบแพทย์  ถ้าเกิดอาการ มีผดผื่นขึ้นที่ผิวหนัง คัน เจ็บคอ เป็นไข้ สั่น เจ็บคอ ผิวหนังและตามีสีเหลือง ซีด ปวดข้อ ให้หยุดยา และให้พบแพทย์ทันที ค้าเตือนและข้อควรระวัง  บอกแพทย์หรือเภสัชกรว่าคุณกําลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง เช่น methotrexate, phenytoin และ warfarin  ก่อนที่จะใช้ยานี้ ควรบอกแพทย์ ถ้าคุณอาจจะเกิดปฏิกิริยากับยา sulfa, ยาเบาหวาน ถ้าเป็นโรคตับ โรคไต หอบหืด แพ้อย่างรุนแรง เป็นโรค G-6-PD deficiency หญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงให้นมบุตร การเก็บรักษา  เก็บในภาชนะปิดสนิท และเก็บให้พ้นมือเด็ก  เก็บในอุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงจากความร้อน และ แสงโดยตรง ไม่ควรเก็บของเหลวไว้ในช่องแข็ง Tetracycline ชื่อสามัญ Tetracycline ชื่อการค้า Achromycin, Dumocycline, Lenocin, Pantocycline, Servitet ท้าไมต้องใช้ยานี้ ทําลายแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อ โดยไม่มีผลกับการติดเชื้อไวรัส เช่น โรคหวัด วิธีใช้ยา โดยให้รับประทานเป็นช่วงห่างที่เหมาะสม Pharmacokinetics Absorption  ใน fasting adults พบว่าประมาณ 60-80 % จะถูกดูดซึมทาง GI tract โดยอาหารและ /หรือ น้ํา จะลดการดูดซึม ของยา ประมาณ 50% หรือมากกว่า
  • 24. หน้า | 20  ยาตัวนี้ เมื่อให้ทาง IM จะดูดซึมน้อย และไม่แน่นอน  ใน fasting adults ที่มีหน้าที่ของไตปกติ พบว่า หลังจากให้ยาทาง oral แล้ว peak serum concentrations ของ ยา จะเกิดขึ้นภายใน 1.5-4 ชม. Distribution  ยาตัวนี้ จะกระจายไปทั่วตามเนื้อเยื่อร่างกาย และของเหลวในร่างกาย รวมถึง pleural fluid, bronchial secretions, sputum, saliva, ascitic fluid, synovial fluid, aqueous and vitreous humor and prostatic and seminal fluids  ยาตัวนี้ จะจับกับ serum proteins = 20-67 %  ยาตัวนี้ จะถูก taken up อย่างรวดเร็ว โดย reticuloendothelial cells ของตับ ม้าม และ bone marrow  ยาตัวนี้ มีปริมาณน้อยที่จะกระจายสู่ CSF หลังจากให้ทาง oral, IM, หรือ IV  ในผู้ปุวยที่ไม่เป็ฯ biliary obstruction ความเข้มข้นของยาในน้ําดี จะมากกว่า concurrent serum concentrations 2-32 เท่า  ยาตัวนี้ จะอยู่บริเวณ tumor และ necrotic หรือ ischemic tissue เป็นเวลาหลายสัปดาห์ หรือ หลายเดือน  ยานี้ จะ form stable เป็น tetracycline-calcium orthophosphate complexs ที่บริเวณ new bone formation and calcification และใน dentin and enamel ของฟันที่กําลังพัฒนาโดย complexs นี้ ไม่มี antimicrobial activity  ยาตัวนี้ จะผ่านเข้า placenta อย่างรวดเร็ว แล้วกระจายสู่น้ํานม ในความเข้มข้นที่เท่ากับ maternal serum concentrations Elimination  ในผู้ใหญ่ที่มีสภาวะของไตปกติ จะมี serum T1/2 ของ tetracycline = 6-12 ชม. โดย T1/2 ของยาจะเพิ่มขึ้น เล็กน้อย หลังจากให้ multiple doses  serum concentrations ของ tetracycline จะเพิ่มขึ้น และ T ฝ จะยาวขึ้นเล็กน้อย ในผู้ปุวยที่มีความบกพร่องของ ตับ หรือ เกิดการอุดตันของ bile duct  ยาตัวนี้ จะเพิ่มขึ้น และ T1/2 ยาวนานขึ้น ในผู้ปุวยที่มีความบกพร่องของไต  ยาตัวนี้ จะถูก remove ออกน้อยโดยทาง hemodialysis หรือ peritoneal dialysis ค้าแนะน้าระหว่างใช้ยา  ให้รับประทานยาให้หมดตามใบสั่งแพทย์ มิฉะนั้น เชื้ออาจจะกลับเป็นซ้ําอีกได้  ยาตัวนี้เป็นสาเหตุให้ผิวหนังมีความไวต่อแสงแดดมากขึ้น ฉะนั้นควรใส่เสื้อผ้าให้มิดชิด ทาครีมกันแดด และใส่แว่น กันแดด  ถ้าเกิดอาการแสงแดดเผาไหม้ ให้ปรึกษาแพทย์  ถ้าเป็นโรคเบาหวานอยู่ ยาตัวนี้อาจทําให้เกิดผลของการวัดระดับน้ําตาลในปัสสาวะผิดพลาดได้ ฉะนั้น ควรปรึกษา แพทย์ก่อนที่จะเปลี่ยนอาหารที่รับประทาน หรือ เปลี่ยนขนาดของยารักษาโรคเบาหวาน เมื่อคุณลืมกินยา
  • 25. หน้า | 21 ให้รับประทานยาทันที่ที่นึกได้ และให้รับประทานยาต่อไปตามตารางเดิม อาการข้างเคียงของยา  ถ้าเกิดอาการคลื่นไส้ ให้รับประทานยาร่วมกับของขบเคี้ยว แต่ถ้ากระเพาะยังรู้สึกไม่ค่อยสบายอยู่ ให้ปรึกษาแพทย์  อาการท้องร่วง คันที่ช่องคลอดหรือทวารหนัก เจ็บปาก ผดผื่นขึ้นที่ผิวหนัง โดยถ้าเกิดอาการเหล่านี้อย่างรุนแรง หรือ เป็นติดต่อกันเป็นเวลามากกว่า 2 วัน ให้ปรึกษาแพทย์ ค้าเตือนและข้อควรระวัง  ไม่ควรใช้ยาตัวนี้ในเด็กอายุต่ํากว่า 8 ปี หญิงตั้งครรภ์ หรือ หญิงให้นมบุตร หรือ หญิงที่กําลังจะตั้งครรภ์  ถ้าเกิดอาการแพ้ยาตัวอื่น หรือ เป็นโรคไต ให้บอกแพทย์ก่อนให้ยาตัวนี้  ยาตัวนี้ จะลดประสิทธิภาพของยาเม็ดคุมกําเนิด ฉะนั้นจึงควรใช้การคุมกําเนิดแบบอื่นจะได้ผลมากกว่า  ให้ยาตัวนี้ก่อนหน้ายาเตรียมที่มีเหล็กผสมอยู่ 2 ชม. หรือ หลัง 3 ชม.  ให้ยาตัวนี้ 1 ชม. ก่อนให้ยาลดกรด และหลัง 2 ชม. หลังให้ยาลดกรด  ถ้าได้รับยา anticoagulants เช่น warfarin, penicillin, และยาแก้ท้องร่วง ให้บอกแพทย์ด้วย  ยาตัวนี้ที่ผลิตนานแล้ว อาจเป็นอันตรายได้ การเก็บรักษา เก็บในภาชนะปิดสนิท ควรเก็บให้พ้นมือเด็ก เก็บในอุณหภูมิห้อง ห่างจากความร้อน และ แสงโดยตรง 8. ยารักษาโรคหอบหืด Aminophylline ชื่อสามัญ Aminophylline ท้าไมต้องใช้ยานี้ เป็นยาขยายหลอดลม โดยคลายและเปิดทางเดินที่ไปสู่ปอด ทําให้ง่ายต่อการหายใจ โดยช่วยบรรเทาการหายใจถี่ การมีเสียงวี๊ด และ การหายใจลําบาก จากการเป็นโรคหอบหืด หลอดลมอักเสบ และโรคถุงลมโปุงพอง และยังยับยั้งอาการหอบหืดจากการ ออกกําลังกายด้วย Pharmacokinetics  Absorption: oral: สามารถเกิดได้ถึง 100 % โดยขึ้นอยู่กับ formulation used  Distribution: Vd = 0.45 L/kg, โดยยาตัวนี้จะกระจายไปยังน้ํานมด้วย (approximates serum concentration) และยาตัวนี้ยังสามารถผ่าน placenta ได้ด้วย  Metabolism: เกิดที่ตับ โดยกระบวนการ demethylation และ oxidation  Half life: มีค่าไม่แน่นอน โดยการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับ อายุ, liver function, cardiac function, lung disease และประวัติการสูบบุหรี่ของผู้ปุวย
  • 26. หน้า | 22  Elimination: ขับออกทาง urine โดยในผู้ใหญ่พบว่า 10% ขับออกในรูป unchanged drug, ใน neonates การ ขับถ่ายของ unchanged drug ทางปัสสาวะมีค่ามากกว่า (มากกว่า 50%) วิธีใช้ยา รับประทานทุก 6, 8 หรือ 12 ชม. ตามใบสั่งแพทย์ โดยควรรับประทานยาอย่างสม่ําเสมอ เพื่อจะได้มีประสิทธิภาพที่ดี บางคน อาจจะต้อง รับประทานยาติดต่อกันเป็นเวลานาน ฉะนั้นไม่ควรหยุดรับประทานยา โดยปราศจากคําสั่งของแพทย์ แต่อาจจะหยุด ได้ ถ้ายาทําให้เกิดสภาวะ ของอาการที่แย่ลง ค้าแนะน้าระหว่างใช้ยา  ควรปฏิบัติตามคําสั่งแพทย์ เพราะยาตัวนี้อาจทําให้เกิดอันตรายได้ถ้ารับประทานยามากเกินไป หรือรับประทานยา บ่อยเกินใบสั่งแพทย์  ให้เข้าพบแพทย์เป็นประจํา โดยเฉพาะช่วงอาทิตย์แรก ๆ ที่คุณได้รับยานี้ เพื่อให้แพทย์ได้ประเมินการตอบสนองของ คุณ ต่อการใช้ยาตัวนี้  ถ้าอาการของคุณไม่ดีขึ้น หรือยังแย่ลง ให้พบแพทย์  ต้องแน่ใจในจํานวนยาที่คุณได้รับในแต่ละครั้ง และควรพกยาไปในทุกที่ที่คุณเดินทางด้วย เมื่อคุณลืมกินยา ให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้ และให้รับประทานยาที่เหลือตามเวลาเดิม โดยไม่ควรรับประทานยาเป็น 2 เท่าของขนาดยาเดิม และถ้าคุณเกิดอาการ หายใจสั้นที่รุนแรง ให้พบแพทย์ อาการข้างเคียงของยา  ถ้าเกิดอาการ คลื่นไส้ อาเจียน มีแผลในกระเพาะอาหาร ท้องเป็นตะคริว สูญเสียความรู้สึกอยากอาหาร ให้รับประทาน ยาพร้อมอาหาร หรือ หลังอาหารทันที หรือ พร้อมยาลดกรด หรือ พร้อมน้ํา 1 แก้ว ถ้าปฏิบัติตามนี้แล้วยังมีปัญหาอยู่ ให้พบแพทย์  ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ มีอาการตื่นเต้น หน้ามืด ปัสสาวะบ่อย มือและนิ้วกระตุก โดยถ้าอาการเหล่านี้รุนแรง ให้พบ แพทย์  การสั่นของหัวใจ หัวใจเต้นเร็ซ หายใจเร็ว นอนไม่หลับ ให้พบแพทย์ เพื่อแพทย์จะได้ปรับขนาดยาของคุณ  ผื่นขึ้นที่ผิวหนัง (อาการแพ้) ให้พบแพทย์ทันที ค้าเตือนและข้อควรระวัง  ก่อนรับประทานยาตัวนี้ ควรบอกหมอก่อนว่าคุณได้รับยาอะไรอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยา allopurinol, cimetidine, erythromycin, lithium, propranolol และยาสําหรับไข้หวัด ยาแก้แพ้ และยารักษาโรคหอบหืด  การได้รับยา theophylline พร้อมกับยาตัวนี้ อาจทําให้เกิดอาการตื่นเต้น นอนไม่หลับ คลื่นไส้ อาเจียน หรือการได้รับ ขนาดยาเกิน ฉะนั้น การใช้ยานี้ ไม่ควรได้รับยา theophylline ร่วมด้วย  ไม่ควรรับประทานยารักษาโรคหวัด ยาแก้แพ้ ยารักษาหอบหืด ที่ประกอบด้วยพวก ephedrine, epinephrine, phenylephrine, phenylpropanolamine หรือ pneudoephedrine โดยปราศจากคําแนะนําจากแพทย์ เพราะ สารดังกล่าว จะเพิ่มผลข้างเคียงของยาตัวนี้  บุคคลเหล่านี้ ควรบอกแพทย์ถึงสภาวะของตนเองก่อนใช้ยาตัวนี้ ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร โรค glaucoma
  • 27. หน้า | 23 มะเร็ง โรคต่อมธัยรอยด์ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด การเก็บรักษา เก็บในภาชนะปิดสนิท เก็บให้พ้นมือเด็ก เก็บยาเหน็บในตู้เย็น และ ยารูปแบบอื่นให้เก็บที่อุณหภูมิห้อง และเก็บให้พ้นที่มี ความชื้น ชื่อการค้า ส่วนประกอบ Asmeton-S Chlorpheniramine maleate 2 mg + Methoxyphenamine HCI 12.5 mg + Aminophylline 25 mg + Noscapine 7 mg Theophylline ชื่อสามัญ Theophylline ชื่อการค้า Almarion, Asmasolon, Franol, Xanthium, Theo-Dur ท้าไมต้องใช้ยานี้ เป็นยาขยายหลอดลม โดยคลายและเปิดทางเดินที่ไปสู่ปอด ทําให้ง่ายต่อการหายใจ โดยช่วยบรรเทาการหายใจสั่น การหายใจมี เสียงวี๊ด และการหายใจลําบาก จากการเป็นโรคหอบหืด หลอดลมอักเสบ และ โรคถุงลมโปุงพองเป็นการยับยั้งอาการหอบหืด จากการออกกําลังกาย Pharmacokinetics  Absorption: oral: สามารถเกิดได้ถึง 100 % โดยขึ้นอยู่กับ formulation used  Distribution: Vd = 0.45 L/kg, โดยยาตัวนี้จะกระจายไปยังน้ํานมด้วย ( approximates serum concentration) และยาตัวนี้ยังสามารถผ่าน placenta ได้ด้วย  Metabolism: เกิดที่ตับ โดยกระบวนการ demethylation และ oxidation  Half life: มีค่าไม่แน่นอน โดยการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับ อายุ , liver function, cardiac function, lung disease และประวัติการสูบบุหรี่ของผู้ปุวย  Elimination: ขับออกทาง urine โดยในผู้ใหญ่พบว่า 10% ขับออกในรูป unchanged drug, ใน neonates การ ขับถ่ายของ unchanged drug ทางปัสสาวะมีค่ามากกว่า (มากกว่า 50%) วิธีใช้ยา  ควรรับประทานทุก 6, 8, 12 หรือ 24 ชม. โดยควรจะรับประทานในเวลาเดียวกันเพื่อกันลืม  โดยควรจะรับประทานยาอย่างสม่ําเสมอ เพื่อยาจะได้มีประสิทธิภาพยาตัวนี้อาจต้องการใช้เป็นเวลานาน
  • 28. หน้า | 24  ไม่ควรที่จะหยุดใช้โดยปราศจากการปรึกษาจากแพทย์ เพราะการหยุดใช้ยาอาจจะทําให้อาการแย่ลงก็ได้ ค้าแนะน้าระหว่างใช้ยา  ให้รับประทานยาตามแพทย์สั่ง เพราะมิฉะนั้นอาจจะเกิดอันตรายได้ ถ้ารับประทานมากเกินไป หรือ รับประทานบ่อย เกินไป  ควรพบแพทย์สม่ําเสมอ โดยเฉพาะช่วงอาทิตย์แรก ๆ เพราะ แพทย์จะได้ประเมินดูการตอบสนองของคุณต่อยาตัวนี้  ถ้าอาการไม่ดีขึ้น หรือ มีอาการแย่ลง ให้ปรึกษาแพทย์  ไม่ควรเปลี่ยนยี่ห้อใหม่ โดยปราศจากการปรึกษากับแพทย์ก่อน  การเกินทางไปไหน ควรที่จะพกยานี้ไปด้วยเสมอ เมื่อคุณลืมกินยา  ให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้ และ รับประทานยาที่เหลือตามเวลาเดิม โดยไม่ควรรับประทานยาเพิ่มขนาดเป็น 2 เท่า  ถ้าเกิดอาการหาใจถี่อย่างรุนแรง ให้ติดต่อกับแพทย์ อาการข้างเคียงของยา  ถ้าเกิดอาการ คลื่นไส้ อาเจียน มีแผลในกระเพาะอาหาร ท้องเป็นตะคริว สูญเสียความรู้สึกอยากอาหาร ให้รับประทาน ยาพร้อมอาหาร หรือ หลังอาหารทันที หรือ พร้อมยาลดกรด หรือ พร้อมน้ํา 1 แก้ว ถ้าปฏิบัติตามนี้แล้วยังมีปัญหาอยู่ ให้พบแพทย์  ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ มีอาการตื่นเต้น หน้ามืด ปัสสาวะบ่อย มือและนิ้วกระตุก โดยถ้าอาการเหล่านี้รุนแรง ให้พบ แพทย์  การสั่นของหัวใจ หัวใจเต้นเร็ซ หายใจเร็ว นอนไม่หลับ ให้พบแพทย์ เพื่อแพทย์จะได้ปรับขนาดยาของคุณ  ผื่นขึ้นที่ผิวหนัง ( อาการแพ้ ) ให้พบแพทย์ทันที ค้าเตือนและข้อควรระวัง  ก่อนรับประทานยาตัวนี้ ควรบอกหมอก่อนว่าคุณได้รับยาอะไรอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยา allopurinol, cimetidine, erythromycin, lithium, propranolol และ ยาสําหรับไข้หวัด ยาแก้แพ้ และยารักษาโรคหอบหืด  การได้รับยา theophylline พร้อมกับยาตัวนี้ อาจทําให้เกิดอาการตื่นเต้น นอนไม่หลับ คลื่นไส้ อาเจียน หรือการได้รับ ขนาดยาเกิน ฉะนั้น การใช้ยานี้ ไม่ควรได้รับยา theophylline ร่วมด้วย  ไม่ควรรับประทานยารักษาโรคหวัด ยาแก้แพ้ ยารักษาหอบหืด ที่ประกอบด้วยพวก ephedrine, epinephrine, phenylephrine, phenylpropanolamine หรือ pneudoephedrine โดยปราศจากคําแนะนําจากแพทย์ เพราะ สารดังกล่าวจะเพิ่มผลข้างเคียงของยาตัวนี้  บุคคลเหล่านี้ ควรบอกแพทย์ถึงสภาวะของตนเองก่อนใช้ยาตัวนี้ ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร โรค glaucoma มะเร็ง โรคต่อมธัยรอยด์ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด การเก็บรักษา เก็บในภาชนะปิดสนิท เก็บให้พ้นมือเด็ก เก็บยาเหน็บในตู้เย็น และ ยารูปแบบอื่นให้เก็บที่อุณหภูมิห้อง และเก็บให้พ้นที่มี ความชื้น
  • 29. หน้า | 25 ชื่อการค้า ส่วนประกอบ Almasal Theophylline 60 mg + Salbutamol sulfate 2 mg Asianbron Theophylline anhydrous 150 mg + Glyceryl guaiacolate 90 mg Bronchil Guaifenesin 90 mg + Theophylline 150 mg Polyphed Theophylline 150 mg + Glyceryl guaiacolate 90 mg Theosal Theophylline 60 mg + Salbutamol 2 mg Terbutaline ชื่อสามัญ Terbutaline ชื่อการค้า Bricanyl, Bricanyl terbuhaler, Salterline, Terbuno Vaccanyl ท้าไมต้องใช้ยานี้  เป็นยาขยายหลอดลม คลาย และ เปิดทางผ่านไปที่ปอด ให้สามารถหายใจได้สะดวก  ใช้เพื่อบรรเทาอาการหอบหืดเฉียบพลัน และอาการหายใจไม่ออก ที่เกิดจากโรคถุงลมโปุงพอง  โรคหลอดลมอักเสบ และโรคปอดอื่นๆ Pharmacokinetics  Onset of action: oral = 30-45 นาที  Protein binding : 25%  Metabolism: เกิดที่ตับกลายเป็น inactive sulfate conjugates  Half life: 11-16 ชั่วโมง  Elimination : ทางปัสสาวะ วิธีใช้ยา ให้โดยการรับประทาน 3-4 ครั้งต่อวัน และ ถ้าให้ทางการพ่น ให้ทุก 4-6 ชม. โดยต้องปฏิบัติตามคําแนะนํา บนฉลากอย่าง เคร่งครัด โดยยาตัวนี้จะเริ่มทํางานภายใน 30 นาที ค้าแนะน้าระหว่างใช้ยา  ถ้ายาหมดประสิทธิภาพ หรือ ถ้าอาการของคุณแย่ลง (โดยเฉพาะถ้าการหายใจลําบาก หรือหายใจยากขึ้น หลังจากการ ใช้ยาพ่น) ให้หยุดใช้ยานี้ และพบแพทย์
  • 30. หน้า | 26  ไม่ควรใช้ยามากเกินไป หรือ บ่อยเกินไป เพราะการเพิ่มขนาดยา สามารถทําให้เกิดอันตราย และสามารถลด ประสิทธิภาพของยาได้  ถ้าเสมหะจากการไอระหว่างที่เกิดอาการหอบหืดเฉียบพลัน เปลี่ยนจากสีขาวไปเป็นสีเหลือง เขียว หรือสีเทา ค วรพบ แพทย์ เพราะอาการเช่นนี้ อาจเกิดจากการติดเชื้อได้  การเดินทาง ควรที่จะพกยาให้ได้ตามที่กําหนดไว้ เมื่อคุณลืมกินยา  ให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้ และ ให้รับประทานยาอื่นตามเวลาเดิม และ ถ้านึกได้ใกล้กับเวลาที่จะรับประทานยาครั้ง ต่อไปควรจะรับประทานยาครั้งต่อไปได้เลย โดยที่ไม่ต้องรับประทานยาเพิ่มขนาดเป็น 2 เท่า อาการข้างเคียงของยา  ถ่ายปัสสาวะไม่ปกติ ปากแห้ง และระคายเคือง ให้บ้วนปากด้วยน้ําหลังจากการได้รับการรักษาแต่ละครั้ง  ถ้าเกิดอาการตัวสั่น ตื่นเต้น ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน นอนไม่หลับ เหนื่อยง่าย, drowsiness, dizziness,  เหงื่อออก มีเสียงในหู ให้พบแพทย์ ถ้าอาการเหล่านี้รุนแรง หรือ เป็นเวลานาน  ถ้าเกิดอาการหัวใจเต้นไม่สม่ําเสมอ , palpitations, ปวดหน้าอก ปวดหัวใจ หายใจลําบากมากขึ้น มีเสียงวี๊ด ให้พบ แพทย์ทันที ค้าเตือนและข้อควรระวัง  ถ้าคุณเป็น หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เป็นโรคความดันโลหิตสูง ต่อมธัยรอยด์ overactive, หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ โรคหัวใจ หรือ เป็นลมชัก หรือ ลมบ้าหมู ให้บอกแพทย์ก่อนใช้ยานี้  ก่อนใช้ยานี้ ควรบอกแพทย์ หรือ เภสัชกรก่อนถึงยาที่ใช้อยู่ โดยเฉพาะยา MAO inhibitors (isocarboxazid, phenelzine และ tranylcypromine) ยากดระบบประสาท หรือยาโรคหอบหืด และ b-blockers (atenolol, carteolol, esmolol, labetalol, metoprolol, nadolol, propranolol, sotalol และ timolol) การเก็บรักษา  ให้เก็บในภาชนะปิดสนิท และเก็บให้พ้นมือเด็ก เก็บในอุณหภูมิห้อง ห่างจากความร้อ น หลีกเลี่ยงการทําให้ภาชนะ บรรจุรั่ว  ไม่ควรเอาภาชนะบรรจุไปจ่อไฟ หรือเตาเผา ชื่อการค้า ส่วนประกอบ Bricanyl expectorant Terbutaline sulfate 0.3 mg/ml + Guaifenesin 13.3 mg/ml Med-Broncodil Expectorant Terbutaline sulfate 1.5 mg/5ml + Guaifenesin 66.5 mg/5ml Terbosil Expectorant Terbutaline sulfate 0.3 mg/ml + Guaifenesin 13.3 mg/ml Terbron Expectorant Terbutaline sulfate 1.5 mg/5ml + Guaifenesin 66.5 mg/5ml Terbulin Terbutaline sulfate 1.5 mg/5ml + Guaifenesin 66.5 mg/5ml
  • 31. หน้า | 27 Salbutamol ชื่อสามัญ Salbutamol ชื่อการค้า Asmasal, Bronchosol, Butamol, Ventolin, Salmol ท้าไมต้องใช้ยานี้ บรรเทา และ เปิดทางเดินอากาศไปที่ปอด ทําให้การหายใจสะดวกขึ้น ช่วยบรรเทาหอบหืดเฉียบพลัน และบรรเทาอาการหายใจ ไม่ออกจาก โรคหลอดลมอักเสบ โรคถุงลมโปุงพอง และ โรคปอด ใช้ปูองกันการหายใจลําบาก การหดเกร็งของหลอดลม เมื่อมี การออกกําลังกาย Pharmacokinetics  Peak effect: Oral: 2-3 ชั่วโมง Nebulization/oral inhalation: เกิดขึ้นภายใน 0.5-2 ชั่วโมง  Duration of action: Oral: 4-6 ชั่วโมง Nebulization/oral inhalation: 3-4 ชั่วโมง  Metabolism: เกิดขึ้นที่ตับ กลายไปเป็น inactive sulfate ;อีก 28% จะพบในปัสสาวะในรูปของ unchanged drug Half life: Oral: 2.7-5 ชั่วโมง Inhalation: 3.8 ชั่วโมง  Elimination: 30% พบใน urine ในรูปของ unchanged drug วิธีใช้ยา  ให้ 2-4 ครั้งต่อวัน โดยให้โดยการรับประทาน  ถ้าให้โดยทางยาพ่น จะให้ทุก 4-6 ชม.  ใช้ 15 นาที ก่อนการออกกําลังกาย เพื่อปูองกันปัญหาของการหายใจ โดยปฏิบัติตามคําสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด  ยาพ่นจะเริ่มได้ผลภายใน 5-15 นาที และ จะมีการออกฤทธิ์ได้เป็นเวลา 3-4 ชม. ค้าแนะน้าระหว่างใช้ยา  ยาพ่น ต้องทําความสะอาดอย่างสม่ําเสมอ และ  ถ้ายาหมดประสิทธิภาพ หรือ คุณมีอาการแย่ลง ให้พบแพทย์ทันที  ไม่ควรใช้ยาในขนาดที่เพิ่ม หรือ บ่อยมากขึ้น เพราะทําให้เกิดอันตายได้  เวลาจะเดินทาง ต้องเอายาไปด้วยทุกครั้ง อาการข้างเคียงของยา  การรับรสไม่ปกติ ปากและคอแห้งหรือระคายเคือง จากการใช้ยาพ่น แก้โดยการให้กลั้วปากด้วยน้ํา  ตัวสั่น อาการตื่นเต้น นอนไม่หลับ คลื่นไส้ เสียงแหบ ไอ ให้พบแพทย์ถ้าอาการเหล่านี้รุนแรงหรือยาวนาน  หายใจลําบากมากขึ้นจากการใช้ยาพ่น หัวใจเต้นเร็วขึ้น ให้หยุดใช้ยาและพบแพทย์
  • 32. หน้า | 28 ค้าเตือนและข้อควรระวัง  ก่อนใช้ยาตัวนี้ ให้บอกแพทย์ก่อนว่า คุณเป็น หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เป็นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ต่อมธัยรอยด์ overactive, โรคลมชัก หรือ โรคเบาหวาน  ยาตัวนี้ มีผลกระทบถึงการตอบสนองของคุณต่อยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคหวัด ยา MAO inhibitors (isocarboxazid, phenelzine และ tranylcypromine) ยากดระบบประสาท หรือยาโรคหอบหืด และ beta- blockers (atenolol, carteolol, esmolol, labetalol, metoprolol, nadolol, propranolol, sotalol และ timolol) การเก็บรักษา  เก็บในภาชนะปิดสนิท และเก็บให้พ้นมือเด็ก เก็บในอุณหภูมิห้อง  ถ้าเป็น syrup อาจเก็บในตู้เย็นได้ แต่ถ้าเป็นยาพ่น ไม่ควรเก็บในตู้เย็น หรือ ใกล้ความร้อน ชื่อการค้า ส่วนประกอบ Almasal Salbutamol sulfate 2 mg + Theophylline 60 mg Asmasal Expectorant Salbutamol 1 mg + Guaifenesin 50 mg Clenil compositum Salbutamol 100 mg + Beclomethasone dipropionate 50 mg Theosal Salbutamol 2 mg + Theophylline 60 mg Ventolin Expectorant Salbutamol sulfate 1 mg + Guaifenesin 50 mg Ketotifen กลไกการออกฤทธิ์ของยา orally active agent ซึ่งเป็น antihistamine อย่างมีนัยสําคัญ และมีสมบัติเป็น antianaphylactic ซึ่งสามารถใช้อย่างได้ผลดี ในการปูองกัน การเกิดโรคหอบหืด ชื่อสามัญ Ketotifen ชื่อการค้า Amitone, Asmahoc, Katifen, Ketofen, Sykofen, Zediten
  • 33. หน้า | 29 ท้าไมต้องใช้ยานี้ antiasthmatic agent อาการข้างเคียงของยา sedation และ drowsiness โดยอาจจะต้องลดขนาดยาลง หรือ หยุดการใช้ยา ถ้าความรุนแรงไม่ลดลง โดยแอลกอฮอล์ อาจจะ เสริมฤทธิ์ของ การเกิดอาการข้างเคียง ของยาก็ได้ และยังมีรายงานการเกิดอาการ น้ําหนักเพิ่มขึ้น ปากแห้ง ปวดศีรษะ, dizziness และ giddiness สมุนไพรที่ใช้กับโรคหวัด กลุ่มที่มีวิตามินซีสูง ได้แก่ มะรุม ดอกแค มะขามป้อม ฝรั่ง ส้ม 1. กลุ่มที่ช่วยลดการอักเสบของหลอดลม ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร 2. กลุ่มที่ช่วยให้จมูกโล่ง ได้แก่ หอมแดง ให้ใช้โดยการ ทุบหอมแดง ใส่น้ําร้อน แล้วเอาผ้าค ลุมหัวลงชามแล้ว ดม
  • 34. หน้า | 30 ยากลุ่ม Antibiotics การให้ antibiotics จะให้ตาม : 1. age (คนแก่ และผู้หญิงตัวเล็ก ควรให้ยาอ่อน ๆ ) 2. weight 3. ประวัติการแพ้ยา 4. โรคประจําตัวผู้ปุวย (ผู้ที่มี underlying diseased) ถ้าผู้ปุวยไตพิการ เลือก antibiotic ที่ผ่านไตน้อย เช่น doxycycline ในสตรีมีครรภ์ ยาที่ปลอดภัยคือ Penicillin, Erythromycin 5. Genetic diseased เช่น G-6-PD Deficiency เลือก antibiotic กลุ่ม Penicillin, Erythromycin หลักทั่วไปในการใช้ ANB : - ไม่ควรใช้ bacteriostatic ร่วมกับ bacteriocidal เพราะ Bacteriostatic ทําให้เชื้อหยุดการเจริญเติบโต ในขณะที่ Bacteriocidal จะฆ่าเชื้อได้ผลในขณะที่เชื้อเจริญเติบโต การเลือกใช้ยา ANB ควรทราบ : - spectrum - bacteriocidal/static - absorbtion - metabolite ผ่านตับ/ไตหรือไม่ การใช้ ANB ในโรคต่าง ๆ 1. Sinusitis อาการ : - ปวดเบ้าตา ลมหายใจมีกลิ่นคาว ถามผู้ปุวยว่าเคยทาน ANB อะไรมาบ้าง ยา : Cotrimoxazole 2x2 pc. 7-14 days Doxycycline 1x2 pc. 7-14 days
  • 35. หน้า | 31 Minocycline 1x2 pc. 7-14 days Erythromycin 2x4 pc. 7-14 days Rolid® 1x2 ac./pc. 7-14 days Cephalosporin หมายเหตุ : - มีน้ํามูกให้ Antihistamine - ถ้ามีอาการคัดจมูก ปวด อาจให้ Mexiphed® Paracetamol Danzen® - ถ้าเป็นมากควรไป รพ.เพื่อเจาะออก 2. โรคหู  หูอักเสบ ที่มีสาเหตุจากแคะขี้หูบ่อย จะมีอาการปวดหู การรักษา : - รักษาคล้าย sinusitis สําหรับ ANB - ถ้ามีหนอง ล้างด้วย H2O2 1. Cotrimmoxazole bid. 7 days 2. Doxycycline bid. 3. Amoxycillin 4. Cephalosporin 1st eg. Cefaclor (Distaclor® ) ** การใช้ยาหยอดหูมักช่วยไม่ได้ จะใช้แค่ H2O2 ล้างหนอง ** Pseudoephedrine - ใช้ได้ในกรณีหูอื้อ ที่เกิดจากการติดเชื้อในช่องหู - แก้คัดจมูก  เชื้อราในหู ที่มีสาเหตุจากการปั่นหู (จากร้านตัดผม) จะมีอาการคันหลังจากการปั่นหูประมาณ 4-5 วัน การรักษา : - Nizoral® - Cotrimazole ear drop ยาทา - Tiger Thimerosal (เช็ดหู)
  • 36. หน้า | 32  หูอื้อ ที่มีสาเหตุจากเป็นหวัด ทําให้เกิดการอักเสบ การรักษา : - ANB - อาจให้ Maxiphed® ได้ - ถ้าไม่ได้มีเหตุจาก infection อาจให้ยาอื่นได้ eg. Cinnarizine 3. โรคตา  Infection : คัน เคืองตา ขี้ตาสีเหลืองเขียว การรักษา : Terramycin eye/ear drop® (Chloram.) Polymyxin eye drop eg. Poly Oph® Neosfotin® Neopolycin® Cloxacillin 250 – 500 mg 1x4 ac. 5-7 days : ตาแดง = เชื้อ virus การรักษา : Chloramphenicol หยอดตา กิน Amoxicillin เพื่อปูองกัน 2nd –infection กิน Incidal® ลดอาการคัน  Non – Infection : แพ้ฝุ่น การรักษา : Antihistamine หยด eg. Hista oph® Opsa-His® EYE MO® Spersallerg® หมายเหตุ : ถ้าเคืองมาก คันมาก โดยไม่ได้เกิดเป็นประจําให้ steroid eye drop โดยให้ short-term แต่ต้องไม่เกิดจากเชื้อ virus eg. Spersadexoline® (Chloram. / Dispersa / Dexamethasone) Dex – oph®
  • 37. หน้า | 33 Opsadex® 4. Cystitis สาเหตุ : อั้นปัสสาวะ, ดื่มน้ําน้อย, นอนดึก, ทําความสะอาดอวัยวะภายในผิดวิธี อาการ : ฉี่ไม่ออก, ฉี่ไม่สุดรู้สึกอยากจะฉี่, เสียวท้องน้อย, ฉี่เสร็จแล้วเหมือนกับยังไม่หมด การรักษา : Acute : - Cotrimoxazole 2x2 5-7 days - Norfloxacin® 200 mg bid. 5-7 days Chronic : - จ่าย 7-14 days อาจจ่าย - Pyridium® (Antiseptic) - Donagan ® เพิ่มเติม (Antispasmodic) 5. แผลเบาหวานเรื้อรัง การรักษา : - Dicloxacillin 250 / 500 mg ถ้าเป็นมาก ๆ Dicloxacillin + Cotrimoxazole 6. แผล ฝี หนอง  ไม่เรื้อรัง - Tetracycline - Ampicillin / Amoxicillin / Bacampicillin - Cotrimoxazole  แผลเรื้อรัง - Cloxacillin - Dicloxacillin  เรื้อรังมาก - Cotrimoxazole + Cloxacillin  แผลลึก - Clotrimoxazole + Metronidazole (ฆ่า anaerobe ได้) ถ้ามีการอักเสบร่วมด้วย ให้ Danzen® ร่วมได้ 7. URI  หัด (Measles / Rubeola) มักพบในเด็กโตมากกว่าเด็กเล็ก (อาการรุนแรงกว่าหัดเยอรมัน) อาการ : มีไข้สูงชนิดเฉียบพลัน กระพุ้งแก้มมีจุดเทา ๆ หรือจุดขาวบนพื้นแดง เรียก Koplik’spots มีผื่นแดงขึ้นที่
  • 38. หน้า | 34 หน้าผากและต้นคอ แล้วลามไปทั่วตัว ไข้จะลดลงใน 7 วัน ผื่นแดงจะจางลง และเหลือรอยดํา ๆ คงอยู่ได้นาน หลังจากไข้ลดลงแล้ว  หัดเยอรมัน (Rubella/German measles) มักพบในทุกวัย อาการ : ไข้ไม่สูงมาก อาจไม่ปรากฏอาการ ทํางานได้ตามปกติถ้าเป็นหลาย ๆ วัน ต่อน้ําเหลืองโดยเฉพาะบริเวณ ใต้ท้ายทอย หลังหู คอ อาจโต(ลักษณะพิเศษใช้สงสัยว่าเป็นโรค) มีผื่นบาง ๆ ซึ่งผื่นนี้อาจไม่เห็นเลย  ส่าไข้ พบในเด็กเล็ก (<2 yrs.) อาการ : มีไข้สูง เมื่อไข้ลงอาจมีผื่นขึ้น การรักษา : โรคพวกนี้หายเองได้ การจ่ายยาจ่ายตามอาการ Paracetamol - ลดไข้ Antihistamine - แก้คัน Brufen® - ใช้ลดไข้ถ้าไข้สูงมาก **ผู้หญิง ถ้าฉีดวัคซีนหัดเยอรมันไม่เกิน 8 อาทิตย์ แล้วเกิดตั้งควรรภ์ไม่ควรเอาเด็กออก แต่ควรฝากครรภ์ & ให้แพย์ดูแลใกล้ชิด  อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella) อาการ : เริ่มมีผื่นแดงพร้อมกับมีไข้ ต่อมาผื่นจะนูนเป็นตุ่มน้ําใส โดยพบบริเวณลําตัวก่อน แล้วกระจายไปส่วนอื่น การรักษา : รักษาตามอาการ **โดยงดใช้ aspirin** Paracetamol ลดไข้ ANB กันติดเชื้อ bacteria แทรกซ้อน Antihistamine แก้อาการคัน หรือ Acyclovir โดยให้ในระยะแรกที่เริ่มเป็นจะให้ผลดี แต่สิ้นเปลืองมาก  โรคงูสวัด (Herpes Zoster) อาการ : ปวดแสบปวดร้อน หรือปวดตื้อ ๆ บริเวณที่จะมีผื่นขึ้น 1-2 วัน ผื่นขึ้นเป็นผื่นแดง ๆ แล้วกลายเป็นตุ่มน้ํา ใส (vesicle) ตามแนวประสาทรับความรู้สึก (sensory nerve) พบบ่อยสุดบริเวณทรวงอก การรักษา : รักษาตามอาการ บอกคนไข้ว่าโรคจะหายเองภายใน 1-2 สัปดาห์
  • 39. หน้า | 35 Paracetamol ลดไข้ Antihistamine ทาแก้คัน  คางทูม อาการ : บวมบริเวณคาง  กล่องเสียงอักเสบ อาการ : เจ็บคอ เสียงแหบ การรักษา : Prednisolone tid.pc. Danzen® tid.pc. 8. ทอลซิลอักเสบ (Tonsillitis) อาการ : เจ็บคอ tonsil จะแดงกว่าเยื่อบุช่องปากทั่วไป อาจมีหน่องที่ tonsil (strep. Gr.A) การรักษา : Penicillin group รักษาเหมือน URI Erythromycin Cotrimoxazole Cephalosporin **ถ้ามีอาการข้อบวม แดงร้อน ระวัง – Rheumatic fever ถ้าเป็นปีละหลายครั้ง อาจต้องตัดออก
  • 40. หน้า | 36 ยาที่ใช้ในระบบทางเดินอาหาร 1.โรคหรือความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย ระบบทางเดินอาหารของคนประกอบด้วย ช่องปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ ตับอ่อน ถุงน้ําดี ลําไส้เล็ก ลําไส้ใหญ่ ทวารหนัก (ดังแสดงในภาพด้านล่าง) ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารจึงเป็นความผิดปกติของอวัยวะเหล่านี้ และความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย ดังหัวข้อต่อไปนี้ ซึ่งจะกล่าวรายละเอียดของแต่ละโรคต่อไป 1. โรคกระเพาะอาหาร 2. อาเจียน 3. ท้องเสีย 4. ท้องผูก 5. ท้องอืด อาหารไม่ย่อย 6. พยาธิ 7. ริดสีดวงทวารหนัก 8. แผลเปื่อยในปาก 9. ลิ้นเป็นฝูาขาว 10. ปวดฟัน ฟันผุ 11. เหงือกอักเสบ 12. ปากนกกระจอก 2.โรคกระเพาะอาหาร 2.1 สาเหตุของโรคกระเพาะอาหาร โรคกระเพาะอาหารคือ โรคที่เกิดจากการมีแผลที่กระเพาะอาหารหรือลําไส้เล็กส่วนต้น โดยสาเหตุ เกิดจากความไม่ สมดุลย์ระหว่างปัจจัยที่ปกปูองร่างกายกับปัจจัยที่ทําลายร่างกาย ตารางแสดงปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดโรคกระเพาะอาหาร ปัจจัยที่ปกป้องร่างกาย ปัจจัยที่ท้าลายร่างกาย - เกลือ NaHCO3 - เยื่อเมือกในกระเพาะ - การไหลเวียนเลือด - เชื้อ Hericobactor pyroli - ยาแก้ปวด/อักเสบ - กรด HCl, pepsin, Gastrin
  • 41. หน้า | 37 ภาพที่ 1 แสดงอวัยวะในระบบทางเดินอาหาร 2.2 อาการ, อาการแทรกซ้อนและอาการที่ต้องรีบท้าการรักษา อาการของโรค - ปวดท้องเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง โดยมักปวดใต้ลิ้นปี่ ไม่ว่าจะรักษาหรือไม่ - การปวดมักสัมพันธ์กับมื้ออาหาร อาจปวดก่อนหรือหลังรับประทานอาหาร - อาจมีอาการคลื่นไส้ , เรอเปรี้ยวร่วมด้วย - ถ่ายดํา ผู้ปุวยจะซีดลง - มีอาการปวดท้องตอนกลางคืน ส่วนมากประมาณตี 1-2 อาการแทรกซ้อน - กระเพาะทะลุ - เลือดออกในกระเพาะอาหาร - โลหิตจาง อาการแสดงที่ต้องรีบท้าการตรวจรักษา - อาการคล้ายโรคกระเพาะแต่พบว่าน้ําหนักตัวลดลงมาก
  • 42. หน้า | 38 - ปวดท้องร่วมกับมีไข้ - คนสูงอายุที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง แต่มีอาการปวดท้องขึ้นมา - คนที่ทําการรักษาโรคกระเพาะอาหารแล้วแต่อาการกลับเลวลงเรื่อยๆ - กลืนลําบาก โลหิตจาง ดีซ่าน ตับ ม้ามโต มีไข้ ก้อนในท้อง 2.3 การรักษาโรคกระเพาะอาหาร การรักษาโรคกระเพาะอาหารสามารถทําได้ดังนี้ การปฏิบัติตัว - อย่าปล่อยให้หิว : ทานอาหารให้ตรงเวลา อาจทานน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง - ควรเลี่ยงอาหารรสเผ็ดจัด , เปรี้ยวจัด ให้ทานอาหารอ่อนๆ ที่ย่อยง่าย - เลี่ยงสิ่งที่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร : เหล้า เบียร์ น้ําอัดลม ยาบางตัว เช่น ยาแอสไพริน ยาแก้ปวดข้อ ยาใน กลุ่มสเตียรอยด์ซึ่งนิยมผสมในยาชุด - งดบุหรี่ ชา กาแฟ - พักผ่อนให้เพียงพอ - ออกกําลังกายอย่างสม่ําเสมอ ยาที่ใช้ในการรักษา 1. ยาลดกรด (antacid): ยาจะมีคุณสมบัติเป็นด่าง ซึ่งจะช่วยปรับ pH ของกระเพาะอาหารให้ pH มากกว่า4 ยาที่ใช้บ่อย คือยาที่มีส่วนผสมของ Al(OH)3 กับ Mg(OH)2 ไม่สามารถรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้ ใช้รับประทานเมื่อมีอาการปวดท้อง ขนาดยาที่ใช้ : รับประทานวันละ 7 ครั้ง ขนาด 1-2 ช้อนโต๊ะหรือ 2 เม็ด หลังอาหาร 1 ชั่วโมง 3 ชั่วโมงและก่อนนอน ผลข้างเคียง : Mg ทําให้ท้องเสีย ส่วน Al ทําให้ท้องผูก *ยานี้ไม่ใช่ยาหลักในการรักษา แต่จะช่วยในการบรรเทาอาการ 2.ยาต้านการหลั่งกรด (Antisecretory drug): ต้านการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร เป็นยา ในกลุ่ม H2RA ตัวอย่างยาได้แก่ Cimetidine, Ranitidine *ยานี้ต้องทานติดต่อกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ 3. Proton pump inhibitor: ยับยั้งขั้นตอนการหลั่งกรดในขั้นสุดท้ายจึงเป็นยาที่ให้ผลดีมาก ตัว อย่างได้แก่ Omeprazole *ยานี้ต้องทานติดต่อกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ 3. Gastro-esophageal Reflux Disease (GERD) Gastro-esophageal Reflux Disease: GERD เป็นโรคที่มีการไหลย้อนกลับของน้ําย่อยในกระเพาะอาหารเข้าสู่ หลอดอาหาร 3.1 อาการ: เรอเปรี้ยว แสบยอดอกและกลืน ลําบาก ผู้ปุวยมักมีอาการหลังอาหารมื้อใหญ่ หรือมีอาการเมื่อนอน ทันทีหลังทานอาหาร อาจมีเสียงแหบในตอนเช้า ปอดบวมเป็นๆ หายๆ หอบหืดเรื้อรัง หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์
  • 43. หน้า | 39 3.2 การปฏิบัติตัว - นอนยกศรีษะสูง - หลีกเลี่ยงการทานอาหารมัน - หยุดสูบบุหรี่ - หลีกเลี่ยงการนอนศรีษะต่ําภายใน 3 ชั่วโมงแรก หลังรับประทานอาหาร - หลีกเลี่ยงการทานกาแฟ ช็อกโกแลต ชา 4.อาเจียน 4.1 สาเหตุที่พบบ่อย - เมารถ เมาเรือ - เครียด วิตกกังวล ตื่นเต้น - ตั้งครรภ์ - อาหารเป็นพิษ - ไอมากๆ - อาเจียนในเด็ก เช่นทารกได้รับนมมากหรือเร็วเกินไป หรือจับเด็กนอนทันทีหลังให้นม - อาเจียนหลังผ่าตัด ฉายรังสี - อาเจียนก่อนมีอาการปวดศรีษะไมเกรน - อาเจียน เนื่องจากอาหารไม่ย่อย การเกิดอาการอาเจียน แบ่งเป็น 3 ระยะคือ 1. คลื่นไส้ 2. พะอืดพะอม โอ้กอ้าก 3. อาเจียน ก่อนมีอาการอาเจียนอาจมีอาการนํามาก่อน เช่น ซีด หัวใจเต้นช้าลง เหงื่อออก น้ําลายสอ หายใจช้าลง อาเจียนในหญิงตั้งครรภ์ เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด (80-90%) ไม่เป็นอันตราย มักมีอาการช่วงเช้าจึงเรียก morning sickness 4.2 การรักษา การรักษาแบบไม่ใช้ยา : - ถ้ามีอาการช่วงเช้าควรดื่มเครื่องดื่มที่มีรสซ่า โซดา แครกเกอร์ รอ 10-15 นาทีจึงลุก - ไม่ควรทานอาหารแต่ละมื้อให้อิ่มมาก - อาหารที่ทานควรมี carbohydrate protein เป็นส่วนใหญ่ - หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด กลิ่นคลื่นไส้ การรักษาใช้ยา : เมื่อปฏิบัติตัวแล้วไม่ได้ผล ยาที่ให้เป็นพวก antihistamine (dimenhydrinate)
  • 44. หน้า | 40 เมารถ เมาเรือ เมาเครื่องบิน : เป็นอาการที่พบได้บ่อย การรักษาคือต้องทาน antihistamine ก่อนออกเดินทาง ประมาณ 1 ชั่วโมง อาเจียนในเด็ก : วินิจฉัยยากว่าเป็นอะไร ผู้ปกครองควรบอกอาการให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบอย่างละเอียด ไม่ ควรบอกเพียงขอซื้อยาแก้อาเจียน!!! อาการน่าเป็นห่วง !!! ต้องรีบพามาพบแพทย์ - อาเจียนแบบมีตาเหลือง , ท้องบวม - อาเจียนรุนแรง ร่วมกับปวดศีรษะอย่างรุนแรง,คอแข็งโดยมีประวัติการบาดเจ็บภายใน 1 สัปดาห์ - อาเจียนเรื้อรัง 5.ท้องเสีย ท้องเสีย (ท้องเดิน ท้องร่วง ) หมายถึง ภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการถ่ายเป็นน้้า ถ่ายเหลวมากกว่าวันละ 3 ครั้ง (มากกว่า 200 กรัมต่อวัน เป็นน้้า 60-80%) 5.1 สาเหตุของท้องเสีย 5.1.1 เฉียบพลัน: สาเหตุเกิดจาก 1.1.1.1 ติดเชื้อ : ไวรัส แบคทีเรีย ไทฟอยด์ อหิวาตกโรค หรือเกิดจากสารพิษจากเชื้อ 1.1.1.2 ไม่ติดเชื้อ : - สารเคมี : ตะกั่ว สารหนู ไนเทรต ยาฆ่าแมลง - ยา : ยาถ่าย ampicillin tetracycline - พืชพิษ : กลอย เห็ดพิษ 5.1.2 แบบเรื้อรัง (ถ่ายนานเกิน 7 วัน เป็นๆ หายๆ): สาเหตุเกิดจาก - ความเครียด - โรคเรื้อรัง : โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์เป็นพิษ - ขาดเอนไซม์ lactase ที่ใช้ย่อยน้ําตาลแลกโตส ซึ่งมีในนมสดจึงทําให้เกิดอาการท้องเสีย หลังดื่มนม - ความผิดปกติเกี่ยวกับการดูดซึมของลําไส้ (malabsorption) ทําให้ถ่ายบ่อยอุจจาระเป็น มันลอยน้ําและกลิ่นเหม็น เนื่องจากไขมันไม่ถูกดูดซึมและอาจมีอาการของโรคขาดอาหาร ร่วมด้วย - เนื้องอก มะเร็งลําไส้ 5.2 อาการ อาการแทรกซ้อนของท้องเสียและการรักษา อาการ : อ่อนเพลีย กระหายน้ํา ผิวแห้งเหี่ยว ความดันโลหิตต่ํา ชีพจรเต้นเร็ว มือเย็น ช็อค ภาวะแทรกซ้อน : ภาวะขาดน้ําและเกลือแร่ซึ่งอาจทําให้ช็อค เลือดเป็นกรด อาจทําให้ถึง ตายได้ สามารถแบ่งได้เป็น 3 กรณี ท้องเสียจากการติดเชื้อติดเชื้อ : - ผู้ปุวยมักจะมีไข้ คลื่นไส้อาเจียน - อุจจาระจะมีกลิ่นผิดปกติ ลักษณะผิดปกติ เช่น เป็นมูกเลือด ถ่ายเป็นน้ําซาวข้าว - ปวดเบ่งที่ก้น
  • 45. หน้า | 41 ตัวอย่างการติดเชื้อ เช่น อหิวาตกโรคจาก Vibrio cholera มักพบในช่วงหน้าร้อน ในพื้นที่การสุขาภิบาลไม่ดี โดย เชื้อจะฟักตัวในร่างกาย 2-3 วัน จากนั้นจะมีอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง อุจจาระเหมือนน้ําซาวข้าวโดยไม่มีอาการปวดท้อง อาเจียน * กรณีที่มีลักษณะของการติดเชื้อ “ไม่ควรใช้ยาห้ามถ่ายเด็ดขาด“ การรักษาจะให้ยาต้านแบคทีเรีย ยาปฏิชีวนะ : Cotrimoxazole forte, Norfloxacin, ORS และยารักษาอาการ อื่นๆ ตามความจําเป็น ท้องเสียจากสารพิษจากเชื้อ : มักเรียกว่าอาหารเป็นพิษ มักพบในคนที่ทานอาหารร่วมกัน โดยจะมีอาการพร้อมกันหลายคนซึ่งอาการจะมากน้อย ต่างกันไปตามปริมาณอาหารที่ทานและภูมิต้านทานของแต่ละคน ตัวอย่างสารพิษจากเชื้อที่ทําให้เกิดอาการท้องเสีย 1. สารพิษจาก Staphylococcus aureus ซึ่งอาจปนอยู่ในสลัด ขนมจีน ราดหน้า อาหารประเภทเนื้อ น้ําปลา หวาน ซึ่งจะทําให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องบิดเป็นพักๆ โดยจะเกิดทันทีทันใด 2. สารพิษจากเชื้อ Streptococcus ซึ่งอาจปนเปื้อนในอาหารพวกเนื้อ เป็ด ไก่ ปู โดยหลังทานอาหารไป 4-12 ชั่วโมงจะมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัวร่วมกับท้องเสีย การรักษาภาวะอาหารเป็นพิษจะใช้วิธีรักษาเช่นเดียวกับท้องเสียจากการติดเชื้อ ท้องเสียที่ไม่มีการติดเชื้อ : ยาที่ใช้รักษาได้แก่ 1. ใช้ผงน้ําตาลเกลือแร่แก้ท้องร่วง (Oral Rehydration Salt : ORS) 2. ยาที่มีฤทธิ์ดูดซับให้ความเหลวของอุจจาระลดลง : kaolin, pectin, charcoal 3. ยาหยุดถ่าย : ใช้เมื่อจําเป็นเท่านั้น แต่เด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปี ไม่ควรใช้ยาหยุดถ่าย ข้อแนะน้าในการใช้ ORS วิธีผสม - ใช้ผงน้ําตาลเกลือแร่แก้ท้องร่วง 1 ซอง ผสมกับน้ําต้มสุกที่เย็นแล้วปริมาตร 750 มิลลิลิตร (ขนาด 750 มิลลิลิตร = 1 ขวดน้ําปลา) แล้วจิบดื่มแทนน้ํา - ผสมเองโดยใช้น้ําตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือปุนครึ่งช้อนชา ละลายในน้ําต้มสุกที่เย็นแล้ว 750 มิลลิลิตร - ใช้น้ําอัดลมที่เปิดให้ก๊าซออกแล้ว จากนั้นใส่เกลือลงไปครึ่งช้อนชา ข้อควรระวังในการใช้ใช้ผงน้้าตาลเกลือแร่แก้ท้องร่วง - ละลายแล้วใช้ภายใน 24 ชั่วโมง - คนเป็นโรคไต โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง - ในเด็กควรใช้ผงเกลือแร่สําหรับเด็ก - ในคนที่เป็นท้องเสียควรงดอาหารแข็ง รสจัด อาหารที่มีกาก เช่น ผัก ผลไม้ -
  • 46. หน้า | 42 การป้องกันการเกิดอาการท้องเสีย 1. ทานอาหารที่สุก ไม่มีแมลงวันตอม ดื่มน้ําที่สะอาด 2. ล้างมือก่อนทานข้าวและหลังถ่ายอุจจาระ 3. ถ่ายอุจจาระลงในส้วมที่มิดชิด เพื่อปูองกันการแพร่เชื้อ 4. สําหรับทารก  ควรเลี้ยงลูกด้วยน้ํานมแม่  ถ้าใช้นมขวดเลี้ยงทารก ควรต้มขวดในน้ําเดือดเพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อน  ควรฉีดวัคซีนปูองกันโรคตามอายุและดูแลสุขภาพเด็กให้แข็งแรง 6.ท้องผูก นิสัยการถ่ายของแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันออกไปทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อาหาร เครื่องดื่ม กิจกรรมที่ ทําในแต่ละวันตลอดจนยาที่ใช้รับประทานเป็นประจํา โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่จะถ่ายอุจจาระวันละ 1 ครั้ง แต่ในบางคนอาจ ถ่ายวันละ 3 ครั้งขณะที่บางคนอาจถ่ายวันเว้นวันซึ่งก็ไม่ถือว่าผิดปกติ แต่ถ้ามีอาการท้องผูกติดต่อกันหลายวันรวมทั้งมีอาการ อื่นร่วมด้วย เช่น ถ่ายอุจจาระน้อยครั้ง ถ่ายลําบาก อุจจาระแข็ง ต้องใช้เวลาในการถ่าย มีความรู้สึกว่าถ่ายไม่หมดแต่ถ่ายไม่ ออกอีก ท้องอืด ปวดท้อง อาจต้องทําการรักษา 6.1 สาเหตุของภาวะท้องผูก สาเหตุของภาวะท้องผูก สามารถแบ่งได้ดังนี้ 1. ทราบสาเหตุ - การกลั้นอุจจาระเมื่อปวด จัดเป็นสาเหตุของท้องผูกที่พบบ่อยที่สุด - โรคของลําไส้ ,ทวารหนัก - โรคของระบบประสาทและภาวะที่มีความเครียด - โรคของระบบร่างกาย เช่น ไทรอยด์ฮอร์โมนต่ํา - ยาบางชนิด 2. ไม่ทราบสาเหตุ โดยอาจมีอาการท้องผูกเรื้อรัง ท้องผูกสลับกับท้องเดินและปวดท้องร่วมด้วย 6.2 การรักษาภาวะท้องผูก 1. ฝึกนิสัยการถ่ายให้เป็นเวลา ไม่กลั้นอุจจาระเมื่อปวดท้อง 2. ทานอาหารที่มีเส้นใยมากขึ้น เช่น ผัก ผลไม้ที่มีกาก ข้าวกล้อง ธัญพืช ตลอดจนดื่มน้ําที่สะอาด 3. ใช้ยาระบาย ยาระบายจะทําให้อุจจาระอ่อนตัว ช่วยให้การถ่ายได้สะดวกขึ้นแต่ถ้าทานมากเกินไปอาจทําให้เกิดอาการท้องเสีย ได้ และหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะทําให้เกิดการติดยาและระบบขับถ่ายเสียได้ ยาที่กระตุ้นการบีบตัวของลําไส้ใหญ่ เช่น น้ํามันละหุ่ง กลุ่มเกลือแมกนีเซียม อาจมีผลให้กลับมาท้องผูกได้อีก ผู้ที่ท้องผูกเป็นประจําจึงไม่ควรใช้ยากลุ่มนี้ แต่ถ้า จําเป็นต้องใช้ยาระบายเป็นครั้งคราวควรเลือกชนิดที่เพิ่มกากอาหาร เช่น วุ้น เมล็ดแมงลัก ลูกพรุน รําข้าว methylcellulose และหยุดใช้ทันทีเมื่อหายท้องผูก
  • 47. หน้า | 43 7.ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ท้องอืด อาหารไม่ย่อย เป็นสาเหตุของการปวดท้องที่พบบ่อยที่สุดในคนทุกเพศทุกวัยซึ่งจะพบได้ในเพศหญิงมากกว่า เพศชาย เกิดจากมีกรด ลมในกระเพาะอาหาร ลําไส้มาก ทําให้เกิดอาการจุกเสียดแน่นบริเวณลิ้นปี่ อาจจะรู้สึกไม่สบายใน ท้องหลังรับประทานอาหาร 7.1 สาเหตุที่ท้าให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย 1. เกิดจากอาหาร พบว่าอาหารบางอย่างย่อยยาก เช่น อาหารที่มีไขมันสูง อาหารบางชนิดสามารถให้เกิดลมใน กระเพาะอาหารมาก เช่น ถั่ว เผือก น้ําอัดลม เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ 2. เกิดจากพฤติกรรม การคุยระหว่างรับประทานอาหาร รับประทานอาหารอย่างเร่งรีบเคี้ยวไม่ละเอียด คนที่ชอบเคี้ยว หมากฝรั่งมักจะกลืนลมเข้าไปในกระเพาะอาหารมากด้วย ทําให้ท้องอืดได้ นอกจากนี้ในคนที่นอนทันทีหลัง รับประทานอาหารก็จะเกิดอาการท้องอืดได้บ่อย 3. เกิดจากความผิดปกติของร่างกาย โรคหรือภาวะบางอย่างอาจส่งผลต่อระบบการย่อยอาหารได้ เช่น นิ่วในถุงน้ําดี โรคมะเร็งในทางเดิน อาหาร โรคตับ เป็นต้น 7.2 การรักษาอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย - เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม - ใช้ยา - ยาขับลม เช่น Mixture carminative ยาธาตุน้ําแดง ครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-4 ครั้ง ทานน้ํา ขิง น้ําตะไคร้ - ใช้ยาช่วยย่อย ซึ่งในเม็ดยาจะประกอบด้วยเอนไซม์ต่างๆ 8.พยาธิ พยาธิ พบได้บ่อยในคนที่ไม่มีการรักษาสุขอนามัยที่ดี เช่น การรับประทานอาหารดิบ กึ่งสุกกึ่งดิบ หรือ ไม่รักษา สุขอนามัยของตนเอง เช่น การไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร หลังจากการทําสวนทําไร่ การใช้มือเปล่ารับประทานอาหาร การไม่สวมรองเท้า เดินเท้าเปล่าในที่เปียกชื้น หรือขณะทําสวน ทําไร่ การปล่อยให้เด็กเล่นดินเล่นทราย 8.1 การจ้าแนกประเภทพยาธิ พยาธิสามารถแบ่งได้ง่ายๆ เป็น 2 ชนิด คือ 1. พยาธิตัวกลม : พยาธิเข็มหมุด พยาธิแส้ม้า พยาธิไส้เดือน พยาธิปากขอ Strongyloids 2. พยาธิตัวแบน : พยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้ในตับ
  • 48. หน้า | 44 ภาพที่ 3.2 ภาพของพยาธิชนิดต่างๆ พยาธิไส้เดือน พยาธิไส้เดือน พบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ พยาธิมักอาศัยอยู่ตามที่ชุ่มชื้นมีร่มเงา เช่น ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคเหนือ การติดต่อ คนที่ได้รับพยาธิโดยการกินผักที่ไม่สะอาด มีพยาธิปนอยู่ในดิน หรือรับประทานอาหารโดยไม่ล้างมือให้สะอาดก่อน ไข่พยาธิที่ผสมแล้วจะหลุดออกมากับอุจจาระ ตามดิน ทราย ผัก ฝุุนละออง พบว่าเมื่อคนทานอาหารและเครื่องดื่มที่ มีพยาธิปนอยู่ ไข่พยาธิจะเคลื่อนไปที่ลําไส้เล็ก อาการของคนที่มีพยาธิชนิดนี้จะปวดท้องเป็นๆ หายๆ มีลมพิษเรื้อรัง บาง คนอาจถ่ายหรืออาเจียนแล้วมีพยาธิออกมาด้วย เมื่อมีพยาธิมากขึ้นน้ําหนักตัวจะลดลงแม้ทานอาหารได้มาก ในบางคนอาจมี อาการเบื่ออาหารและภาวะของการขาดสารอาหาร นอกจากนี้พยาธิอาจเคลื่อนที่ไปยังอวัยวะอื่นๆ ของร่างกายทําให้เกิดความ ผิดปกติของร่างกายได้ ผู้ปุวยที่ติดเชื้อพยาธิส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ
  • 49. หน้า | 45 พยาธิเส้นด้าย (พยาธิเข็มหมุด) พยาธิเส้นด้าย (พยาธิเข็มหมุด) เป็นพยาธิตัวกลมขนาดเล็ก สีขาวคล้ายเส้นด้าย หัวแหลมท้ายแหลม ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร พบบ่อยที่ทวารหนัก มักพบในเด็ก มักจะพบพยาธิชนิดนี้ในเด็กเล็ก ลักษณะของพยาธิจะคล้ายเส้นด้าย พยาธิตัวแก่จะอาศัยในลําไส้ใหญ่ของคน พยาธิ ตัวเมียที่ถูกผสมแล้วจะเคลื่อนที่มาวางไข่ที่ก้นของคนที่เป็นพยาธิในช่วงเวลากลางคืน ทําใ ห้คันก้นมากและเมื่อใช้มือคัน ไข่ พยาธิจะติดที่ซอกเล็บ ปลายนิ้วมือ และเมื่ออมมือ กัดเล็บ ทานอาหารด้วยมือก็จะได้รับพยาธิชนิดนี้เข้าไปในร่างกายได้ ไข่ พยาธิอาจเปื้อนตามที่นอน เสื้อผ้า เก้าอี้นั่ง ดังนั้นถ้ามีคนในบ้านติดพยาธิเพียงคนเดียวก็อาจกระจายไปยังคนอื่ นได้ โรคนี้ สามารถเป็นๆ หายๆ ได้บ่อย เมื่อเด็กโตขึ้นจะมีโอกาสติดโรคได้ลดลงเนื่องจากสุขอนามัยดีขึ้น การรักษาการติดพยาธิชนิดนี้ ควรรักษาคนในบ้านทุกคนพร้อมๆ กัน และควรซักล้างผ้าปู เสื้อผ้าให้สะอาดด้วย ไข่พยาธินี้สามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึง 10 วัน ในอากาศแห้ง เด็กที่ติดเชื้อพยาธินี้มักมีอาการคันที่ทวารหนัก โดยเฉพาะ เวลากลางคืน เด็กจะนอนหลับไม่สนิทและร้องกวน งอแง เบื่ออาหาร น้ําหนักลด หงุดหงิด ปัสสาวะรดที่นอน พยาธิปากขอ พยาธิปากขอ พบมากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยและพบมากที่สุดทางภาคใต้ ซึ่งอากาศชุมชื้นตลอดปี พยา ธิ ชนิดนี้ติดเข้าร่างกายได้โดยการไชเข้าที่ผิวหนังที่เท้า จากการทานอาหารหรือดื่มน้ําที่มีตัวอ่อนพยาธิ จากนั้นจะเคลื่อนตัวไปยัง ลําไส้เล็ก ดังนั้น โรคนี้มักพบในคนที่เดินเท้าเปล่า เด็กที่ชอบเล่นดิน อาการเมื่อติดพยาธิจะมีตุ่มแดง คันบริเวณที่พยาธิไช จุก แน่นที่ยอดอก ปวดท้อง ท้องเดิน และเนื่องจากพยาธิจะดูดเลือดที่ผนังลําไส้ ผู้ปุวยจึงเกิดอาการซีด หน้ามืด อ่อนเพลีย เบื่อ อาหาร น้ําหนักลด การรักษาผู้ปุวยที่ติดพยาธิชนิดนี้ นอกจากการรักษาการติดพยาธิแล้วยังต้องให้ธาตุเหล็กในคนที่มีอาการ ซีดด้วย ในผู้ปุวยที่มีพยาธิน้อยมักไม่มีอาการ ในผู้ปุวยที่มีพยาธิมากจะมีอาการดังที่กล่าวด้านบน พยาธิตัวจี๊ด โรคนี้ได้บ่อยในคนที่มีประวัติชอบทานกุ้ง ปลาน้ําจืด กบ เขียด ปู นก หนู (ทานส้มฟัก ก้อย ปลาย่าง ) พบว่าพยาธิ ชนิดนี้จะคืบคลานไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ใต้ผิวหนัง ช่องท้อง ตา หู สมอง ไขสั นหลัง อาการของคนที่ติดพยาธิ ชนิดนี้จะพบรอยแดง ตึงตามผิวหนัง อาจมีอาการคัน ปวดจี๊ดๆ ซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะแห่งสามารถเกิดที่ส่วนไหนของร่างกายก็ได้ ซึ่ง จะมีขนาดไม่แน่นอนและเลื่อนไปเรื่อยๆ - ถ้าพยาธิตัวจี๊ดไชเข้าไขสันหลัง จะทําให้เกิดอาการปวดเสียวมากตามแขนขา ทําให้เป็นอัมพาตได้ - ถ้าพยาธิตัวจี๊ดไชเข้าสมอง จะปวดศีรษะอย่างรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน คอแข็ง ซึม หมดสติ - ถ้าพยาธิตัวจี๊ดไชเข้าปอด จะเกิดปอดอักเสบ, ปอดทะลุ, มีน้ําในช่องหุ้มปอด, ไอเป็นเลือด ปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าพยาธิตัวจี๊ดโดยตรง สําหรับการรักษาพยาธิชนิดนี้จะทําก ารรักษาตามอาการ และหากทานยา ต้องทานเป็นเวลานาน 14-21 วัน ผู้ที่สงสัยว่าติดเชื้อพยาธินี้ควรรีบไปพบแพทย์ พยาธิตัวตืด พยาธิตัวตืดที่พบได้บ่อยคือ พยาธิตืดวัวและพยาธิตืดหมู รูปร่างลักษณะ ตัวแบนเป็นปล้องๆ ต่อกันยาวคล้ายเส้นก๋วยเตี๋ยว บางครั้งยาวหลายเมตร ซึ่ งพบโรคพยาธิตัวตืดในภาคอีสาน มากกว่าภาคอื่น เนื่องจากมีพฤติกรรมการทานอาหารสุกๆ ดิบๆ การทานอาหารที่มีพยาธิจะเข้าไปจะทําให้ติดพยาธิได้หรือ การทานเนื้อหมูที่มีเม็ดสาคู ในคนที่เป็นพยาธิตัวตืดอาการจะไม่รุนแรงเพียงแต่เวลาถ่ายอาจเห็นเป็นปล้องพยาธิคล้ายเส้นกํวย
  • 50. หน้า | 46 เตี๋ยวหลุดออกมา บางคนอาจมีอาการหิวบ่อย ทานจุแต่น้ําหนักตัวลดลงร่วมกับมีอาการอ่อนเพลีย นอกจากนี้ยังอาจปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน ถ่ายอุจจาระบ่อย พบว่าการติดพยาธิตัวตืดหมูจะทําให้เกิดความผิดปกติรุนแรงกว่าพยาธิตืดวัวโดยตัวอ่อน ของพยาธิจะสามารถฟักตัวและไชเข้ากระแสเลือดเข้าไปอยู่ตามเนื้อเยื่อของร่างกาย ซึ่งอาจทําอันตรายต่ออวัยวะนั้นๆ ได้ เช่น สมอง กล้ามเนื้อ 8.2 การรักษาคนที่มีพยาธิในร่างกาย การรักษา : สามารถทําได้โดยใช้ยาถ่ายพยาธิ 1. พยาธิตัวกลม : Albendazole, Mebendazole ยากลุ่ม Albendazole และ Mebendazole ไม่สามารถฆ่าพยาธิตัวตืดได้และเมื่อตอนถ่ายอุจจาระจะไม่เห็นตัว พยาธิ 2. พยาธิตัวแบน : - พยาธิตัวตืด : Niclosamide + ยาระบายพวก Magnesium - พยาธิใบไม้ในตับ : Praziquantel 8.3 ข้อแนะน้าในการใช้ยาถ่ายพยาธิ - การใช้ยาถ่ายพยาธิจะต้องเคี้ยวก่อนกลืน เพื่อทําให้การออกฤทธิ์ของยาดีขี้น - ควรใช้ยาถ่ายพยาธิตอนที่ท้องว่าง - การถ่ายพยาธิ : ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงให้ถ่ายพยาธิทุก 6 เดือน แต่ ถ้าไม่มีปัจจัยเสี่ยงไม่จําเป็นต้องถ่ายพยาธิ - การเกิดพยาธิสามารถกลับเป็นใหม่ได้ ถ้ายังไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการทานเนื้อสุกๆ ดิบๆ ผักดิบๆ - การถ่ายพยาธิไส้เดือนในเด็ก หลังจากที่ถ่ ายพยาธิแล้วต้องทําความสะอาดผ้าปูที่นอน เพราะอาจมีพยาธิ หลงเหลือ 9.ริดสีดวงทวารหนัก ริดสีดวงทวารหนักเป็นโรคที่พบบ่อยมากโดยสามารถเป็นได้ทุกอายุ แต่ส่วนใหญ่พบในคนอายุเกิน 30 ปีขึ้นไป เป็น ในเพศชายมากกว่าเพศหญิงในอัตราส่วน 2:1 และเมื่ออายุมากขึ้นพบว่าโอกาสและความรุนแรงในการเกิดโรคจะสูงขึ้น 9.1 สาเหตุที่ท้าให้เกิดริดสีดวงทวารหนัก เกิดจากความดันในกลุ่มเส้นเลือดดําสูงเป็นเวลานาน ทําให้เนื้อเยื่อกลุ่มเส้นเลือดดํากับผนังลําไส้ใหญ่เกิดการยืดตัว เป็นผลให้กลุ่มเส้นเลือดดําขยายตัวมากขึ้นและมีผลต่อระบบเลือด ซึ่งหมายถึงเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดฝอย เกิดการเลื่อนตัว มาต่ํากว่าตําแหน่งเดิม เกิดเป็นริดสีดวงขึ้นมา โรคนี้มักเกิดในคนที่มีภาวะกดดันต่อหลอดเลือดดําบริเวณนี้นานๆ คนที่ เสี่ยงต่อโรคนี้ได้แก่ 1. คนที่รับประทานอาหารเผ็ดจัด 2. คนที่มีภาวะท้องผูก ท้องเสียเรื้อรัง 3. คนที่ดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก 4. อาชีพที่ต้องนั่ง ยืนนานๆ 5. ภาวะที่ทําให้การไหลเวียนเลือดไม่ดี เช่น การตั้งครรภ์ โรคอ้วน โรคมะเร็งตับ
  • 51. หน้า | 47 9.2 อาการของโรคริดสีดวงทวารหนัก อาการของโรคริดสีดวงทวาร สามารถแบ่งตามระดับความรุนแรงได้ดังนี้ ระยะที่ 1: เป็นระยะเริ่มต้น โดยเริ่มมีการยื่นของเส้นเลือดดําลงมาแต่มองจากภายนอก จะไม่เห็นติ่งหรือหัวริดสีดวง ระยะนี้อาจมีเลือดออกและมีอาการคัน ระยะที่ 2: หัวริดสีดวงทวารจะโตขึ้น เมื่อเบ่งถ่ายอุจจาระหัวริดสีดวงจะปลิ้นออกมาและเมื่อถ่ายเสร็จจะหดกลับได้ เอง อาจมีเลือดออกขณะถ่าย เบ่งอุจจาระ ระยะที่ 3: เมื่อเบ่งถ่ายอุจจาระหัวริดสีดวงจะปลิ้นออกมาและเมื่อถ่ายเสร็จจะไม่สามารถหดกลับได้เอง ต้องใช้นิ้ว มือดันเข้าไป ระยะที่ 4: เป็นระยะที่หัวริดสีดวงทวารมีขนาดโตมาก ทําให้โผล่มาคาอยู่ด้านนอก และไม่สามารถที่จะดันกลับเข้าไป ได้ 9.3 การรักษาโรคริดสีดวงทวารหนัก โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 1. อย่าให้ท้องผูก - อุจจาระให้เป็นเวลา - รับประทานผักและผลไม้มากๆ - ดื่มน้ําวันละมากๆ เพื่อให้อุจจาระอ่อนตัว - ออกกําลังกายอย่างสม่ําเสมอเพื่อช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น - ทําจิตใจให้สบาย สดชื่น - กรณีที่ความจําเป็น ให้ใช้ยาระบายชนิดที่ช่วยเพิ่มกากอาหารช่วยในการระบายท้อง 2. ปรับปรุงอุปนิสัยการถ่าย - ไม่กลั้นอุจจาระ - ไม่นั่งถ่ายอุจจาระนานเกินไป เพื่อไม่ให้มีแรงกดที่ทวารหนักมากเกินไป - การถ่ายอุจจาระเพียง 80-90% ถือว่าเพียงพอ ไม่จําเป็นต้องเบ่งถ่ายให้หมด - ทุกครั้งหลังถ่ายอุจจาระแล้ว ต้องทําความสะอาดให้ดีที่สุด 3. ไม่นั่งหรือยืนนานเกินไป 4. ปูองกันไม่ให้เกิดอาการท้องเดิน ท้องเสีย หรือท้องร่วงบ่อยๆ รวมทั้งท้องอืดท้องเฟูอด้วย 5. รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ - ดื่มน้ําให้มากพอทุกวัน - รับประทานอาหารที่มีกากมากๆ - งดรับประทานอาหารที่มีรสเผ็ด - งดอาหารที่ย่อยยาก - งดดื่มสุรา เบียร์หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ - หลีกเลี่ยงชา กาแฟซึ่งเป็นสาเหตุให้ท้องผูก โดยการใช้ยา : ยารับประทาน โดยใช้กลุ่มที่มีฤทธิ์บรรเทาปวด ลดการอักเสบ เพิ่มความแข็งแรงของหลอดเลือดร่วมกับ รูปแบบของยาเหน็บยาทาที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ โดยวิธีอื่น เช่น จี้ริดสีดวงออก หรือการผ่าตัด
  • 52. หน้า | 48 โรคนี้สามารถกลับเป็นซ้้าได้หากไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม สุขลักษณะ 10.แผลเปื่อยในปาก แผลร้อนใน แผลแอฟทัส เป็นอาการแผลเปื่อยในปากที่พบบ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งพบในเพศหญิงได้มากกว่า เพศชาย และพบได้มากที่สุดในวัยหนุ่มสาวสามารถหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดแผลที่แน่ ชัดแต่เชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับ ปฏิกริยาที่เกิดขึ้นทางภูมิต้านทานมักเกิดเมื่อมีความเครียด มีประจําเดือน ท้องผูก เป็นไข้ เรื้อรัง โดยอาการที่เกิดคือรู้สึกเจ็บในปาก มีแผลตื้นๆ ขอบแผลแดง ช่วงแรกที่เป็นจะเจ็บมาก จากนั้นจะค่อยๆ ทุเลาแ ละหาย ได้เองใน 7-14 วัน การรักษา 1. งดอาหารรสเผ็ดจัด จนกว่าแผลจะหาย 2. บ้วนปากด้วยน้ําเกลือ วันละ 2-3 ครั้ง 3. ทานยาแก้ปวด, ลดไข้ร่วมด้วยหากมีอาการ 4. ปูายแผลด้วยครีมสเตียรอยด์ เช่น Kenalog 5. ถ้าแผลไม่หายภายใน 3 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุอื่น 11.ลิ้นเป็นฝ้าขาว ลิ้นเป็นฝูาขาวเป็นความผิดปรกติที่เกิดจากเชื้อรา พบมากในทารก เด็กที่ขาดสารอาหาร คนที่ทานยาปฏิชีวนะเป็น เวลานาน คนที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาการคือจะมีฝูาขาวคล้ายคราบนมติดอยู่ที่ลิ้น กระพุ้งแก้ม เพดานปาก ไม่สามารถ เขี่ยคราบออกได้ ถ้าเป็นในเด็กจะทําให้เด็กเบื่ ออาหาร อาเจียน ท้องเดินได้ การรักษาทําได้โดยใช้เยนเชียนไวโอเลต ปูาย บริเวณที่เป็น วันละ 3-4 ครั้ง เป็นเวลา 5-7 วัน 12.ปวดฟัน ฟันผุ ฟันผุ เกิดจากการมีเศษอาหารค้างอยู่ตามซอกฟันทําให้แบคทีเรียที่อยู่บนคราบฟันย่อยเศษอาหารให้เป็นน้ําตาล เกิด สารที่เป็นกรดกัดกร่ อนชั้นเคลือบฟัน ทําให้เกิดอาการปวดเสียวฟันเวลาทานของร้อน เย็นจัด มีกลิ่นปาก หากปล่อยไว้ จนกระทั่งฟันผุทะลุจนถึงประสาทรากฟันจะทําให้อาการปวดเกิดรุนแรง ต่อมน้ําเหลืองบริเวณคอบวมและปวด เชื้ออาจ ลุกลามกลายเป็นไซนัสอักเสบหรือเกิดโลหิตเป็นพิษได้ การรักษา 1. ไปพบทันตแพทย์ 2. กรณีที่มีอาการปวด อักเสบเป็นหนองสามารถใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวดชั่วคราวได้ 3. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม : ไม่ทานขนมหวาน แปรงฟันให้ถูกวิธีวันละ 2 ครั้ง 13.เหงือกอักเสบ เหงือกอักเสบมีสาเหตุเกิดจากการรักษาความสะอาดในช่องปากไม่ดี เกิดการสะสมของแผ่นคราบฟันและหินปูนที่ มี เชื้อแบคทีเรีย ทําให้ขอบเหงือกที่ติดกับฟันบวมแดง มีเลือดออกง่าย เมื่ออาการรุนแรงขึ้นจะทําให้เหงือกร่น ฟันโยก เกิดถุง หนองในกระดูกเบ้ารากฟันได้
  • 53. หน้า | 49 การป้องกันและการรักษา 1. ควรไปพบทันตแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจเช็คฟัน ขูดหินปูน 2. ปูองกันการเกิดโรคโดยรักษาความสะอาดในช่องปากอย่างถูกวิธี 14.ปากนกกระจอก ปากนกกระจอก มีสาเหตุจากการขาดวิตามินบี 2 พบมากในเด็กวัยเรียนตามชนบท คนที่ไม่ชอบทานผักใบเขียว ถั่ว นม เนื้อสัตว์ ไข่แดง ตับ ผู้ปุวยโรคเรื้อรัง เช่น โรคท้องร่วงเรื้อรัง โรควัณโรค โรคขาดสารอาหาร อาการที่เกิดคือมี การอักเสบ แผลเปื่อยบริเวณมุมปากทั้ง 2 ข้าง เยื่อบุริมฝีปาก ทําให้ริมฝีปากมีลักษณะบางและแตกเป็นร่อง การรักษา ทําได้โดยการทานวิตามินบี2 วันละ 3 ครั้ง โดยจะเริ่มเห็นผลในเวลาไม่กี่วันหลังจากทาน และสามารถปูองกันได้โดย การทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี 2 สมุนไพรที่ใช้ในโรคระบบทางเดินอาหาร 1. ขมิ้นชัน ประโยชน์ทางยา : เคลือบแผลในกระเพาะอาหาร และช่วยขับลม วิธีใช้ : นําไปทําแกง หรือใช้เป็นผักจิ้ม ส่วนการใช้ในรูปยาแคปซูล หรือยาเม็ดนั้นไม่เป็นที่นิยมมากนัก เพราะราคาค่อนข้างสูง และ ถ้าจะให้ฤทธิ์เทียบเท่ายา จะต้องกินถึง 8 -10 แคปซูลต่อวัน ข้อควรระวัง : ขมิ้นชันเป็นของใต้ดิน เพราะฉะนั้นอาจมีความชื้น เชื้อรา และพิษจากเชื้อรา 2. กล้วยน้้าว้าดิบ ประโยชน์ทางยา : เคลือบแผลในกระเพาะอาหาร และลดอาการท้องเสีย วิธีใช้ : ฝานบางๆ นําไปตากแห้ง แล้วนําไปรับประทาน 3. เปล้าน้อย ประโยชน์ทางยา : เคลือบแผลในกระเพาะอาหาร วิธีใช้ : รับประทานยาแผนโบราณที่มีส่วนผสมของเปูาน้อย 4. ขี้เหล็ก ประโยชน์ทางยา : ช่วยระบาย เพราะมีสาร Anthraquinone ไปกระตุ้นการบีบตัวของลําไส้ วิธีใช้ : นําไปทําแกง ข้อควรระวัง : หากรับประทานมาก จะทําให้ลําไส้เฉื่อย คือ ไม่สามารถถ่ายเองได้ ต้องมีสารไปกระตุ้นลําไส้จึงจะถ่าย ให้แก้ไข โดยการ ออกกําลังกาย รับประทานกากใยเพิ่ม และค่อยๆลดการรับประทานขี้เหล็กลงนอกจากนี้การรับประทานขี้เหล็กลงใน ปริมาณมากยังทําให้เกิดอาการปวดมวนท้อง และปัสสาวะเป็นสีแดงได้ด้วย 5. มะขามแขก ประโยชน์ทางยา : ช่วยระบาย เพราะมีสาร Anthraquinone ไปกระตุ้นการบีบตัวของลําไส้
  • 54. หน้า | 50 วิธีใช้ : มีให้รับประทานในรูปของยาเม็ด Bisacodyl ข้อควรระวัง : หากรับประทานมาก จะทําให้ลําไส้เฉื่อย คือ ไม่สามารถถ่ายเองได้ ต้องมีสารไปกระตุ้นลําไส้จึงจะถ่าย ให้แก้ไข โดยการ ออกกําลังกาย รับประทานกากใยเพิ่ม และค่อยๆลดการรับประทานมะขามแขกลง 6. บุก ประโยชน์ทางยา : ช่วยระบาย เพราะมีสาร Glucomannan ช่วยดูดน้ํา ทําให้มวลอุจจาระมากขึ้น และลื่นขึ้น วิธีใช้ : รับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของบุก เช่น วุ้นเส้นบุก วุ้นบุกก้อน เครื่องดื่มบุกผง 7. เม็ดแมงลัก ประโยชน์ทางยา : ช่วยระบาย เพราะมีสาร Glucomannan ช่วยดูดน้ํา ทําให้มวลอุจจาระมากขึ้น และลื่นขึ้น วิธีใช้ : นํามาทําเป็นขนมหวานรับประทาน หรืออาจรับประทานในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนผสมของเม็ดแมงลัก 8. สาหร่ายทะเล ประโยชน์ทางยา : ช่วยระบาย เพราะมีสาร Glucomannan ช่วยดูดน้ํา ทําให้มวลอุจจาระมากขึ้น และลื่นขึ้น วิธีใช้ : รับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของสาหร่ายทะเล เช่น วุ้นต่างๆ หมายเหตุ : ทั้งบุก เม็ดแมงลัก และสาหร่ายทะเล สามารถช่วยลดอาการท้องเสียเรื้อรัง ที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อได้ ด้วย เพราะไปดูดน้ําในลําไส้ ทําให้ถ่ายเหลวน้อยลง 9. ใบชา ประโยชน์ทางยา : ลดอาการท้องเสีย วิธีใช้ : ชงเป็นเครื่องดื่ม 10. ฝรั่งดิบ ประโยชน์ทางยา : ลดอาการท้องเสีย วิธีใช้ : รับประทานผลที่ดิบๆแข็งๆ 11. ขิง ประโยชน์ทางยา : แก้คลื่นไส้ อาเจียน วิธีใช้ : ดื่มน้ําขิง
  • 55. หน้า | 51 ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ยาที่ใช้แก้ปวด โรคเก๊าต์และข้ออักเสบรูมาตอยด์ DRUG USED IN PAIN, GOUT AND ARTHRITIS 1. Drug Used in Pain Opioid or Narcotic Analgestics drugs Non-Opioid analgesics drugs NSAIDs Paracetamol Pyrazolones- derivatives Adjuvant analgesic drugs Anticonvulsant Antidepressant Antianxiety A n t i x i o l y t i c A n t i x i o l y t i c A n t i x i o l y t 2.Drugs Used in Gout Acute Chronic Colchicine NSAIDs Corticosteroids Uricosurics agent Allopurinol 3.Drugs Used in Rheumatoid Arthritis Gold compound Antimalarial Drugs Methotrexate
  • 56. หน้า | 52 1. ยาที่ใช้แก้ปวด (Drug Used in Pain) อาการปวด (Pain) เป็นความรู้สึกที่แสดงการรับรู้หรือตอบสนองที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายรับรู้ว่ามีอันตรายหรือความ ผิดปกติเกิดขึ้นแก่ร่างกาย โดยจะมีตัวรับความเจ็บปวด (pain receptors) กระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ที่ ผิวหนัง อวัยวะภายใน หลอดเลือดและเนื้อเยื่อต่างๆ ระดับความรุนแรงของอาการปวด 1. Mild pain 2. Mild to moderate pain 3. Moderate to severe pain 4. Severe pain อาการปวดในข้อ 1, 2 ใช้ยาแก้ปวดในกลุ่ม non-narcotic ส่วนอาการในระดับข้อ 3,4 นั้น ต้องใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม narcotic จึงจะสามารถระงับอาการปวดได้ ประเภทของยาระงับปวด  ฝิ่นและอนุพันธ์ของฝิ่น (Opioid or Narcotic analgestics drugs)  Non opioid analgesic drugs  Adjuvant analgesic drugs ในบทนี้จะศึกษาในเรื่อง Non opioid analgesic drugs และ Adjuvant analgesic drugs 1. Non opioid analgesic drugs ยาในกลุ่มนี้สามารถแบ่งออกได้ดังนี้ 1.1 NSAIDs (Non Steroidal Anti-Inflammatory Drugs) 1.2 Paracetamol หรือ Acetaminophen 1.3 Pyrazolone derivative 1.1 NSAIDs (Non Steroidal Anti-Inflammatory Drugs) ยาบรรเทาอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา 1. ฤทธิ์ลดการอักเสบ ออกฤทธิ์ยับยั้งการทํางานของ cyclooxygenase enzyme; COX (ซึ่งเป็นเอนไซม์ในขบวนการ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดการอักเสบภายในร่างกาย ) ใน arachidonic metabolism เพื่อสังเคราะห์ Prostaglandin (PG) ซึ่ง เป็นสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบของร่างกายขึ้น ดังรูปที่ 1 2. ฤทธิ์บรรเทาอาการปวด จะออกฤทธิ์ระงับปวดในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง (Mild to moderate pain) ตําแหน่ง ของการออกฤทธิ์โดยยับยั้งการสังเคราะห์ Prostaglandins ที่ peripheral tissue เป็นส่วนมาก โดยยับยั้งการทํางานของ cyclooxygenase enzyme เป็นผลให้การสร้าง prostaglandins ลดลง นอกจากนี้ฤทธิ์เสริมการออกฤทธิ์ของ mediators อื่นๆ ที่ทําให้เกิดอาการปวดของ prostaglandins ก็ลดลงเช่นกัน 3. ฤทธิ์ในการลดไข้ จะออกฤทธิ์ลดไข้ในระบบประสาทส่วนกลางที่ hypothalamus โดยยับยั้งการหลั่ง prostaglandins ที่บริเวณดังกล่าว เพราะ prostaglandins เป็นสารที่ทําให้สมดุลของอุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนแปลงไป และ NSAIDs ยังลดผลของ pyrogens ที่เป็นตัวกระตุ้นให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นอีกด้วย
  • 57. หน้า | 53 รูปที่ 1 แสดง arachidonic metabolism และขั้นตอนที่ NSAIDs ออกฤทธิ์ลดการอักเสบ 4. ฤทธิ์ต้านการท้างานของเกร็ดเลือด NSAIDs จะยับยั้งการสังเคราะห์ Thromboxane A2 จากเกร็ดเลือดซึ่งเป็นสาร ที่ทําให้เกร็ดเลือดมารวมตัวกัน มีผลทําให้เกิดความบกพร่องของระบบห้ามเลือด (Homeostatic effect) และอาจนําไปสู่ อาการเลือดไหลไม่หยุดได้ โดยเฉพาะผู้ปุวยที่มีความผิดปกติของระบบห้ามเลือด (Bleeding disorder) การจ้าแนกประเภทของยาในกลุ่ม NSAIDs  Salicylate group เช่น Aspirin, Sodium Salicylate เป็นต้น (Salicylate Group ในที่นี้จะพูดถึงเฉพาะ aspirin)  Non-salicylate group เช่น Indomethacin, Ibuprofen, Piroxicam, Nabumetone เป็นต้น ASPIRIN เป็น NSAIDs ในกลุ่ม Salicylate ที่ยับยั้ง Cyclooxygenase Enzyme โดยไป acetylated ที่โครงสร้างของ enzyme มีผลทําให้ยับยั้งการทํางานของ enzyme แบบถาวร (Irreversible) ซึ่งเป็น NSAIDs ตัวเดียวที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการ ทํางานของเอนไซม์อย่างถาวร ข้อบ่งใช้ 1. ลดไข้ แก้ปวด 2. ลดการอักเสบ 3. บรรเทาอาการปวดและอักเสบใน Rheumatoid arthritis ขนาดที่ใช้ ระงับปวด ลดไข้ ขนาด 325 – 650 mg ทุก 4 ชั่วโมงสําหรับผู้ใหญ่ รูปแบบ tablet , enteric coated tablet , rectal suppository Phospholipid Arachidonic acid Phospholipase A2 Lipoxygenase enzyme Cyclooxygenase enzyme Inhibit by NSAIDs Leukotrienes HETE Thromboxane A2 Prostaglandin s
  • 58. หน้า | 54 อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา 1. ระบบทางเดินอาหาร ทําให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารแล ะอาจทําให้เกิด GI bleeding ได้ จึงต้องให้ยาหลังอาหาร ทันทีและดื่มน้ําตามมากๆ 2. มีการเปลี่ยนแปลงระดับกรดยูริกในร่างกาย  Aspirin ในขนาดต่ํา (1-2 กรัม/วัน) จะทําให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้นได้ เนื่องจาก aspirin ซึ่งมี คุณสมบัติเป็นกรดจะแย่งกับกรดยูริกในการขับออกจากร่างกาย  Aspirin ในขนาดสูง (> 5 กรัม/วัน) จะทําให้กรดยูริกในเลือดต่ําลง เนื่องจากยาไปยับยั้งขบวนการ reabsorption ของกรดยูริก ดังนั้นจึงไม่ควรให้ Aspirin ในคนที่มีระดับกรดยูริกในเลือดสูงหรือในโรค gout 3. การแพ้ยา จะปรากฏอาการ เช่น ลมพิษแบบเฉียบพลัน (Acute urticaria), angioedema และในบางรายอาจ รุนแรงจนเกิด anaphylaxis ได้ 4. ระบบประสาท เมื่อระดับยาในเลือดสูง Aspirin ทําให้เกิด salicylism ซึ่งมีอาการหูอื้อ มีเสียงในหู วิงเวียน ปวด ศรีษะ ตาพร่า สับสน เหงื่อออก คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง 5. ระบบไหลเวียนโลหิต แอสไพริ นยับยั้ง Cyclooxygenase enzyme ของเกร็ดเลือดอย่างถาวร ทําให้เกร็ดเลือดไม่ สามารถสร้าง Thromboxane A2 ได้ตลอดอายุของเกร็ดเลือด ทําให้ยามีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มกันของเกร็ดเลือด (antiplatelet aggregation) อยู่ตลอดอายุการทํางานของเกร็ดเลือด (7-11 วัน) ต่อการกินยา aspirin 1 ครั้ง 6. ผลต่อระบบทางเดินหายใจ สามารถเหนี่ยวนําให้เกิดหลอดลมหดตัวได้ จากการที่ยับยั้งการทํางานของ prostaglandins ซึ่งปกติ prostaglandins จะทําให้หลอดลมขยายตัว เมื่อให้ aspirin จึงมีผลทําให้หลอดลมหดตัวได้ 7. ผลต่อมดลูกและการตั้งครรภ์ เนื่องจาก Prostaglandins มีผลทําให้มดลูกหดตัวอย่างแรง Aspirin จึงมีผลทําให้การ ตั้งครรภ์เนิ่นนานออกไป นอกจากนี้ยังทําให้เสียเลือดขณะคลอด เลือดหยุดยากในแม่และทําให้เกิดเลือดออกในสมองของลูก (Intracranial Hemorrhage) ได้ 8. ผลต่อไต เนื่องจาก Prostaglandins มีผลทําให้หลอดเลือดที่ไตขยายตัว มีปริมาณเลือดไปเลี้ยงที่ไตมากขึ้น NSAIDs จะลด GFR และ Renal Blood Flow ซึ่งต้องระวังในผู้ปุวยโรคไต 9. อื่นๆ มีผลต่อตับ ผิวหนัง เป็นต้น ข้อห้ามใช้ 1. สตรีมีครรภ์ระยะใกล้คลอด (Third or last trimeter) 2. ผู้ปุวยที่เป็นแผลในระบบทางเดินอาหาร 3. ผู้ปุวยหอบหืด 4. เด็กและวัยรุ่นที่ติดเชื้อไวรัส เพราะจะทําให้เกิด Rye’s syndrome ได้ 4. ผู้ปุวยไข้เลือดออก การปุวยโรคนี้มีผลทําให้หลอดเลือดฝอยเปราะ และเกร็ดเลือดต่ํา จึงทําให้มีตุ่มรอยเลือดออกเป็น จุดแดงๆ ข้อควรระวัง 1. ผู้ปุวยที่มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด 2. ผู้ปุวยโรคไต
  • 59. หน้า | 55 ปฏิกิริยาต่อกันของยา 1. ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Oral anticoagulant) เช่น Heparin 2. ยาขับกรดยูริก (Uricosuric agent) 3. ยาที่ทําให้ปัสสาวะมี pH เปลี่ยนแปลง เช่น Vitamin C, Ammonium chloride มีผลทําให้ pH ของปัสสาวะเป็น กรด , Antacid มีผลทําให้ pH ของปัสสาวะเป็นด่าง เป็นต้น ยาเหล่านี้จะมีผลต่อการขับ aspirin ออกจากร่างกาย เนื่องยา aspirin มีคุณสมบัติเป็นกรด Non Salicylate Group ข้อบ่งใช้ ลดไข้ ระงับปวด ลดอาการอักเสบ มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับแอสไพริน อาการไม่พึงประสงค์ 1. ระบบทางเดินอาหาร จะระคายเคืองระบบทาง เดินอาหาร โดยเฉพาะที่กระเพาะอาหาร ยาที่พบว่าระคายเคือง กระเพาะอาหารมาก ได้แก่ Mefenamic acid และ Piroxicam แต่ไม่มากเท่าแอสไพริน นอกจากนี้ mefenamic acid ยัง อาจทําให้ท้องเสียได้อีกด้วย 2. ระบบประสาทส่วนกลาง อาจทําให้เกิดอาการปวดศรีษะ มึนงง หูอื้อ ง่วงซึม เป็น ต้น ยาที่มีผลต่อระบบนี้ คือ Indomethacin 3. ผลต่อไต ผลคล้ายแอสไพริน ยาที่พบผลนี้มาก คือ Fenoprofen 4. ผลต่อระบบเลือด มีผลต่อระบบเลือดจากการที่ยับยั้งการสร้าง ThromboxaneA2 ทําให้ยามีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่ม ของเกร็ดเลือด (antiplatelet aggregation) แต่ผลดังกล่าว ไม่มากเท่าแอสไพริน เพราะยาในกลุ่มนี้ยับยั้งเอนไซม์ cyclooxygenase แบบชั่วคราว (reversible) เมื่อหยุดใช้ยาเกร็ดเลือดก็สามารถกลับมาสร้าง Thromboxane A2 ได้ ตามปกติ 5. อื่นๆ เช่น ผิวหนัง ตับ เป็นต้น ยาบางตัวในกลุ่ม NSAIDs ได้มีการทําในรูป prodrug เพื่อแก้ปัญหา การระคายเคืองกระเพาะอาหาร เช่น ยา Sulindac, Fenbufen เป็นต้น แม้จะสามารถลดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาที่มีในระบบทางเดินอาหารได้ แต่ยา ดังกล่าวก็สามารถผ่าน enterohepatic circulation และหลั่งออกมากับน้ําดีสู่ทางเดินอาหารอีกครั้งในรูปที่สามารถออกฤทธิ์ ได้ (active form) ซึ่งยังมีผลระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร การแก้ผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารของยา NSAIDsจะ ใช้ยากลุ่ม prostaglandin analog ควบคู่ไปด้วย แต่เนื่องจากราคาของ prostaglandin analog ค่อนข้างแพง บางครั้งอาจ พิจารณาให้ NSAIDs ร่วมกับ PPI หรือ H2-receptor antagonist แทน NSAIDs ที่ออกฤทธิ์สั้น (t1/2 = 1-8 ชั่วโมง) ใช้สําหรับระงับอาการปวดเฉียบพลันและใช้ไม่นาน ได้แก่ Indomethacin, Ibuprofen, Ketoprofen, Salicylate (low dose), Meclofenamate, Mefenamic acid, Etodolac NSAIDs ที่ออกฤทธิ์ปานกลาง (t1/2 = 10-20 ชั่วโมง) ได้แก่ Fenbufen, Diflunisal, Naproxen, Sulindac, Salicylate (high dose) NSAIDs ที่ออกฤทธิ์ยาว
  • 60. หน้า | 56 ได้แก่ Nabumetone, Piroxicam (t1/2 = 24-36 ชั่วโมง) Phenylbutazone (t1/2 > 48 ชั่วโมง) รายชื่อยา NSAIDs และขนาดที่ใช้ ชนิดของ NSAIDs ขนาดที่ใช้ Aspirin Indomethacin Ibuprofen Diclofenac Naproxen Meclofenamate Tiaprofenic acid Fenbufen Sulindac Diflunisal Piroxicam Ketoprofen Tenoxicam Nabumetone Tolmetin sodium 60-100 mg/kg/d 75-200 mg/d 1200-2400 mg/d 3-4 mg/kg/d 15 mg/kg/d 3-7.5 mg/kg/d 600 mg/d 600-900 mg/d 400 mg/d 500-1000 mg/d 0.3-0.5 mg/kg/d 50-100 mg/d 20-40 mg/d 1000 mg/d 1200 mg/d 1.2 Paracetamol หรือ Acetaminophen มีฤทธิ์ระงับปวด ลดไข้ แต่ไม่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบหรือมีแต่น้อย เพราะกลไกการออกฤทธิ์คือ ยับยั้งการ สร้าง prostaglandins ที่ระบบประสาทส่วนกลาง (CNS) ซึ่งมีผลต่อการเกิดอาการปวดหรือมีไข้เท่ากับ aspirin ส่วนการ ยับยั้งการสร้าง prostaglandins ที่ peripheral tissue (ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดการอักเสบ) paracetamol ยับยั้งได้น้อยกว่า แอสไพรินถึง 10 เท่า ขนาดที่ใช้ 10 mg/kg ทุก 4-6 ชั่วโมง อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา 1. hypersensitivity พบไม่มากในขนาดการใช้ปกติ 2. อื่น ๆ พบได้น้อย เช่น neutropenia, pancytopenia ตัวเหลือง ตาเหลือง เป็นต้น พิษจากการได้รับยาเกินขนาด การได้รับ paracetamol ในขนาดมากกว่า 10 กรัมจะทําให้เกิดพิษต่อตับ (hepatic damage) และถ้ามากกว่า 15 กรัม จะทําให้เสียชีวิตได้
  • 61. หน้า | 57 การแก้พิษ โดยใช้ N-acetylcysteine ไปจับกับ metabolite ที่เป็นพิษของ paracetamol โดยก่อนให้ยาควรจะมีการทําให้ ผู้ปุวยอาเจียนหรือล้างท้องก่อน แล้วให้ activated charcoal ไปดูดซึมยาที่เหลือจากนั้นล้างท้องเอา activated charcoal ออกก่อน เพราะอาจจะดูดซับ N-acetylcysteine แล้วจึงให้ N-acetylcysteine 1.3 ยากลุ่ม Pyrazolones Derivative ยาในกลุ่มนี้ เช่น Phenylbutazone, Oxyphenylbutazone, Dipyrone เป็นต้น Phenylbutazone ใช้ได้ผลดีปานกลางในการลดการอักเสบในระยะสั้นๆ กรณีที่ใช้ยาอื่นไม่ได้ผลแล้ว เนื่องจากผลข้างเคียงของยา รุนแรง ผลข้างเคียง Bone marrow suppression เกิดไม่บ่อย แต่รุนแรง ซึ่งนําไปสู่ aplastic anemia และ agranulocytosis ได้ 2. Adjuvant Analgesic เป็นยาที่มีข้อบ่งใช้อื่น (ใช้รักษาโรคอื่น) แต่สามารถออกฤทธิ์ระงับอาการปวดได้ 2.1 ยากันชัก (Anticonvulsant) เช่น ใช้รักษาอาการปวดที่เกิดจากอาการอักเสบที่ปลายประสาท เช่น trigeminal neuralgia, glossopharyngeal neuralgia, various neuropathies, post-herpetic neuragia เป็นต้น ยาที่ใช้ มาก คือ carbamazepine 2.2 Antidepressant ที่นิยมใช้ คือ TCA (Tricyclic antidepressant) ออกฤทธิ์ทั้งในแง่ analgesics effect (บรรเทาอาการปวด) และ psychotropic effect (ผลต่อจิตใจ) ยาที่นิยมใช้คือ Amitryptylline, Doxepine, Despiramine เป็นต้น 2.3 ยาคลายกังวล (Antianxiety drugs) เช่น Benzodiazepine, Phenothiazine เป็นต้น สรุปหลักการทั่วไปในการใช้ยาแก้ปวด 1. หากเป็นอาการปวดที่รุนแรง ให้ใช้ยากลุ่ม Narcotic analgesic ถ้าเป็นระดับ Mild และ Moderate จะใช้ Non narcotic analgesic drug 2. หากเป็นการปวดที่เกิดจากการอักเสบให้ใช้ยากลุ่ม NSAIDs จะดีกว่า เพราะมีฤทธิ์ลดการอักเสบ 3. การใช้ยากลุ่ม NSAIDs ให้เริ่มในขนาดต่ําสุดที่สามารถควบคุมอาการได้ก่อน (สําหรับระงับอาการปวด) ถ้าอาการ ไม่ดีขึ้นอาจเพิ่มขนาดยาได้ทุก 1-2 สัปดาห์ จนกระทั่งถึงขนาดสูงสุดที่สามารถให้ยาได้โดยไม่เกิดอาการพิษจาก ยา หากไม่ได้ผลต้องพิจารณาเปลี่ยนยาตัวใหม่ ไม่ควรใช้ NSAIDs ร่วมกันหลายตัวในการระงับปวด เพราะ นอกจากจะไม่ได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นแล้วยังเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่เพิ่มขึ้นด้วย 4. การเลือกใช้ยาแก้ปวดให้พิจารณาจากโรค สภาวะผู้ปุวย และระดับความรุนแรงของความปวดเป็นหลัก เช่น ถ้า เป็นการปวดที่เกิดจากการอักเสบควรใช้ยากลุ่ม NSAIDs ถ้าเป็นการปวดที่เกิดจากสภาวะจิตใจควรใช้ยากลุ่ม Antidepressant, Antianxiety drug เป็นต้น ส่วนสภาวะของผู้ปุวยต้องพิจารณาว่าผู้ปุวยมีโรคประจําตัว หรือ มีการทํางานของระบบต่างๆ ในร่างกายที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น ไม่ควรให้ NSAIDs กับผู้ปุวย peptic ulcer, ผู้ปุวย โรคไต ผู้ปุวยโรคหอบหืด ไม่ควรใช้ paracetamol กับผู้ปุวยโรคตับ เป็นต้น
  • 62. หน้า | 58 ยาที่ใช้บรรเทาอาการปวดศีรษะ 1. Tension Headache คือ อาการปวดศรีษะที่เกิดจากความเครียด เป็นภาวะที่พบได้บ่อยมากในคนทั่วไป ประมาณ 80-90% ของผู้ที่มี อาการปวดศรีษะจะมีสาเหตุมาจากความเครียด พบในผู้ใหญ่มากกว่าในเด็กและพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย อาจมีสาเหตุได้ หลายอย่างเช่น ทํางานหนัก ใช้สมองมาก อารมณ์เครียด กังวลใจ นอนไม่พอ (นอนไม่หลับ) เป็นต้น ทําให้มีอาการปวดตึงของ กล้ามเนื้อตรงต้นคอและรอบๆ ศรีษะ การรักษาอาการปวดศรีษะชนิด Tension Headache มีหลายวิธี ส่วนยาที่ใช้ได้แก่ 1.1 Aspirin หรือ Paracetamol ให้ในขนาดของการระงับปวด ร่วมกับการพักผ่อนให้เพียงพอจะเป็นวิธีการที่ เหมาะสมกับการปวดเป็นครั้งคราว 1.2 Tricyclic antidepressant ใช้ในกรณีที่ปวดเรื้อรัง ยาที่ใช้ เช่น Amitriptylline, Nortriptylline เป็นต้น 1.3 Antianxiety drugs ได้ผลดีในการลดความวิตกกังวล กรณี severe หรือ chronic pain แต่ไม่ควรใช้ ติดต่อกันเป็นเวลานาน 2. Migraine โรคปวดศรีษะข้างเดียว (ลมตะกัง) พบได้ประมาณ 5 -10% ของประชากรทั่วไป พบได้ทุกอายุ แต่พบได้มากในช่วง อายุ 10-30 ปี พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โรคนี้มักเป็นๆ หายๆ เรื้อรังเป็นแรมปี เริ่มเป็นครั้งแรกตอนย่างเข้าหนุ่มสาว โดยเฉพาะผู้ปุวยหญิงมักเริ่มเป็นโรคนี้ตอนเริ่มมีประจําเดือน บางคนเริ่มเป็นโรคนี้ตั้งแต่เด็ก ซึ่งมักมีอาการปวดท้อง เมารถ เมา เรือด้วย มีน้อยคนที่จะมีอาการครั้งแรกเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป แต่ผู้หญิงที่เคยเป็นไมเกรมมาก่อน เมื่อถึงวัยประจําเดือนใกล้หมด (อายุ 40-50 ปี) อาจมีอาการปวดศรีษะบ่อยขึ้น เมื่ออายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป โรคนี้มักจะหายไปเอง คนที่เป็นโรคนี้เป็นประจํา มักเป็นคนประเภทเจ้าระเบียบ จุกจิก จู้จี้ ประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ปุวยไมเกรน มีประวัติว่าพ่อแม่เป็นโรคนี้ด้วย สาเหตุ จากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ซึ่งถ่ายทอดไปยัง ลูกหลานได้ ทําให้มีการหดและขยายตัวผิดปกติของหลอดเลือด แดงทั้งในและนอกกะโหลกศรีษะเป็นครั้งคราว เมื่อมีสาเหตุมากระตุ้นอาการปวดศรีษะเกิดเพราะมีการขยายตัวผิดปกติของ หลอดเลือดในบริเวณศรีษะที่อยู่นอกกะโหลกศรีษะ ส่วนอาการนํามาก่อนปวด (เช่น ตาพร่า ตาลาย) เป็นผลของการหดตัว ผิดปกติของหลอดเลือดแดงที่สมองหรือที่จอตา (Retina) จนประสาทส่วนนั้นรับเลือดไม่พอ แบ่งประเภทของยาที่ให้สําหรับ migraine เป็น 2 ประเภท คือ 2.1 Antimigraine จะให้ในขณะที่เกิด Acute migraine attack ซึ่งทําให้เส้นเลือดหดตัว 2.1.1 Ergotamine (Ergot Alkaloid) เป็น drug of choice ของการรักษา acute migraine attack โดยออกฤทธิ์เป็น serotonin agonist และ alpha adrenergic receptor agonist ควรให้ทันทีที่มีอาการปวด ไม่ควรใช้ในการปูองกัน เนื่องจากก่อให้เกิด การติดยาได้ถ้าให้มากกว่า 2 วัน/สัปดาห์ ยาเตรียมที่ใช้ 2.1.1.1 ergotamine tartrate มีการเตรียมในรูปผสมกับ caffeine เพื่อเพิ่มการดูดซึมของ ergotamine ขนาดที่ให้ ทางปาก 2 mg ถ้าไม่ดีขึ้นให้ซ้ําได้อีก 1 mg ทุก 30-60 นาที แต่ต้องไม่เกินวันละ 6 mg หรือสัปดาห์ละ 10 mg นอกจากนี้ยังให้ในรูปแบบพ่น, IM, SC และ Suppositoryอีกด้วย
  • 63. หน้า | 59 ข้อห้ามใช้ 1. ปวดศรีษะธรรมดา 2. โรคเกี่ยวกับหลอดเลือด 3. ความดันโลหิตสูง 4. โรคตับ ไต 5. สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร 6. โรคกระเพาะอาหารอักเสบ 7. โรคขาดสารอาหาร 2.1.1.2 Dihydroergotamine เป็นอนุพันธ์ของ Ergotamine มีฤทธิ์ทําให้หลอดเลือดหดตัว (Vasoconstrictor) น้อยกว่า Ergotamine อาการข้างเคียงน้อยกว่าและไม่ทําให้เกิดการติดยา รูปแบบยาที่ใช้ ได้แก่ SC, IM, IV หรือ Intranasal spray 2.1.2 Sumatriptan เป็น serotonin agonist ที่ออกฤทธิ์สั้น ใช้ได้ผลดีกว่า ergotamine ไม่ควรใช้ยานี้ภายใน 24 ชั่วโมง หลังการใช้ ergotamine เนื่องจากเสริมฤทธิ์ทําให้หลอดเลือดหดตัว (Vasoconstriction) ถ้าจะให้ ergotamine ควร ให้หลัง sumatriptan มากกว่า 6 ชั่วโมง รูปแบบยาได้แก่ ฉีด รับประทานและ nasal spray อาการข้างเคียงที่พบ คือ เมื่อให้โดยการฉีดจะเกิดอาการ tingling, flushing, burning ที่ ผิวหนังบริเวณฉีด และรู้สึกแน่นหน้าอก ไม่ควรใช้ยากับผู้ปุวยโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease; CAD), Menopause, เพศชายที่อายุมากกว่า 40 ปีและคนที่เสี่ยงต่อ CAD เช่น Hypertension, Hypercholesterolemia คนอ้วน ผู้ปุวยเบาหวาน สูบบุหรี่ เป็นต้น 2.2 Migraine Prophylaxis สําหรับผู้ปุวยที่มีอาการปวดบ่อยๆ ให้พยายามค้นหาสิ่งกระตุ้นให้ปวดแล้วหลีกเลี่ยงเสีย ถ้าไม่ทราบว่า สาเหตุคืออะไร หรือทราบแต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หรือยังปวดอยู่บ่อยๆ ควรให้ยาปูองกันไม่ให้ปวด การให้ยาจะใช้ในกรณีที่ เกิดอาการปวดศรีษะไมเกรน บ่อยกว่า 3 ครั้ง/เดือน หรือมีอาการปวดรุนแรง หรือให้ยา ergotamine รักษาอยู่และไม่ได้ผลดี โดยเลือกยาตัวใดตัวหนึ่งเพียงตัวเดียวและให้กินเป็นประจําทุกวัน จนกว่าจะดีขึ้น 2.2.1 Beta adrenergic blocking agents หรือ Beta Blocker ต้องเป็นยาที่ไม่มี intrinsic sympathomimetic activity (ISA) จึงจะสามารถใช้ปูองกัน ไม เกรนได้ ที่ใช้กันมาก คือ Propanolol และ Timolol 2.2.2 Serotonin antagonist  Methylsergide เป็น ergot alkaloid ขนาดที่ใช้ คือ 4-8 mg/d มีผลข้างเคียง ค่อนข้างมาก จึงเก็บไว้ใช้ในกรณีเป็นซ้ํา, refractory severe migraine และเมื่อใช้ยานานๆ ควรทิ้งช่วงหยุดการใช้ยานาน 1- 6 เดือน  Pizotifen, Cyproheptadine 2.2.3 Calcium channel blocker ได้แก่ Verapamil, nifedipine, cinnarizine, flunarizine
  • 64. หน้า | 60 2.2.4 Tricyclic antidepressant ได้แก่ Amitriptyline, Notriptyline, Doxepine ออกฤทธิ์โดย การ block reuptake ของ serotonin และ Norepinephrine ในระบบประสาทส่วนกลาง 2. ยาที่ใช้ในโรคเก๊าต์ โรคเก๊าต์ เป็นโรคปวดข้อเรื้อรังชนิดหนึ่งที่พบได้ไม่น้อย พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 9-10 เท่า ส่วนมากจะ พบในผู้ชายอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงพบได้น้อย ถ้าพบมักจะเป็นหลังวัยหมดประจําเดือน เป็นโรคที่มีทางรักษาให้ หายได้ แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาจมีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ อาการของโรคคือ ปวดและอักเสบบริเวณข้อที่เป็น เมื่อตรวจเลือดพบปริมาณกรดยูริกสูงกว่าปกติ (Hyperuricemia) และอาจมีปุุมก้อนขึ้นบริเวณที่เคยอักเสบบ่อยๆ เช่น ที่ข้อ นิ้วเท้า ข้อนิ้วมือ ข้อศอก ข้อเข่า รวมทั้งที่หู เรียกว่า Tophi สําหรับผู้ปุวยที่วัดระดับกรดยูริกในเลือดได้สูงกว่าปกติ โดยไม่มี อาการทางคลินิกอื่นเลย ไม่จัดเป็นโรค gout แต่จะเรียกว่า hyperuricemia ซึ่งค่าปกติของกรดยูริกในเลือดที่สามารถตรวจวัด ได้ คือ ชาย 7 – 7.5 mg/dl หญิง 6 – 6.5 mg/dl สาเหตุของโรคเก๊าต์ เกิดจากกรดยูริกในร่างกายที่มากเกินไป ซึ่งได้มาจาก 2 แหล่ง คือ 1. กรดยูริกในร่างกาย ซึ่งเป็นของเสียที่เป็นผลมาจากการเผาผลาญสาร purine และการสลายตัวของเซลล์ในร่างกาย จึงเป็นสิ่งที่พบได้เป็นปกติในเลือดของเราและจะถูกขับออกไปทางไต แต่ถ้าหากว่าร่างกายมีการสร้างกรดยูริกมากเกินไปหรือ ไตมีการขับกรดยูริกน้อยลง ก็จะทําให้มีกรดยูริกคั่งอยู่ในร่างกายมากผิดปกติ ซึ่งจะตกผลึกสะสมอยู่ตามข้อ ผิวหนัง ไตและ อวัยวะอื่นๆ ทําให้เกิดอาการไม่สบายต่างๆ นอกจากนี้กรดยูริกจะถูกเปลี่ยนมาจาก Xanthine โดยใช้เอนไซม์ xanthine oxidase 2. กรดยูริกจากภายนอก คือ กรดยูริกที่ได้จากการรับประทานอาหารที่มี purine สูง เช่น เครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก หน่อไม้ เป็นต้น สาเหตุของโรค ส่วนมากจะเกิดจาก metabolism ของ purine ในร่างกายเอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การรับประทาน อาหารประเภทที่มี purine มีผลน้อย และไม่ใช่สาเหตุสําคัญของการทําให้เกิดโรคเก๊าต์ ยาที่ใช้ 1. ยาต้านการอักเสบของข้อ หลังจากภาวะ hyperuricemia แล้วก็จะเป็นระยะข้ออักเสบเฉียบพลัน (Acute gouty attack) ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเกิด จาก 3 ปัจจัย คือ ผลึกโมโนโซเดียมยูเรตจับที่ข้อ เม็ดเลือดขาวชนิด PMN และ chemotactic factor ที่ปล่อยออกมาจากเม็ด เลือดขาว ในขณะที่มี phagocytosis ต่อผลึกโมโนโซเดียมยูเรตที่ข้อ จึงต้องให้ยาเพื่อต้านการอักเสบ 1.1 Colchicine กลไกการออกฤทธิ์ จะออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง PMN และการปล่อย Chemotactic factor จาก PMN ยา Colchicine มีข้อดีเหนือกว่ายากลุ่ม NSAIDs เนื่องจากสามารถให้ยาติดต่อกันนานได้เป็นปี เพราะไม่มีฤทธิ์ ระคายเคืองกระเพาะอาหารจนทําให้กระเพาะอาหารเป็นแผลหรือเลือดออกและไม่ทําให้การทํางานของไตบกพร่อง
  • 65. หน้า | 61 อาการไม่พึงประสงค์ (Adverse Drug Reaction) ท้องเสียเมื่อให้ยาเกินขนาด ดังนั้นควรให้ยาในขนาดที่แนะนําให้ใช้ ขนาดการรักษา  ระยะข้ออักเสบเฉียบพลัน 0.6 mg ทุก 4-6 ชั่วโมง (Maximum 4 เม็ด/วัน)  ปูองกันข้ออักเสบ 0.6 mg 1-2 เม็ด/วัน  ส่วนผู้ที่มีข้ออักเสบบ่อยๆ เช่น เดือนละ 1-2 ครั้ง ควรให้ติดต่อกันเป็นเวลานาน 1-2 ปี ควบคู่ไปกับการให้ยาลดกรด ยูริก จนแน่ใจว่าผลึกยูเรตถูกละลายออกจากบริเวณข้อจนหมดแล้ว จึงหยุดยา Colchicine 1.2 NSAIDs กลไกการออกฤทธิ์ ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง prostaglandins และรบกวน phagocytosis ของเม็ดเลือดขาว จึงลดการอักเสบได้ผลดี ยาที่นิยมใช้ เช่น Indomethacin, Ibuprofen, Naproxen, Piroxicam, Sulindac, Diclofenac เป็นต้น การให้ยา NSAIDs มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะรักษาให้ข้อหายอักเสบเท่านั้น จึงมักจะให้ไม่เกิน 5-7 วัน เพราะถ้าให้เป็นเวลานานจะเสี่ยงต่อ อาการไม่พึงประสงค์ของระบบทางเดินอาหารได้ 1.3 Corticosteroid กลไกการออกฤทธิ์ ออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ มีทั้งชนิดฉีดเข้าข้อ รับประทาน , Intramuscular (IM) และ Intravenous (IV) การให้ยา โดยการฉีดเข้าข้อเหมาะสําหรับการอักเสบของข้อหรือถุงน้ําเฉพาะที่เพียง 1-2 แห่ง ในผู้ปุ วยที่มีปัญหาไม่สามารถใช้ยา Colchicine หรือ NSAIDs ได้ ส่วนใหญ่การให้ในรูป IM หรือ IV ใช้ในกรณีที่ข้ออักเสบหลายข้อและมีภาวะอื่นที่เป็นข้อห้ามใน การใช้ NSAIDs และ Colchicine การให้ Steroid ทาง Systemic (รับประทาน, IM, IV) อาจทําให้เกิด Rebound หรือข้ออักเสบกําเริบได้ เมื่อหมด ฤทธิ์ยาต้องค่อยๆ ลดขนาดยาและถอนยา หรือใช้ Colchicine ปูองกันข้ออักเสบควบคู่ไปด้วย 2. ยาที่มีผลลดระดับกรดยูริกในเลือด ยาในกลุ่มนี้จะไม่มีผลลดการอักเสบจะใช้หลังจากที่อาการอักเสบของข้อหายไปแล้ว เนื่องจากว่าถ้าใช้ยาที่มีผลลด ระดับกรดยูริกขณะมีการอักเสบของข้อจะปวดมากยิ่งขึ้น 2.1 Uricosuric agent เป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการ Reabsorption ของกรดยูริกที่ proximal tubule ของไตมีผลทําให้เกิดภาวะ กรดยูริกสูงในปัสสาวะ ดังนั้นผู้ปุวยที่มีสภาวะการทํางานของไตผิดปกติจึงไม่ควรใช้ยาในกลุ่มนี้ นอกจากนี้ เมื่อ ให้ยาในกลุ่มนี้ แล้วต้องระวังการเกิดนิ่วในไต เพราะมีปริมาณกรดยูริกถูกขับออกทางไตมากขึ้น จึงมักให้ร่วม Sodium bicarbonate วันละ 2-6 กรัม เพื่อรักษา pH ของปัสสาวะให้เป็นด่างอยู่เสมอ 2.1.1 Probenecid
  • 66. หน้า | 62 ขนาดที่ใช้ สําหรับ Chronic gout arthritis เริ่มต้น 250 mg วันละ 2 ครั้ง ในสัปดาห์แรก ต่อจากนั้นให้ในขนาด 500 mg วันละ 2 ครั้ง ปกติระดับกรดยูริกในเลือดจะต่ําลงภายในเวลา 2-3 วัน หลังให้ยา ถ้าระดับกรดยูริกในเลือดไม่ลดต่ําลงหรือปริมาณ กรดยูริกที่ถูกขับออกมาทางปัสสาวะไม่เกิน 700 mg/day ก็อาจเพิ่มขนาดของยาที่ให้ได้ทุ ก 4 สัปดาห์ ครั้งละ 500 mg โดย maximum dose คือ 2-3 กรัม/วัน อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา 1. พบมาก ได้แก่ headache , anorexia ,GI upset ,nausea ,vomiting 2. พบน้อย ได้แก่ dizziness, flushing, sore gums, opecia, urinary frequency, leukopenia และ anemia ข้อควรระวังในการใช้ยา 1. ผู้ปุวยที่มีประวัติเป็นโรคกระเพาะอาหาร 2. ผู้ปุวยที่มีโรคประจําตัว Blood dyscrasia หรือ uric acid kidney stones 3. ผู้ปุวยที่มีสภาวะไตผิดปกติ 4. ผู้ปุวยที่มีภาวะ hypersensitivity ต่อยา probenecid ปฏิกิริยาต่อกันของยา เนื่องจากการยับยั้ง Reabsorption ที่ proximal tubule จึงมีผลต่อยาหลายตัว เช่น Methotrexate, Salicylate, Barbiturate, Sulphonylurea 2.1.2 Sulfinpyrazone ขนาดที่ใช้ สําหรับ Chronic gout arthitis เริ่มต้นด้วย 200-400 mg/วัน แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 1 สัปดาห์ หลังจาก นั้นให้ขนาด 400 mg/วัน แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง สามารถให้ยาในขนาดนี้จนสามารถควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดได้ จึงลดเป็น 200 mg/วัน และสามารถเพิ่มขนาดยาเป็น 800 mg/วัน ได้ ถ้ายังไม่สามารถควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดได้ อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา 1. พบมาก ได้แก่ Upset GI Disturbance ถ้าให้พร้อมอาหาร นม หรือ ยาลดกรด ก็จะช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์นี้ ได้ 2. พบน้อย ได้แก่ Rash, Blood dyscrasia เป็นต้น 2.1.3 Benzbromarone ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับยาตัวอื่นในกลุ่ม คือ ยับยั้ง Reabsorption ของกรดยูริกที่ proximal tubule เป็นยาใหม่ที่มักใช้ร่วมกับ allopurinol เพื่อเสริมฤทธิ์การลดปริมาณกรดยูริก 2.2 Xanthine Oxidase Inhibitor
  • 67. หน้า | 63 ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์ยับยั้ง xanthine oxidase enzyme ทําให้ Xanthine ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นกรด ยูริกได้ มีเพียงตัวเดียว คือ allopurinol 2.2.1 Allopurinol ขนาดที่ใช้ ผู้ใหญ่ 200- 300 mg/วัน สําหรับ Mild Gout 400-600 mg/วัน สําหรับ Moderate to Severe Gout โดยแบ่งให้ครั้งละไม่เกิน 300 mg ขนาดยาสูงสุด ไม่เกิน 800 mg/วัน เด็ก (6 -12 ปี) 1 mg/kg/วัน ทุก 6 ชั่วโมง ขนาดยาสูงสุดที่ให้ไม่เกิน 600 mg/วัน Allupurinol มีข้อดีกว่ายาในกลุ่ม Uricosuric agent คือ สามารถใช้กับผู้ปุวยโรคไตที่ไม่รุนแรง มีนิ่วในไต หรือมี การขับกรดยูริกทางปัสสาวะมากอยู่แล้วเพราะไม่มีผลยับยั้ง reabsorption ของกรดยูริก การให้ยาลดกรดยูริกในเลือด ต้องพยายามลดให้ระดับกรดยูริกต่ํากว่า 7 mg% ในเลือด เพื่อให้มีการละลายกรดยูริก จาก tophi ต่างๆ ออก อาจต้องให้ยาไปเรื่อยๆ มีการปรับระดับยามากน้อยแล้วแต่ระดับกรดยูริกและต้องตรวจวัดระดับกรด ยูริกในเลือดเป็นระยะๆ ค้าแนะน้าเพิ่มเติมส้าหรับผู้ป่วยโรคเก๊าต์ 1. หลีกเลี่ยงอาหารประเภทเครื่องในสัตว์ เพราะมี purine อยู่มาก จะทําให้โรคกําเริบได้ 2. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่ม alcohol 3. ยาที่ใช้ใน Rheumatoid Arthritis Rheumatiod Arthritis พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย มีข้ออักเสบหลายข้อ (มากกว่า 3 ข้อขึ้นไป) ที่พบบ่อย คือ ข้อมือ ข้อโคนนิ้วมือ ข้อเข่า ข้อเท้าและข้อกลางนิ้วมือ มีอาการฝืดในช่วงตื่นนอนตอนเช้า (Morning Stiffness) และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ไข้ต่ําๆ เบื่ออาหาร น้ําหนักลด เป็นต้น อาการดังกล่าวจะต้องมีอยู่อย่างน้อย 6 สัปดาห์ จึงจะเชื่อว่าเป็น Rheumatoid Arthritis จริง ยาที่ใช้ใน Rheumatoid Arthritis เนื่องจากการดําเนินของโรคมี 2 ระยะ จึงแบ่งประเภทของยาตามลักษณะของการดําเนินโรค 1. การอักเสบระยะเริ่มแรก จะเริ่มด้วยยาลดการอักเสบประเภทที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) โดยยาที่นิยมใช้มาก คือ Aspirin การใช้ยาในกลุ่มนี้ รักษาต้องรอดูผลประมาณ 2-3 สัปดาห์ก่อน ถ้าไม่ได้ผลก็จะมีการเพิ่มขนาดยาจนถึงระดับที่ผู้ปุวยทนได้แล้วรอผลดังกล่าวอีก ประมาณ 2 สัปดาห์ ถ้าไม่ได้ผลก็เปลี่ยนไปใช้ยาขนานอื่น ซึ่งถ้าไม่ใช้ NSAIDs ก็จะใช้ Corticosteroid ได้ แต่จะไม่ให้เป็น เวลานาน 2. การรักษาข้ออักเสบที่เป็นติดต่อกันมานาน จะให้การรักษาต่อหลังจากที่ผู้ปุวยได้รับ NSAIDs หรือ Corticosteriod มาแล้ว ยาที่ใช้รักษาคือ ยากลุ่มที่ชะลอหรือ ปรับกระบวนการของโรคข้อ (Disease Modifying Antirheumatic Drugs; DMARDs) หรือ Remission inducing drug มี
  • 68. หน้า | 64 คุณสมบัติที่แตกต่างจากยากลุ่มแรก คือ ทําให้กระบวนการของโรคบรรเทาลงหรือสงบ ยาออกฤทธิ์ช้าใช้เวล าประมาณ 4 สัปดาห์จึงจะเห็นผลการรักษา ดังนั้นในช่วงแรกที่รักษาอาจต้องให้ยาลดการอักเสบในขนาดต่ําๆร่วมด้วย ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ 2.1 สารประกอบทองค้า (Gold Compound) เป็นยาที่เก่าแก่ที่สุด มีทั้งรูปแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อและชนิดรับประทาน รูปแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (IM) ที่นิยมมากในปัจจุบัน คือ Gold Sodiumthiomalate และ Gold thioglucose แต่ที่มีจําหน่ายในประเทศไทยมีเพียง Gold Sodiumthiomalate รูปแบบรับประทานที่ใช้กันแพร่หลายมีเพียงชนิดเดียว คือ Auranofin เพราะยาอื่นๆ มักดูดซึมได้ไม่ดี กลไกการออกฤทธิ์ ยังไม่ทราบแน่ชัด เชื่อว่ายาไปทําให้โรคดีขึ้น เนื่องจากผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน การใช้ยา กลุ่ม Gold compound รักษา Rhuematoid arthritis ได้ผลดี แต่มีราคาแพง จึงสงวนไว้ใช้ในรายที่มีอาการรุนแรง และไม่สามารถใช้ยาอื่นควบคุมโรค ได้ พิษของ Gold Compound พบว่าการได้รับสารประกอบทองคํา โดยการฉีดจะเกิดพิษมากกว่าการรับประทาน 1. ปฏิกิริยาหลังฉีด  Vasomotor Reaction เกิดทันทีหลังฉีดยา โดยมีอาการหน้าแดง อ่อนเพลีย มึนงง เหงื่อแตก คลื่นไส้ อาเจียน ในบางรายอาจเกิดความดันโลหิตต่ํา หมดสติได้ พบประมาณร้อยละ 34  Nonvasomotor Reaction เกิดอาการภายใน 24 ชั่วโมงหลังฉีด โดยมีอาการปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย เมื่อยล้าและอาจข้อบวมมากขึ้น อาการคงอยู่ 2-3 วันก็หาย ในรายที่ทนไม่ได้แก้ไขโดยเปลี่ยนไปใช้ Auranofin แทน อาการไม่พึงประสงค์ชนิดนี้พบได้ประมาณร้อยละ 15 2. พิษต่อผิวหนังและเยื่อบุ พบได้บ่อยที่สุด ประมาณร้อยละ 60-80 ของอาการข้างเคียงที่เกิดจากสารประกอบทองคํา มักพบภายหลัง หลังจาก ใช้ยาไป 2-3 เดือน จะมีผื่นขึ้น ถ้าไม่รุนแรงก็จะพบที่อวัยวะบางแห่ง แต่ถ้ารุนแรงก็จะพบได้ทั่วร่างกาย อาจเกิดการอักเสบ เป็นแผลที่เยื่อบุในช่องปาก ลิ้น หรือเหงือก อาการมักหายเองภายใน 2-4 เดือน แต่บางรายที่มีผื่นอยู่นานอาจต้องใช้ยากลุ่ม antihistamine หรือ steriod ช่วยลดอาการ 3. พิษต่อไต ทําให้เกิด proteinuria, nephrotic syndrome 4. พิษต่อระบบเลือด พบบ่อยที่สุด คือ Eosinphilia พบไม่บ่อยแต่รุนแรง คือ aplasia ของไขกระดูก 2.2 ยาต้านมาลาเรีย (Antimalarial Drugs) ที่นิยมนํามาใช้ในปัจจุบัน คือ Chloroquine และ Hydroxychloroquine การตอบสนองต่อยาต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะได้ผลเต็มที่ ประสิทธิภาพของยาในกลุ่มนี้จะด้อยกว่า Gold compound และ D-penicillamine แต่พิษค่อนข้างน้อยกว่า อาการข้างเคียง พิษที่สําคัญและต้องระวังมากที่สุด คือ Retinopathy ซึ่งอาจทําให้ตาบอดได้ (เมื่อขนาดการใช้ยา Chloroquine มากกว่า 250 mg/d หรือ Hydroxychloroquine มากกว่า 450 mg/d) Hydroxychloroquine จะทําให้เกิดผลข้างเคียง
  • 69. หน้า | 65 น้อยกว่า Chloroquine ซึ่งได้แก่ อาการทางระบบทางเดินอาหาร ผิวหนังและผม ระบบประสาท และกล้ามเนื้อตา เช่น ปวด ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ผื่นคัน ผิวคล้ําขึ้น ปวดศรีษะ นอนไม่หลับ เป็นต้น 2.3 Methotrexate มีทั้งรูปแบบรับประทานและรูปแบบฉีด อาหารมีผลต่อการดูดซึม โดยจะลดการดูดซึมของ Methotrexate กลไกการออกฤทธิ์ยังไม่แน่ชัด สันนิษฐานว่าออกฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน หรือโดยการลดการอักเสบโดยตรง หรือทั้ง สองกลไก การใช้ยาระยะสั้นจะได้ผลดีและรวดเร็ว พิษและผลข้างเคียง ที่พบบ่อยคือ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องเสีย (อาการเหล่านี้จะดีขึ้นเอง ไม่ต้องใช้ยา) Stomatitis (อาจต้องลด ขนาดยาลง) อาการทางระบบเลือดและผมร่วง 2.4 Sulfasalazine สามารถให้โดยการรับประทานได้ ประสิทธิภาพในการรักษาทัดเทียมกับสารประกอบทองคําและ D- penicillamine แต่ Sulfasalazine จะออกฤทธิ์เร็วกว่า พิษและอาการข้างเคียง ที่พบบ่อยคือ ระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ คลื่นไส้ อาเ จียน ปวดท้อง การใช้ชนิด Enteric Coated จะสามารถลด อาการเหล่านี้ได้ ควรมีการทํา Complete Blood Count ทุก 1-2 เดือน เมื่อใช้ยา Sulfasalazine 2.5 D-penicillamine เป็น Metabolite ของ Penicillin การให้ยาควรให้ในขนาดต่ําสุดก่อนและเพิ่มขนาดขึ้นช้าๆ จนได้ผลดี ควรให้ยาก่อนอาการอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ผลข้างเคียง จากยาที่พบบ่อย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ผื่นที่ผิวหนัง ลิ้นไม่รู้รส ภาวะจํานวนเกร็ดเลือดต่ําและ Proteinuria ค้าแนะน้าเพิ่มเติมส้าหรับผู้ป่วย Rheumatoid Arthritis 1. ผู้ปุวยควรมีการบริหารข้อและกล้ามเนื้อต่างๆ เป็นประจําทุกวันร่วมกับการให้ยา 2. แนะนําผู้ปุวยที่ได้รับ NSAIDs ว่าต้องรับประทานหลังอาหารทันที สรุปการใช้ยาแก้ปวดในสภาวะต่างๆ 1. อาการปวดศรีษะแบบ Tension Headache ยาที่ใช้ คือ Aspirin, Paracetamol ร่วมกับการพักผ่อน ยากลุ่มอื่นๆ ที่ใช้คือ Tricyclic antidepressant, Antianxiety drug 2. อาการปวดศรีษะแบบ Migraine มี Drug of Choice คือ Ergotamine (Ergot alkaloid) มีผลทําให้เส้นเลือดหดตัว ยาอื่นที่ใช้คือ Sumatriptan นอกจากนี้หากมีอาการปวดไมเกรนบ่อยกว่า 3 ครั้ง/เดือน หรือปวดรุนแรงหรือใช้ยา Ergot ไม่
  • 70. หน้า | 66 ได้ผลจะใช้ยาสําหรับปูองกันไม่ให้เกิดอาการปวด ยาที่ใช้ได้แก่ยาในกลุ่ม Beta adrenergic blocker, Serotonin antagonist และ Calcium channel blocker และ Tricycliantidepressant ตัวใดตัวหนึ่ง โดยให้ยาเป็นประจําทุกวัน 3. ยาที่ใช้ในโรคเก๊าต์ แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่ 1 ยาต้านการอักเสบของข้อ ได้แก่ Colchicine, NSAIDs และ Corticosteroids ยาในกลุ่มนี้จะใช้เมื่อมีอาการอักเสบของข้อ ยาหลักที่ใช้คือ Colchicine เพราะสามารถให้ติดต่อกันได้เป็น เวลานาน ไม่มีฤทธิ์ระคายเคืองกระเพาะอาหารและไม่ทําให้การทํางานของไตบกพร่อง ส่วนยา NSAIDs ที่ห้ามใช้ในโรค Gout คือ Aspirin เพราะมีผลต่อระดับกรดยูริกในเลือด ส่วน NSAIDs ตัวอื่นสามารถใช้ได้ แต่ระยะเวลาในการให้ไม่เกิน 5-7 วัน ส่วน Corticosteroids ที่นิยมใช้อยู่ในรูปแบบฉีดเข้าข้อเป็นหลัก กลุ่มที่ 2 คือยาที่มีผลลดระดับกรดยูริกในเลือดคือ Uricosuric agent ได้แก่ probenecid และ sulfinpyrazone ยาออกฤทธิ์ยับยั้งการ Reabsorption ของกรดยูริกที่ไต จึง ต้องระวังการใช้ในผู้ปุวยโรคไต และยากลุ่มที่มีผลลดระดับกรดยูริกในเลือดอีกตัว คือ Allopurinol มีฤทธิ์ยับยั้งการทํางานของ Xanthine oxidase enzyme ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่สร้างกรดยูริกในร่างกาย ยาตัวนี้มีข้อดีคือ สามารถใช้ในผู้ปุวยโรคไตได้ 4. ยาที่ใช้ใน Rheumatoid arthritis แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ยาที่ใช้บรรเทาอาการอักเสบในระยะแรก ได้แก่ NSAIDs ยาที่นิยมใช้ คือ Aspirin กลุ่มที่ 2 คือ ยาที่มีผลชะลอหรือปรับเปลี่ยนกระบวนการของโรคข้อ (DMARDs) มีผลทําให้ กระบวนการดําเนินของโรคสงบลง แต่ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์ช้าและมีพิษมาก สมุนไพรที่ช่วยลดอาการปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ 1. บัวบก ประโยชน์ทางยา : ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ วิธีใช้ : นําใบบัวบกมาต้มเป็นเครื่องดื่ม หรือถ้าต้องการลดการอักเสบเฉพาะที่ให้ใช้ยารูปแบบครีมที่มีส่วนผสมของบัวบก ทาบริเวณที่อักเสบ 2. พริก ประโยชน์ทางยา : แก้ปวดข้อเรื้อรัง ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง วิธีใช้ : มีสูตรตํารับเจล ใช้ทาบริเวณที่ปวด ข้อควรระวัง : ผู้ใช้จะรู้สึกร้อนมากบริเวณที่ทา แต่เมื่อใช้ไปนานๆก็จะทนได้ 3. ดองดึง ประโยชน์ทางยา : แก้ปวดเกาต์ วิธีใช้ : มีสูตรตํารับยาเม็ดให้รับประทาน ข้อควรระวัง : ห้ามแนะนําผู้ปุวยเกาต์รับประทานรากดองดึงสดๆเด็ดขาด เพราะไม่สามารถควบคุมขนาดยาได้ สารในดองดึง สดๆอาจมีปริมาณมากเกิน ทําให้ผู้ที่รับประทานดองดึงสดๆเกิดอาการท้องร่วงรุนแรงได้ 4. ไพล ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber purpureum Rosc. ชื่อวงศ์ : ZINGIBRACEAE. ชื่อท้องถิ่น : ปูลอย ปูเลย (ภาคเหนือ) ว่านไฟ (ภาคกลาง) มิ้นสะล่าง (เงี้ยว - แม่ฮ่องสอน)
  • 71. หน้า | 67 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไพลเป็นพืชล้มลุก ลําต้นใต้ดินที่เรียกว่าเหง้า เหง้ามีขนาดใหญ่ มีเนื้อในสีเหลืองอมเขียวและมีกลิ่ นหอมเฉพาะ ลําต้นเทียมแทงขึ้นมาจากดิน ลําต้นสีเขียว มีใบออกตรงข้ามกัน ใบมีลักษณะยาวเรียว เนื้อในบางและปลายแหลม โคนใบแผ่ เป็นกาบหุ้มลําต้น ดอกออกเป็นช่อแทงจากดินโดยตรง มีกลีบประดับซ้อนกันแน่น มีดอกเหลืองอยู่ระหว่างกลีบประดับ ส่วนที่ใช้เป็นยา เหง้าแก่จัด รสและสรรพคุณ สรรพคุณแก้ฟกช้ํา บวม เคล็ดยอก ขับลม ท้องเดินและช่วยขับระดูประจําเดือนสตรี นิยมใช้เป็นยาหลัง คลอดบุตร การเตรียมยาสมุนไพรอย่างง่ายและวิธีใช้ 1. เหง้าไพลใช้เป็นยารักษาอาการเคล็ดขัดยอก ฟกช้ํา โดยใช้เหง้าประมาณ 1 เหง้า ตําแล้วคั้นเอาน้ําทา ถูนวด บริเวณที่มีอาการ หรือตําให้ละเอียดผสมเกลือเล็กน้อยคลุกเคล้า แล้วนํามาห่อเป็นลูกประคบอังไอน้ําให้ความร้อนประคบ บริเวณปวดเมื่อยและฟกช้ํา เช้าเย็น จนกว่าจะหาย 2.ทําเป็นน้ํามันไพลไว้ใช้ก็ได้ โดยเอาไพล หนัก 2 กิโลกรัม ทอดในน้ํามันพืชร้อนๆ 1 กิโลกรัม ทอดจนเหลืองแล้วเอา ไพลออก ใส่กานพลูผงประมาณ 4 ช้อนชา ทอดต่อด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณ 10 นาที กรองแล้วรอจนน้ํามันอุ่นๆ ใส่การบูรลง ไป 4 ช้อนชา ใส่ในภาชนะปิดฝามิดชิด รอจนน้ํามันเย็นจึงเขย่าการบูรให้ละลาย น้ํามันนี้ใช้ทาถูนวดวันละ 2 ครั้ง เช้า - เย็น หรือเวลาปวด (สูตรนี้เป็นของนายวิบูลย์ เข็มเฉลิม อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา)
  • 72. หน้า | 68 ระบบทางเดินปัสสาวะ Urinary Tract Infection 1. Uncomplicated UTI อาการ ปัสสาวะแสบขัด (dysuria) ปัสสาวะบ่อยกะปริดกะปรอย (frequent urinate) โดยเฉพาะตอนกลางคืน กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (urgency) ปวดหน่วงบริเวณหัวหน่าวและกดเจ็บ (suprabupic pain) อาจพบปัสสาวะมีหนองหรือเลือด มักไม่มีไข้ ยาที่เลือกใช้ควรเป็นยาที่ฆ่าเชื้อแกรมลบได้ดี และมีความเข้มข้นในปัสสาวะสูง เช่น ยาในกลุ่ม beta-lactam, fluoroquinolones, TMP-SMX, nitrofurantoin และ fosfomycin ให้การรักษานาน 3-7 วัน โดยยากลุ่ม fluoroquinolones จัดเป็น first-line therapy เนื่องจากยามี half-lives ที่ยาว มีฤทธิ์ post-antibiotic effects และมี ประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อแกรมลบได้ดี (Gram-negative rod, Pseudomonas, Gram-positive cocci) ยามีค่า oral bioavailability สูง ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบยาจากแบบฉีดเข้าหลอดเลือดดําเป็นแบบรับประทานสามารถทําได้ทันที โดยไม่จําเป็นต้องปรับขนาดยา โดยยา ciprofloxacin จัดเป็น gold standard ในการรักษา UTI นอกจากนั้นยังมียาอื่น ๆ ดังแสดงในตารางที่ 4 สําหรับอาการปวด suprabubic หรือ dysuria ให้การรักษาด้วยยาบรรเทาอาการเช่น paracetamol หรือ phenazopyridine (100-200 mg) BID ตารางที่ 1 Antibiotic therapy for uncomplicated UTI in adults Agent of Choice: Fluoroquinolone (initial agent of choice) Ciprofloxacin extended release (Cipro XR) 500 mg po QD  3 days Altenative First-line agents: Fluoroquinolones (alternative) Levofloxacin 250 mg po QD  3 days Ofloxacin 200 mg po BID  3 days Norfloxacin 400 mg po BID  3 days Trimethoprim/Sulfamethoxazole* 160/800 mg po bid  3 days Secondary alternatives: Amoxicillin 500 mg po TID  7-10 days (known enterococcus infection only) Nitrofurantoin 100 mg po BID  7 days Amoxicillin-clavulanic acid 250 mg po QID  7 days Fosfomycin One 3-g sachet orally * Only if E. coli resistance is < 10-20% in patient population (based on reginal resistance surveillance data) 2. Complicated UTI คือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในผู้ปุวยที่มีความผิดปกติของท่อทางเดินปัสสาวะทั้งทางกายวิภาคและหน้าที่ โดยพบ มากในหญิงตั้งครรภ์ ผู้ปุวย immunosuppressive หรือผู้ปุวยที่ใส่สายสวนปัสสาวะ (urine catheter)
  • 73. หน้า | 69 การรักษาจะเหมือนกับการรักษา uncomplicated UTI แต่ใช้ระยะเวลานานกว่าคือประมาณ 7-14 วันและควรมี การประเมินความรุนแรงของภาวะโรค หากผู้ปุวยมีอาการดังต่อไปนี้ควรส่งต่อผู้ปุวยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล 1. Underlying anatomical urinary tract abnormality 2. Immunocompromised host (diabetes mellitus, cancer, sickle cell disease, transplant patients) 3. Urinary tract obstruction 4. Failed outpatient management of pyelonephritis 5. Progression of uncomplicated UTI 6. Persistent vomiting 7. Renal failure 8. Suspected urosepsis 9. Age older than 60 10. Poor social situation 11. Inadequate access to follow-up 3. Upper UTI (Actue pyelonephritis) มักมาด้วยอาการ ไข้ คลื่นไส้ อาเจียน หนาวสั่น (shaking chill) ปวดเอว กดเจ็บบริเวณเอว ไม่มีประวัติหรือลักษณะ ทางคลินิกอื่น ๆ ที่บ่งบอกว่ามีความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะ ผู้ปุวย 1 ใน 3 ของที่เป็นมักมีอาการ bacteremia ร่วมด้วย แนะนําให้ผู้ปุวยไปโรงพยาบาลทันที การให้ค้าปรึกษาแก่ผู้ป่วย (patient counseling) 1. ควรแนะนําให้ดื่มน้ําบ่อย ๆ เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณปัสสาวะ ให้เกิดแรงดันในการขับออก แต่ต้องระวังในผู้ปุวยโรค ไต หัวใจ ที่ต้องจํากัดน้ํา 2. แนะนําให้ผู้ปุวยเลิกพฤติกรรมที่เป็นสาเหตุของ UTI เช่น อุปนิสัยไม่ค่อยดื่มน้ํา, การกลั้นปัสสาวะ, การทําความ สะอาดช่องคลอดบ่อยจะทําให้ defense mechanism ปกติสูญเสียไป 3. แนะนําให้ผู้ปุวยรับประทานยาครบตามเวลาที่กําหนด 4. ผู้ปุวยมักจะถามถึงยาที่ช่วยขับปัสสาวะออก หรือขอยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อเรียบ ควรจะแนะนําว่าถ้า สามารถฆ่าเชื้อได้แล้ว อาการขัดเบาจะหายไปเอง ไม่จําเป็นต้องให้ยาใด ๆ ยกเว้นในรายที่เป็น UTI เนื่องจากมี ความผิดปกติของระบบประสาท อาจได้รับยาพวก anticholinergic เช่น bethanechol ร่วมด้วย 5. มียาบางชนิดเป็นยาที่มีสีในตัวมันเองเช่น phenazopyridine, rifampin มีสีออกส้มแดง ชาวบ้านมักเข้าใจกัน ว่าการมีสีออกมาเป็นการล้างเอาเชื้อออกมาด้วย นิยมเรียกกันว่า ยาล้างไต ยาล้างลํากล้อง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ ผิด เภสัชกรควรมีบทบาทในการชี้แจงข้อเท็จจริงเหล่านี้แก่ชาวบ้านด้วย Vaginitis & Vulvitis เกิดโดยธรรมชาติ (Physiological change) มี secretion ออกมา อาจมีก่อนหรือหลังมีประจําเดือนก็ได้ โดย secretion อาจข้นหรือใสก็ได้ ไม่มีอาการคัน หาย เองได้ ตามธรรมชาติ
  • 74. หน้า | 70 การสวนล้างช่องคลอดบ่อยๆ ก็ทําให้ตกขาวธรรมชาติได้ เกิดจากการติดเชื้อ 1. ติดเชื้อแง่กามโรค (Trichomoniasis) อาการ : secretion มีสีเหลือง-เขียว เป็นฟอง มีกลิ่นคาว อาจคันหรือไม่คันก็ได้ ปัสสาวะอาจขัด และเจ็บได้ ยา: ยากิน Tinidazole 4 tabs single dose Naxogin 500® 4 tabs single dose Nimorazole อาจมึนงง แต่ไม่ขมปากเหมือน Tinidazole คนจน Metronidazole 250 mg tid. 7 days 400 mg 5 tabs./ครั้ง 2 days or เช้า 2 เย็น 3 tabs. 2 days ยาเหน็บ Cotrimazole 100 mg 2 tabs. OD. 3 days หรือ 500 mg single dose ครั้งเดียว Gynecon® 1 tabs. OD. 7 days Nystatin di-iodohydroxyquinoline Benzalkonium Cl Albothyl® 1 tabs. วันเว้นวัน ประมาณ 7 tabs. (14 days) Metacresolsulfonic acid Ginetris® 1 tabs. hs. 7 days Chloramphenical Myralact Cloponone 2. Candida vaginitis อาการ : คันในช่องคลอดมาก ปากช่องคลอดมีผื่นแดง ตกขาวเป็นนมเหมือนแปูงเปียก ไม่มีกลิ่น สาเหตุ: การร่วมเพศ, ยาคุมกําเนิด, กินยาปฏิชีวนะ นานๆ, สตรีมีครรภ์, คนสุขภาพไม่แข็งแรง, ความอับชื้น ยา: ยาเหน็บ Cotrimazole 2 แท่ง/day hs. 3 days เข่น Canesten ® Fungicon ® Clotricin ® Nystatin 1x2 เช้า/ ก่อนนอน 10 days ยากิน Ketoconazole 1 tab. bid. 5 days เข่น Kenazole ®
  • 75. หน้า | 71 Itraconazole 4 tabs. single dose มี SE: N/V จึงอาจให้ทานแบบ 2x2 1 day OR 2x1 3 days เข่น Sporal ® ในกรณี ผื่นเม็ดแดงใน Candidiasis อาจใช้ เข่น Imidazole Cream Canesten ® cream หรืออาจใช้ Gentian violet ทาภายในช่องคลอด วันเว้นวัน ประมาณ 2 สัปดาห์ อาจให้ยาแก้แพ้ร่วม ให้ ทุก 6 ชม. เวลาคัน เช่น Brompheniramine maleate Atarax ® หมายเหตุ : การใช้ยาล้างช่องคลอด เช่น Sanaco lotion ® ล้างช่องคลอดบ่อยๆ ไม่ดี เพราะยาล้างนี้มียาปฏิชีวนะ ซึ่งจะไป ทําลาย normal flora ในร่างกายให้เสียไป อาจทําให้เกิด ตกขาวแบบธรรมชาติ ได้ ในสตรีมีครรภ์ ที่ตกขาว Candidiasis ให้ใช้ ยาเหน็บ และแนะนําให้สามีทานยาด้วย Ketoconazole 1 tab. bid 5 days ในหญิงที่เป็นกามโรค มีการติดเชื้อในช่องคลอด มีหนองเหลือง เหม็น ปวดท้องน้อย ขัดเบา ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จึงควรรักษาพร้อมกันทั้งสามี-ภรรยา หนองในแท้ - Quinolone เช่น Gonorcin ® 400 (Norfloxacin) หนองในเทียม – Doxycycline ตกขาวแบบ Estrogen Deficiency อาการ : ปัสสาวะแสบ คันปากช่องคลอด ปวดแสบปวดร้อน เจ็บขณะร่วมเพศ อาจตกขาวหรือไม่ก็ได้ อาจมีเลือดปนออกมา ยา: Premarin ® oral - Natural conjugated oestrogens Premarin vaginal ® cream, gel สตรีอั้นปัสสาวะ = ติดเชื้อในท่อปัสสาวะ อาการ: ท่อปัสสาวะบวมแดง ขัดเบา ปัสสาวะไม่สุด เมื่อใกล้สุดจะเสียวและปวดท้องน้อย ยา: 1. Quinolone เช่น Norfloxacin - Acute 2x2 5-7 days - Chronic 4x2 7-14 days 2. Cotrimoxazole 2x2 3. Antiseptic
  • 76. หน้า | 72 เช่น Pyridium ® ปัสสาวะจะมีสีแดง 4.Antispasmodic แก้ปวดท้องน้อย แนะนํา: ดื่มน้ํามากๆ ไม่กลั้นปัสสาวะ อาจเป็นเรื้อรัง หมายเหตุ: Lactacyd® ใช้ปรับ pH (ประมาณ 4-5) ให้เหมาะสมในช่องคลอดเวลาตกขาว เพื่อรักษาให้หาย - Lactoserum atomizate - Lactic acid - Phosphoric acid to pH 3.5 โรคไต Renal Failure 1.ไตท้างานไม่ได้ หรือท้างานน้อยลง (ไตวายเรื้อรัง/เฉียบพลัน) -จะทําให้เกิดอาการคั่งของของเสีย และน้ํา -จะรู้โดยตรวจเลือดดู -BUN, -Clearance, - electrolyte การักษา: ทําได้ 2 วิธี คือ 1. CAPD (Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis) 2. Hemodialysis แนะนําให้คนไข้ลดอกหารพวกโปรตีน เช่น ไข่ เนื้อ และ ลดโซเดียม 2.หน่วยไตอักเสบเฉียบพลัน (Acute Glomerulonophritis / AGN) เกิดการคั่งของของเสียในเลือด บวมบริเวณหน้า หนังตา เท้า ท้อง มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร N/V ปัสสาวะแดงเหมือนน้ําล้างเนื้อ บางครั้งฉี่น้อยกว่าปกติ - ตรวจพบปัสสาวะขุ่นแดง พบ albumin จากไข่ขาว และ RBC ด้วย - BP สูง การรักษา: ให้พักผ่อน - ให้ยาปฏิชีวะนะ ได้แก่ Norfloxacin 200-400 mg tid - ให้ Lasix® เพื่อลดบวม - ยาลด BP ยากันชัก เช่น D2 3.กรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis) - เกิดจาก infection ในท่อปัสสาวะ แล้วลุกลามขึ้นมา
  • 77. หน้า | 73 - มีอาการไข้สูง ปวดสีข้างด้านหลัง 2 ข้าง กดเจ็บหน้าท้องช่วงท้องน้อย ท้องแข็ง - ปัสสาวะขุ่น และอาจมีหนอง การรักษา: ให้ Norfloxacin 200-400 mg tid. 7-10 วัน - ให้ paracetamol ลดไข้ - Complication: BP สูง ฉี่น้อย ให้ส่งต่อรพ. 4.นิ่วในไต (Renal store) - เกิดจากการกินน้ําบาดาล กินผักที่ oxalate มาก เช่น ผักโขม หน่อไม้ - มีก้อนนิ่ว หินปูน หรือ oxalate ในไต - มีอาการปวดเอว ปวดหลังข้างใดข้างหนึ่ง ปวดเสียดๆ การรักษา: ถ้านิ่วก้อนเล็กจะรักษาโดยการให้ยา ได้แก่ 1. Rowatinex® ให้ 2 เม็ด tid. ac. จะทําให้หินปูนแตก แล้วออกมากับปัสสาวะ 2. Uralyte-U ® จะมี stick ไว้ตรวจปัสสาวะเพื่อให้ทราบว่าควรใช้ยาขนาดเท่าไหร่ 5. นิ่วในท่อไต (Ureteric stone) - มีอาการปวดท้องรุนแรง ปวดร้าวมาหลังถึงต้นขาด้านใน ลูกอัณฑะและช่องคลอดข้างเดียวกับท้องน้อยที่ปวด ใช้มือ กดจะรู้สึกดีขึ้น ไม่ขัดเบา ปัสสาวะปกติ ไม่ขุ่นแดง การรักษา: ให้ Antispasmodic ก่อนส่งแพทย์ - นิ่วในท่อไตมีขนาดเล็ก เท่าๆกับหัวไม้ขีด ถ้ากินน้ํามากๆ ประมาณ 3-4 ลิตร/วัน นิ่วจะหลุดออกมาได้เวลาปัสสาวะ 6. นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ (Vasicular Stone) - เกิดจากขาด P ที่มีในโปรตีน และกิน oxalate สูง ดื่มน้ําน้อย - มีอาการขัดเบา ฉี่น้อย กระปิดกระปอย เป็นสีน้ําล้างเนื้อ หรือขุ่นขาว ปวดเกร็ง - ตรวจโดยทํา Cystoscope การรักษา: โดยการคีบเอานิ่วออก หรือผ่าตัด
  • 78. หน้า | 74 Cystitis (กระเพาะปัสสาวะอักเสบ) ผู้หญิงเป็นมากกว่าผู้ชาย มีสาเหตุหลายอย่างได้แก่ 1. กระเพาะปัสสาวะสั้นและใกล้ทวารหนัก 2.การกลั้นปัสสาวะ 3. Honeymoon's Cystitis จากการร่วมเพศหลังแต่งงานใหม่ ในเด็กเล็ก ถ้ามีไข้โดยไม่รู้สาเหตุ และฉี่รดที่นอนบ่อยๆ ก็อาจเป็น Cystitis ได้ พบบ่อยใน หญิงที่ตั้งครรภ์ ต่อมลูกหมากโต - พบในผู้ชายที่อายุมากกว่า 55 ปี - มีอาการฉี่ไม่ออก ปวดช่วงท้องน้อย ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน แต่ฉี่น้อย ขัดเบา แ ละคลําพบก้อนในกระเพาะ ปัสสาวะ ตรวจโดยทํา cystoscope การรักษา: ส่งต่อ รพ . ---> อาจต้องสวนสาย cathetic - หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศไม่เปิด - มีอาการปัสสาวะไม่ออก หนังหุ้มไม่เปิด ติดเชื้อบ่อย - รักษาโดยการทํา circumcission ปีกมดลูกอักเสบ แบ่งเป็น 1.อักเสบท่อนําไข่ 2.อักเสบรังไข่ 3.อักเสบเนื้อหุ้มรอบมดลูกเชิงกราน - เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผ่านมาทางช่องคลอด ปากมดลูก มดลูก รังไข่ ปีกมดลูก
  • 79. หน้า | 75 - การติดเชื้อจะมีโอกาสมากขึ้น ถ้าปากมดลูกเปิดมาก เช่น ผู้หญิงท้อง หรือแท้ง หรือหลังร่วมเพศ - มีอาการเจ็บเวลาร่วมเพศ mens. มามาก ไข้สูง หนาวสั่น ปวดมดลูกรุนแรง - complication คือ ฝีในท่อรังไข่ การรักษา: ตามอาการ ถ้าปวดเกร็งให้ antispasmodic - ให้ amoxicillin qid. ถ้าดีขึ้นภายใน 3 วัน ให้ยาต่อจนครบ 10 วัน Dismenorrhea มี 2 ชนิด คือ - ชนิดธรรมดา จะพบในช่วงอายุ 15-25 ปี อาการจะลดลงหลังจากอายุ 25 ปี อาการปวดหายไปหลังมีลูก - ชนิดผิดปกติ ปวดครั้งแรกเมื่ออายุมากกว่า 25 ปี สันนิษฐานได้ 3 อย่าง คือ 1. มีเนื้องอก 2. เยื่อบุมดลูกงอกผิดที่ 3. ปีกมดลูกอักเสบ การรักษา: ถ้าปวดให้ paracetamol ปวดมากให้ ponstan ปวดมากๆ ให้ NSAID เช่น Indomethacin, Brufen®, Naprosyn®, Oruvail® ให้กิน pills (21 tabs.) 3-6 เดือน เพื่อปรับระดับ hormone เช่น Ovral®, Eugynon® Amenoohea เกิดจากหลายสาเหตุ - ท้อง - ฉีดยาคุม - หลังคลอดบุตร และให้นมบุตร - เครียด - เยื่อพรหมจรรย์ไม่เปิด
  • 80. หน้า | 76 DUB (Disfunction Uterine Bleeding) - มีอาการเลือดออกทางช่องคลอดมาก หรือนานผิดปกติ ซีดและอ่อนเพลีย - เกิดจาก hormone estrogen และ progesterone imbalance ทําให้เยื่อบุดมดลูกหนาตัวขึ้น bleeding การรักษา: ให้ progesterone high dose เช่น Premolute-N® 1 tab. Tid. 5-7 days ให้ยาคุม เช่น Eugynon® 1 tab. Tid Ovral® mens. จะหยุดใน 2-3 วัน วิธีปูองกัน: กินยาคุมต่อเนื่องไปประมาณ 3 เดือน Endometriosis เยื่อบุผิวมดลูกงอกผิดที่ มดลูก ท่อรังไข่ รังไข่ มีอาการปวดท้องน้อยมากในช่วงมีรอบเดือน จะปวดมากในวันท้ายๆ ของรอบเดือน มีเลือดมากผิดปกติ - กิน Pill 6-9 เดือน สตรีแพ้ท้อง จะมีอาการแพ้ท้องใน 1-4 เดือนแรก อาการ: คัดหน้าอก ประจําเดือนขาด ปัสสาวะบ่อย เพราะ hormone เปลี่ยนแปลง Hyperemesis gravidarum = การแพ้ท้องมากๆ แนะนํา: ในกรณีแพ้น้อย - ดื่มเครื่องดื่มร้อนๆ ในตอนเช้า - ให้ทานทีละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง - ให้ทานลูกอมที่เปรี้ยวๆ หวานๆ - ทาน Vomimox® 1-2 tabs. hs. ซ้ําได้ตอนสาย หรือ เย็น
  • 81. หน้า | 77 ยาคุมก้าเนิด DRUG USED IN CONTRACEPTION ธรรมชาติของระบบสืบพันธุ์ของเพศหญิง ประจําเดือนของผู้หญิงถูกควบคุมด้วย ฮอร์โมน 2 ชนิด คือ เอสโตรเจน และ โปรเจสเตอโรน ฮอร์โมนเหล่านี้ทําให้ เกิดการเจริญของเยื่อบุโพรงมดลูกและมีผลต่อการเตรียมมดลูกของผู้หญิงให้เหมาะต่อการฝังตัวของไข่ที่ถูกผสมแล้ว และเกิด การตั้งครรภ์ขึ้น เมื่อมีเพศสัมพันธ์และเกิดการปฏิสนธิระหว่างตัวอสุจิของเพศชายและไข่ของเพศหญิง ไข่ที่ถูกผสมแล้วจะ เดินทางมาฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูกที่ถูกเตรียมไว้อย่างเหมาะสม ฮอร์โมนอื่นๆจะทําหน้าที่ปูองกันการสุกของไข่ใบต่อไป เพื่อ ปูองกันไม่ให้มีการตกไข่อีก และทําให้ทารกในครรภ์มีการพัฒนาต่อไปจนสิ้นสุดการตั้งครรภ์ หากไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น เยื่อบุ โพรงมดลูกดังกล่าวจะหลุดลอกจากร่างกายออกมาเป็นเลือดที่เราเรียกว่า ระดู หรือ เลือดประจําเดือน ยาเม็ดคุมกําเนิด ประกอบด้วยฮอร์โมนสังเคราะห์ 2 ชนิด คือ เอสโตรเจน และ โปรเจสโตเจน ที่ออกฤทธิ์คล้ายกับ ฮอร์โมนในร่างกาย ดังนั้นเมื่อเรารับประทานเข้าไปแทน ฮอร์โมนจึงไปทําหน้าที่หลอกระบบภายในร่างกาย ซึ่งปกติมีการ ควบคุมกันเองโดยธรรมชาติ ทําให้ ไม่มีไข่ตก ปูองกันการเจริญและการสุกของไข่ มูกที่ปากมดลูกข้นเหนียว เชื้ออสุจิจึงไม่ สามารถผ่านเข้าสู่โพรงมดลูกได้ ผังเยื่อบุโพรงมดลูกฝุอตัวไม่เหมาะต่อการเจริญของตัวอ่อน ความหมายของยาคุมก้าเนิด ยาคุมกําเนิด หมายถึงยาที่กินเพื่อปูองกันการตั้งครรภ์ โดยใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน แล ะโปรเจสโตเจนที่ได้จากการ สังเคราะห์มีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนโปรเจสโตโรนตามธรรมชาติ ยาคุมก้าเนิดแบบธรรมดาแบ่งได้ 2 ชนิด ดังนี้ 1. ยาคุมก้าเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (Combined oral contraception) ยาคุมกําเนิดชนิดฮอร์โมนรวม หมายถึง ยาคุมที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสโตเจนเท่ากัน แบ่งได้สองกลุ่ม 1.1 Monophasic or Fixed dose pill เป็นกลุ่มยาคุมกําเนิดที่มีปริมาณฮอร์โมนรวม คือเอสโตรเจน และโปรเจสโต เจนเท่ากัน แยกได้ 3 ประเภท 1.1.1 ระดับปริมาณฮอร์โมนรวมสูง (High dose)ใช้กับคนไข้ที่รักษาอาการทางนรีเวชเท่านั้น ดังตัวอย่างในตารางที่ 1
  • 82. หน้า | 78 ตารางที่ 1 ยาคุมก้าเนิดที่มีระดับปริมาณฮอร์โมนรวมสูง ชื่อยาคุมกําเนิด ชนิดและขนาดของฮอร์โมนสังเคราะห์/เม็ด ขนาดของฮอร์โมน สังเคราะห์ทั้งแผง Estrogen (ไมโครกรัม) Progestogen (ไมโครกรัม) Estrogen(ไมโครกรัม) Ovulen M100 Ethynodiol Diacetate 1000 2,100 Lyndiol M75 Lynestrenol 2500 1,575 Anovlar EE50 Norethisterone Acetate 4000 1,050 Gynovlar EE50 Norethisterone Acetate 3000 1,050 Minilyn EE50 Lynestrenol 2500 1,050 Ovostat EE50 Lynestrenol 1000 1,050 Eugynon EE50 Nogestrel 500 1,050 1.1.2 ระดับปริมาณฮอร์โมนรวมต่ํา (Low dose) มีเอสโตรเจนน้อยกว่า 50 ไมโครกรัม และ ปริมาณโปรเจสโตเจนก็น้อยกว่าแบบแรก คือมีเอสโตรเจนเพียง 30 หรือ 35 ไมโครกรัมเท่านั้น ยาคุมกลุ่มนี้ใช้กันมากที่สุด ดัง ตัวอย่างในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ยาคุมก้าเนิดที่มีระดับปริมาณฮอร์โมนรวมต่้า ชื่อยาคุมกําเนิด ชนิดและขนาดของฮอร์โมนสังเคราะห์/เม็ด ขนาดของฮอร์โมน สังเคราะห์ทั้งแผง Estrogen Progestogen Estrogen Diane-35 EE 35 Cyproterone acetate 2000 735 Preme EE 35 Cyproterone acetate 2000 735 Tina EE 35 Cyproterone acetate 2000 735 Sucee EE 35 Cyproterone acetate 2000 735 Cilest EE 35 Norgestimate 250 735 Yasmin EE 30 Drospirenone 630 1.1.3 ระดับปริมาณฮอร์โมนรวมต่ํามาก (Ultralow dose) มีเอสโตรเจน 20 ไมโครกรัม ข้อดี จะมีอาการข้างเคียงจากเอสโตรเจนน้อย แต่ข้อเสียอาจทําให้มีเลื อดออกกระปริบกระปรอย รอบเดือนขาดหายไป อีกทั้งยัง ต้องกินสม่ําเสมอ ห้ามขาดเพราะระดับยาจะลดลงจนไม่สามารถยับยั้นการตกไข่ได้ ดังตัวอย่างในตารางที่ 3
  • 83. หน้า | 79 ตารางที่ 3 ยาคุมก้าเนิดที่มีปริมาณฮอร์โมนต่้ามาก ชื่อยาคุมกําเนิด ชนิดและขนาดของฮอร์โมนสังเคราะห์/เม็ด ขนาดของฮ อร์โมน สังเคราะห์ทั้งแผง Estrogen (ไมโครกรัม) Progestogen (ไมโครกรัม) Estrogen (ไมโครกรัม) Progestogen (ไมโครกรัม) Mercilon EE 20 DG 150 420 3,150 Meliane EE 20 GSD 75 420 1,575 1.2 Multiphasic pills เป็นกลุ่มยาคุมกําเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสโตเจนไม่เท่ากันในเม็ดยาคุมกําเนิด ในแผงยา เรียกว่า triphasic หรือ three steps pills ทําให้ยาคุมประเภทนี้ต้องกินเรียงตามลําดับ ดังตัวอย่างในตารางที่ 4 ตารางที่ 4 ยาคุมกําเนิดที่มีระดับปริมาณฮอร์โมนไม่เท่ากัน คําย่อ LNG=Levonorgestrel 2. ยาคุมก้าเนิดที่มีแต่โปรเจสโตเจน ยาคุมกําเนิดในกลุ่มนี้จะไม่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน และมีแต่โปรเจสโตเจนในระดับปริมาณน้อย เรียกว่า microdose หนึ่งแผงจะมี 35 เม็ด ข้อดีจะไม่มีผลของอาการข้างเคียงของเอสโตรเจน หรือต่อคนที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และต่อระบบหัวใจ และหลอดเลือด ข้อเสียมีประสิทธิภาพในการคุมกําเนิดต่ํา เพราะการระงับไข่ตกไม่แน่นอน การคุมก้าเนิดแบบฉุกเฉิน หมายถึง วิธีการคุมกําเนิดที่ใช้ภายหลังการมีเพศสัม พันธ์ทันที ในกรณีที่เกิดความผิดพลาดเท่านั้น เช่น ไม่ได้ คุมกําเนิด ถุงยางแตกหรือรั่ว หรือถูกข่มขืน เป็นต้น ยาคุมฉุกเฉิน เป็นยาที่มีโปรเจสโตเจนในปริมาณสูงปริมาณ 0.75 มิลลิกรัม ซึ่งยาคุมประเภทนี้ไม่สามารถนําไปใช้เป็นยาคุมกําเนิดแบบปกติตามที่ได้กล่าวมาแล้ว จะใช้ใ นกรณีที่ผิดพลาดเท่านั้น เพราะ หากมีเพศสัมพันธ์อยู่เป็นประจํา และใช้ยาคุมฉุกเฉินบ่อยๆ จะทําให้เสี่ยงต่อการตั้งครรภ์มากขึ้นหากเทียบกับวิธีคุมกําเนิดแบบ ธรรมดา ยาคุมฉุกเฉินแบ่งได้เป็น 2 ประเภท 1. ยาคุมฉุกเฉินฮอร์โมนผสม ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสตินผสมกัน (Combined Pill Regimens) 2. ยาคุมฉุกเฉินฮอร์โมนเดี่ยว ซึ่งมีฮอร์โมนโปรเจสตินเพียงอย่างเดียว (Progestin-Only Pill Regimens) ชื่อยา คุมกําเนิด ชนิดและขนาดของฮอร์โมนสังเคราะห์/เม็ด ขนาดของฮอร์โมนสังเคราะห์ทั้ง แผง Estrogen (ไมโครกรัม) Progestogen (ไมโครกรัม) Estrogen (ไมโครกรัม) Progestogen (ไมโครกรัม) Triquilar EE (30x6)+(40x5)+ (10x30) LNG (50x6)+(75x5)+(10x125) 680 1,925 Trinordiol EE (30x6)+(40x5)+ (10x30) LNG (50x6)+ (75x5)+(10x125) 680 1,925 Oilezz EE (40x7)+(30x15) DG (25x7)+ (125x15) 730 2,050
  • 84. หน้า | 80 วิธีการกินยาคุมก้าเนิด การเลือกกินยาคุมก้าเนิดมีดังนี้ 1. การเลือกกินยาคุมกําเนิดตามภาวะของฮอร์โมนในร่างกาย เนื่องจากระดับฮอร์โมนร่างกายของผู้หญิงแต่ละคนนั้น มีระดับที่แตกต่างกัน สามารถแบ่งออกได้สามประเภท 1.1. ประเภท estrogenic (ควรเลือกกินยาคุมที่มี progestogen มาก) - มีรอบเดือนออกมาก และออกนานกว่า 6 วัน - ระยะรอบเดือนสั้น มักจะน้อยกว่า 26 วันต่อครั้ง (มาเร็ว) - รูปร่างท้วมหรืออ้วน - ไม่ค่อยมีขนตามตัว 1.2 ประเภทปกติ - มีรอบเดือนสม่ําเสมอ ปริมาณเลือดไม่มากไม่น้อย 4-6 วัน - น้ําหนักตัวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 1.3 ประเภท progestonic (ควรเลือกยาคุมที่มี estrogen มาก) - รอบเดือนมีเลือดน้อยไม่ค่อยเปลืองผ้าอนามัย มาน้อยกว่า 4 วัน - ระยะรอบเดือนยาว บางคนกว่า30วันจึงจะมา(เลื่อนออกไปบ่อยๆ) - รูปร่างออกไปทางผู้ชาย - เต้าเล็ก - มีขนตามตัว - เป็นสิวบ่อยๆ 2. ผู้หญิงที่มีลูกแล้ว แบ่งออกได้ 2 กรณี 2.1 หากมีอาการแพ้ท้องมากในขณะที่มีลูก เช่นคลื่นไส้ อาเจียน หรือบวม แสดงว่าร่างกาย ตอบสนองต่อเอสโตรเจนมาก ควรเลือกกินยาคุมที่มีเอสโตรเจนน้อย 2.2 เมื่อมีท้องแล้วอ้วนมาก และมีสิวมาก แสดงว่าร่างกายตอบสนองต่อโปรเจสโตเจน และ แอนโดรเจนมาก ควรเลือกกินยาคุมที่มีโปรเจสโตเจนน้อย 3. ผู้หญิงที่มีอายุน้อย หรือค่อนข้างมาก เช่น อายุต่ํากว่า 16 ปี ไม่แนะนําให้กินยาคุมเพราะอาจทําให้ตัวเตี้ยได้ หรือ อายุมากกว่า 40 ปี ก็ไม่แนะนําให้กินยาคุมกําเนิด เพราะจะมีผลต่อโรคหัวใจ และระบบหลอด ควรเลือกฉีดยาคุมกําเนิด แต่ หากต้องการกินยาคุมให้เลือกยาคุมที่ไม่มีเอสโตรเจนหรือมีเอสโตรเจนน้อย 4. แม่ลูกอ่อน หากเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ควรเลือกแบบไม่มีเอสโตรเจน หรือถ้ามีเอสโตรเจนก็ไม่ควรเกิน 20 ไมโครกรัม เพราะเอสโตรเจนที่มีปริมาณสูงอาจมีผลให้ปริมาณน้ํานมลดลง และอาจทําให้เด็กตาเหลืองจากการกินนมแม่ การกินยาคุม สามารถเริ่มได้หลังคลอด 6 สัปดาห์ แต่เมื่อหยุดให้นมสามารถกินแบบปกติได้ การเริ่มกินยาคุมก้าเนิด เริ่มกินเม็ดแรกภายใน 5 วัน นับจากวันแรกที่มีรอบเดือน หากช้ากว่านั้นจะยับยั้งไข่ตกไม่ทันในรอบเดือนนั้น ยกเว้น ยาคุมแบบ 20 ไมโครกรัม ควรเริ่มตั้งแต่วันแรกที่รอบเดือนมา หากเริ่มกินเป็นครั้งแรกยาแผงแรกก็สามารถควบคุมการ ตั้งครรภ์ได้ตั้งแต่แผงแรกทันที ไม่ต้องใช้การคุมกําเนิดวิธีอื่นช่วย แต่ก็ควรจะต้องใส่ถุงยางอนามัยเพื่อปูองกันโรคที่อาจเกิดขึ้น ได้
  • 85. หน้า | 81 การกินยาคุมนั้นให้กินไปเรื่อยๆ เรียงไปตามลูกศร หากมีรอบเดือนมากระปริบกระปรอยในระหว่างกินยาคุมก็ให้กิน ต่อไปจนหมดแผง วิธีการกินยาแบบแผง 21 หรือ 28 เม็ด และการกินยาคุมกําเนิดหลังแท้ง - แบบ 28 เม็ด หากกินครบหมดให้เริ่มกินแผงใหม่ได้ทันทีไม่ต้องรอ 7 วัน เพราะเม็ดที่ 22- 28 จะเป็นเม็ดที่ไม่มีตัวยา - แบบ 21 เม็ด ให้เว้นการกินยาออกไป 7 วัน และให้กลับแผงใหม่ในวันที่ 8 โดยปกติเมื่อ หมดเม็ดที่ 21 แล้วใน 2-3 วัน รอบเดือนก็จะมา แต่ถ้ารอบเดือนไม่มาก็ให้กินยาในวันที่ 8 - กรณีแท้งบุตร หากตั้งท้องน้อยกว่า 12 สัปดาห์ (3 เดือน) ไข่จะตกในรอบเดือนถัดมา ดังนั้นควรเริ่มกินทันทีหลังแท้ง หากตั้งท้องได้ 12-28 สัปดาห์ (3-7 เดือน) ไข่จะตกหลังแท้ง 3 สัปดาห์ ควรกินในสัปดาห์แรกหลังแท้ง การลืมกินยาคุมก้าเนิด 1. ลืมกิน 1 เม็ด ให้กินเม็ดที่ลืมทันที หากนึกได้เวลาที่ต้องกินอีกเม็ดให้กินสองเม็ดพร้อมกัน 2. ลืมกิน 2 เม็ด ให้กิน 2 เม็ดที่ลืม โดยเม็ดแรกกินในเช้าวันรุ่งขึ้น เม็ดที่สองในเช้าวันต่อไป และหลังจากนั้นก็กิน ตามปกติในตอนเย็น แต่กรณีที่ลืมเช่นนี้ อาจทําให้รอบเดือนมากระปริบกระปรอยได้ 3. ลืมกิน 3 เม็ด ให้รอรอบเดือนมาแล้วค่อยเริ่มกินใหม่ 4. ลืมกินยาในช่วงท้ายๆ หรือใกล้หมดแผงจะไม่มีผลมาก การคุมก้าเนิดแบบฉุกเฉิน การคุมกําเนิดแบบฉุกเฉินก็คือ วิธีการคุมกําเนิดที่ใช้ภายหลังการมีเพศสัมพันธ์เพื่อปูองกันการตั้งครรภ์ เฉพาะกรณี ฉุกเฉินจริงๆ การคุมกําเนิดแบบฉุกเฉิน จะใช้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะในกรณีที่ "พลาด" และเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์โดยไม่ต้องการ เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่การคุมกําเนิดตามปกติและไม่ใช่วิธีที่จะนํามาใช้ในการวางแผนครอบครัวด้วย โดยมักเรียกยาเม็ด ที่ใช้เพื่อการ คุมกําเนิดฉุกเฉินนี้ว่า"ยาคุมหลังร่วมเพศ" หรือ "ยาคุมชั่วคราว" หรือ "morning after" ซึ่งเป็นชื่อเรียกที่สร้างความเข้าใจผิด และนําไปสู่การใช้ยาคุมฉุกเฉินผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งอาจมีผลต่อร่างกายของผู้หญิงในระยะยาวเพราะ ยาคุมฉุกเฉินไม่ใช่การ คุมก้าเนิดแบบธรรมดาที่ร่างกายคุ้นเคยอย่างเช่นยาคุม 21 เม็ด หรือยาคุม 28 เม็ด แต่ยาคุมฉุกเฉินเป็นยาที่ผลิตขึ้นมา โดยมี สูตรเฉพาะเพื่อให้ผู้หญิงใช้ในช่วงที่เกิดปัญหาและไม่ต้องการตั้งครรภ์เท่านั้นหากเรานํายาคุมฉุกเฉินมาใช้แทนวิธีคุมกําเนิดแบบ ธรรมดา จะกลายเป็นวิธีคุมกําเนิดที่มีประสิทธิภาพต่ําไปในทัน ทีนั่นหมายความว่า หากมีเพศสัมพันธ์อยู่เป็นประจําและใช้ยา คุมฉุกเฉินบ่อยๆเพื่อปูองกันการตั้งครรภ์ จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์มากขึ้นเมื่อเทียบกับถ้ามีการใช้วิธีคุมกําเนิดแบบ ธรรมดาวิธีอื่นๆ การคุมกําเนิดฉุกเฉินมิได้เพียงการกินยาเท่านั้น แต่ยังสามารถทําได้ โดยการใส่"ห่วงอนามัย" หรือที่เรียกว่า IUD (ไอยูดี) ซึ่งวิธีนี้ต้องอาศัยแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ผ่านการอบรมเป็นผู้ใส่ให้เป็นวิธีที่ไม่สะดวกจึงไม่เป็นที่นิยมใช้ เป็นเวลาหลายสิบปีแล้วที่ผู้หญิงทั่วโลกใช้ยาคุมฉุกเฉินในการปูองกันการตั้งครรภ์หลังจากมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ ปูองกัน (unprotected sex) องค์การอนามัยโลกให้การรับรองว่าการกินยาคุมฉุกเฉินเป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพใน การปูองกัน การตั้งครรภ์หลังจากมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ปูองกันการตั้งครรภ์ในระดับหนึ่ง ยาคุมฉุกเฉินมีส่วนผสมเช่นเดียวกับยาคุมธรรมดา แต่มีปริมาณฮอร์โมนต่อเม็ดสูงกว่าและต้องกินหลังจากมี เพศสัมพันธ์ภายในเวลาที่กําหนดเท่านั้น จึงจะมีประสิทธิภาพในการปูองกันการตั้งครรภ์ในขณะที่ยาคุมธรรมดาต้องกินวันล ะ 1 เม็ด ทุกๆ วัน (กรณีแผงละ 28 เม็ด) และมีปริมาณฮอร์โมนต่อเม็ดน้อยกว่า
  • 86. หน้า | 82 ยาคุมฉุกเฉินมี 2 แบบ ยาคุมฉุกเฉินฮอร์โมนผสม ซึ่งประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสตินผสมกัน (Combined Pill Regimens : Yuzpe Method) ปริมาณยาที่กินแต่ละครั้งต้องมีฮอร์โมนเอธิลเอสต ราดิออล(ethinyl estradiol) อย่างน้อย 0.1 มิลลิกรัม รวมกับฮอร์โมนเลวอนอร์เจสเตรล(levonorgestrel) อย่างน้อย 0.5 มิลลิกรัม ยาคุมฉุกเฉินฮอร์โมนเดี่ยว ซึ่งมีฮอร์โมนโปรเจสตินเพียงอย่างเดียว(Progestin-Only Pill Regimens) ปริมาณยาที่ กินแต่ละครั้งต้องมีฮอร์โมนเลวอนอร์เจสเตรล(levonorgestrel) อย่างน้อย 0.75 มิลลิกรัม ยาคุมฉุกเฉินไม่ใช่ยาคุมธรรมดาซึ่งที่ต้องกินเป็นประจําทุกวัน หากแต่ยาคุมฉุกเฉินมีปริมาณฮอร์โมนสุงกว่าเพราะ ผลิตขึ้นมาเพื่อ แก้ปัญหาให้แก่ผูหญิงที่ไม่ต้องการตั้งครรภ์ในกรณีต่อไปนี้เท่านั้น  มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้วิธีคุมกําเนิดใดๆ  ใช้ถุงยางแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่ารั่ว/แตก/หลุดหรือไม่  กินยาคุมชนิดธรรมดาอยู่ แต่ลืมเกินไป วันสองวันหรือนานกว่านั้น  ใส่ห่วงคุมกําเนิดแล้ว แต่มันหลุด  นับระยะปลอดภัย (หน้าเจ็ดหลังเจ็ด) ผิดพลาด  ถูกข่มขืน, มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ตั้งใจ ไม่เต็มใจ โดยทั่วไปยาคุมฉุกเฉินที่มีขายในประเทศไทย จะเป็นฮอร์โมนเชิงเดี่ยว มี 3 ยี่ห้อ ดังนี้ 1. โพสตนอร์ (Postinor) 2. มาดอนนา (Madonna) 3. แมรี่พิงค์ (Mary pink) วิธีการกิน 1. เมื่อซื้อยาคุมฉุกเฉินในแผงจะมียา 2 เม็ด โดยเม็ดแรกให้กินภายในเวลา 72 ชั่วโมงหลังจากมี เพศสัมพันธ์ 2. เม็ดที่สองให้กินหลังจากที่กินครั้งแรกไปแล้วนาน 12 ชั่วโมง 3. ห้ามกินยาเกินกว่า 2 เม็ด เพราะไม่ได้ช่วยให้การปูองกันการตั้งครรภ์มีประสิทธิภาพดีขึ้น กลับจะยิ่งทําให้เกิด อาการคลื่นไส้ และอาเจียนมากขึ้น ยาคุมแบบธรรมดาว่าจะเป็ นแผง 21 เม็ด หรือ 28 เม็ด ที่มีชนิดและปริมาณของฮอร์โมนตรงตามสูตรของยาคุม ฉุกเฉินสามารถนํามาใช้กินเป็นยาคุมในเวลาฉุกเฉินได้ ตารางที่แสดงในหน้าต่อไปจะบอกให้รู้ว่ามียาคุมที่ขายในประเทศไทย ยี่ห้อใดบ้างที่สามารถนํามาใช้ในกรณีฉุกเฉินได้ ข้อควรระวังในการกินยาแต่ละยี่ ห้อก็คือ การกินแต่ละครั้งจะมีจ้านวนเม็ดยา ที่ต้องกินมากน้อยต่างกันไปตามปริมาณของฮอร์โมนที่มีอยู่ในตัวยาแต่ละยี่ห้อและในการกินแต่ละครั้งจะต้องกินยี่ห้อ เดียวกันเท่านั้น
  • 87. หน้า | 83 ตารางแสดง ชื่อของยาคุมธรรมดาที่สามารถน้ามาใช้ป้องกันการตั้งครรภ์ในภาวะฉุกเฉินได้ ชื่อยี่ห้อ จํานวนเม็ดที่ต้องกิน ครั้งที่ 1 จํานวนเม็ดที่ต้องกิน ครั้งที่ 2 ปริมาณฮอร์โมนที่ได้รับ เมื่อเทียบกับสูตรยาคุมฉุกเฉิน (2) Engynon 2 2 พอดี Exlution 1 ? 1? พอดี Nordette 3 3 ขาดเล็กน้อย Microgynon 3 3 ขาดเล็กน้อย Microgest 3 3 ขาดเล็กน้อย Anna 3 3 ขาดเล็กน้อย Marvelon 3 3 ขาดเล็กน้อย Trinordiol 4 (เม็ดสีเหลือง) 4 (เม็ดสีเหลือง) เกินเล็กน้อย หมายเหตุ : แม้ว่าปริมาณฮอร์โมนจะขาดหรือเกินเล็กน้อย แต่อนุโลมให้ใช้ปูองกันการตั้งครรภ์ไนภาวะฉุกเฉินได้ถ้า ไม่สามารถหายี่ห้ออื่นได้ทัน ผลของการกินยาคุมฉุกเฉิน การออกฤทธิ์ของยาคุมชนิดนี้มีลักษณะเดียวกันกับยาคุมกําเนิดแบบธรรมดา แต่ต่างกันที่ว่าจะมีการทํางานหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน เช่น - ยับยั้งไข่ตก - เปลี่ยนแปลงสภาพเยื่อบุโพรงมดลูกให้ไม่เหมาะสมต่อการฝังตัวของไข่ - เปลี่ยนแปลงสภาพของมูกที่ปากมดลูก ให้เป็นด่าง และเหนียวข้นขึ้น ทําให้อสุจิผ่านเข้าไป ในมดลูกได้ยาก - เปลี่ยนแปลงการเคลื่อนไหวของท่อนําไข่ ทําให้ไข่ที่ผสมแล้วเดินทางเร็ว ไปถึงมดลูกเร็ว เกินไปจนไม่สามารถฝังตัวได้ อาการข้างเคียงของยาคุมก้าเนิดแบบธรรมดา 1. การคลื่นไส้อาเจียน เกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจน เกิดในช่วง 2-3 เดือนแรก ให้กินทันทีหลังอาหารเย็น กรณีของ ยาคุมกําเนิดที่มีการอาเจียนก่อน 2 ชั่วโมง หลังกินยาคุม - ยาคุมกําเนิดเป็นแบบฮอร์โมนเท่ากันให้กินยาคุมซ้ําอีก 1 เม็ด - ยาคุมกําเนิดแบบฮอร์โมนไม่เท่ากันต้องซื้อแผงใหม่แล้วกินเม็ดที่อาเจียนออกไปแทน แต่ถ้าอาเจียนหลัง 2 ชั่วโมง ไม่ต้องกินยาซ้ําอีก 2. หากมีเลือดออกกระปริบกระปรอยให้การกินยาเวลาใกล้เคียงกันที่สุดของทุกวัน แต่ถ้าใช้ยาคุมชนิดที่มีเอสโตรเจน ต่ําให้เปลี่ยนเป็นแบบที่มีเอสโตรเจนมากขึ้น 3. น้ําหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ให้ใช้ยาคุมที่มีปริมาณเอสโตรเจนต่ํากว่าเดิม หากน้ําหนักตัวเพิ่ มมากกว่า 5 กิโลกรัม และ คาดว่าน่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ให้พิจารณาเปลี่ยนวิธีการคุมกําเนิด 4. ความดันโลหิตมีภาวะที่สูงขึ้น ให้กินยาคุมที่มีปริมาณเอสโตรเจนต่ําจากเดิม และควรวัดความดันโลหิตบ่อยครั้งขึ้น
  • 88. หน้า | 84 5. หน้าเป็นฝูา ให้ใช้ยาที่มีปริมาณเอสโตรเจน 20 ไมโครกรัม พร้อมรักษาฝูา ใช้ครีมกันแดด หลีกเลี่ยงแสงแดด ควบคู่กันไป หากยังเป็นอยู่ควรเปลี่ยนวิธีการคุมกําเนิด 6. มีอาการปวดศีรษะ หากปวดเล็กน้อยให้กินยาแก้ปวด แต่ถ้าปวดหัวข้างเดียวต้องหยุดยาคุม 8. เกิดอาการซึมเศร้า วิตกกังวล เกิดจากระดับฮอร์โมนโปรเจสโตเจนที่สูงเกินไป หากมีอาการมากควรปรึกษาแพทย์ อาการข้างเคียงของยาคุมก้าเนิดแบบธรรมดาที่ต้องหยุดยา 1. ปวดหัวมาก และรุนแรง 2. ปวดท้องรุนแรง 3. ตาพร่า ตามัว เห็นภาพผิดปกติ 4. เจ็บหน้าอกมาก 5. ปวดน่องอย่างรุนแรง 6. อาการตาเหลือง 7. รอบเดือนขาดนาน 3 เดือนติดต่อกัน 8. ความดันโลหิตสูง 9. โรคภูมิแพ้เกิดการกําเริบมากขึ้น อาการข้างเคียงของยาคุมฉุกเฉิน อาจทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของรอบเดือน ทําให้จํานวนเลือด ระยะเวลาการเป็นรอบเดือน และการเป็นรอบเดือน เปลี่ยนแปลงได้ การศึกษาที่เกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉิน และแบบธรรมดา ในทางการแพทย์นั้น จะถือว่าการตั้งครรภ์ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อไข่ที่ได้รับการผสม และมีการฝังตัวที่มดลูกอย่างสมบูรณ์ กระบวนทั้งหมดนี้จะใช้เวลา 2 อาทิตย์ ซึ่งตัวยาในยาคุมฉุกเฉินจะหมดประสิทธิภาพเมื่อเกิดกระบวนการดังกล่าวขึ้น หาก ผู้หญิงที่มีประวัติเป็นโรคลมชัก, โรคหัวใจ, โลหิตแข็งตัว หรือโรคที่เกี่ยวเนื่องกับเส้นเลือดหัวใจควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยา หรืออาจใช้ยาคุมฉุกเฉินชนิดฮอร์โมนเดี่ยว ซึ่งปลอดภัยกว่าชนิดฮอร์โมนผสม อย่างไรก็ตามในเวลา 20 ปีที่ ได้มีการผลิตยาตัว นี้ขึ้นมาใช้ก็ยังไม่พบรายงานการเสียชีวิต หรืออาการแทรกซ้อนร้ายแรงที่เกิดขึ้นจากการใช้ยาคุมฉุกเฉิน ผู้หญิงทั่วโลกได้ใช้ยาคุมฉุกเฉินมานานหลายสิบปีแล้วในการปูองกันการตั้งครรภ์ หลังจากมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ ปูองกัน (unprotected sex) ทางองค์การอนามัยโลกได้ให้การรับรองว่า การกินยาคุมฉุกเฉินเป็นวิธีที่ปลอดภัย และมี ประสิทธิภาพในการปูองกันการตั้งครรภ์ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ยังได้บรรจุยาคุมฉุกเฉินไว้ในบัญชียาปี พ.ศ.2539 สถาบันสูตินารีแพทย์ประเทศสหรัฐอเมริกา (American College of Obstetrics and Gynecology-ACOG) ได้ ทําการศึกษาวิจัยผลกระทบข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น พบว่าการใช้ยาคุมฉุกเฉินอย่างถูกวิธี และใช้เฉพาะในกรณีฉุกเฉินจริงๆ นั้น ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบข้างเคียงใดๆ ที่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ การใช้ถุงยางอนามัยเป็นอีกทางเลือกในการปูองกันการตั้งครรภ์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ในขณะที่ยา คุมกําเนิดแบบธรรมดา และฉุกเฉินช่วยลดโอกาสในการตั้งครรภ์เท่านั้นดังนั้นการใช้ถุงยางอนามัยจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า และ ยาคุมกําเนิดแบบธรรมดา และฉุกเฉินควรเป็นเพียงทางออกสํารอง หรือทางเลือกสุดท้ายของการปูองกันการตั้งครรภ์เท่านั้น การคุมก้าเนิดแบบฉุกเฉินสามารถลดจ้านวนการท้าแท้ง วิธีการคุมกําเนิดแบบฉุกเฉิน สามารถช่วยลดจํานวนการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ และลดความจําเป็นของการทําแท้ง ลง เช่น ในประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีอัตราการทําแท้งต่ําที่สุดในบรรดาประเทศอุตสาหกรรม เพราะประชาชนวัย
  • 89. หน้า | 85 หนุ่มสาวมีอัตราการคุมกําเนิดสูงมาก อีกทั้งยังมีบริการปูองกันการตั้งครรภ์แบบฉุกเฉินเพื่อใช้เป็นทางออกสํารองอย่ าง แพร่หลาย ส่วนประเทศฟินแลนด์ก็มีหลักฐานชี้ชัดว่าอัตราการทําแท้งในกลุ่มวัยรุ่นได้ลดลง หลังจากที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเรื่อง การคุมกําเนิดฉุกเฉินออกไปในวงกว้าง ส่วนในประเทศกําลังพัฒนาหลายประเทศที่มีการทําแท้ง และการเสียชีวิตของผู้หญิงวัย เจริญพันธุ์ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการทําแท้งใสถานที่ที่ไม่ปลอดภัย หรือภายในคลีนิกเถื่อน ด้านองค์การอนามัยโลกก็ได้ทําการศึกษาค้นคว้าวิจัยพบว่า ยาคุมฉุกเฉินแบบที่มี ฮอร์โมนโปรเจสตินชนิดเดียว หรือ ที่เรียกว่ายาคุมฉุกเฉินฮอร์โมนเดี่ยวนั้น มีประสิทธิภาพในการปูองกันการตั้งครรภ์มากกว่ายาคุมฉุกเฉิ นฮอร์โมนผสม ซึ่ง สามารถช่วยลดโอกาสการตั้งครรภ์ลงได้ 85% และยังก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนน้อยกว่าด้วย แต่หากมีการใช้ยาคุม ฉุกเฉินอยู่เป็นประจําประสิทธิภาพก็จะลดลงต่ํากว่าการกินยาคุมแบบธรรมดาทันที อันตรายของการกินยาคุมร่วมกับยาชนิดอื่น สามารถแยกออกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. ยาชนิดที่กินแล้วจะทําให้ประสิทธิภาพของยาคุมกําเนิดลดลง (Drug decreases effectiveness of oral contraceptive pills) - Amoxicillin - Ampicillin - Carbamazepine (Tegretol) - Ethosuximide (Zarontin) - Metronidazole (Flagyl) - Phenobarbital - Phenytoin (Dilantin) - Primidone (Mysoline) - Rifampin (Rifadin) - Tetracycline - Troglitazone (Rezulin) - Clofibrate (Atromid-S) - Lorazepam (Ativan) - Oxazepam (Serax) - Salicylates - Temazepam (Restoril) 2. ยาชนิดที่กินร่วมกับยาคุมเนิดแล้วทําให้ยาเหล่านี้เข้มข้นขึ้น (Oral contraceptive pills potentiate effect of drug) - Benzodiazepines - Beta blockers - Caffeine - Corticosteroids - Theophylline - Tricyclic antidepressants
  • 90. หน้า | 86 การตรวจตั้งครรภ์ ด้วยชุดตรวจการตั้งครรภ์ที่มีขายอยู่ในท้องตลาด หลัการที่ใช้ในการตรวจสอบของชุดตรวจการตั้งครรภ์ คือ ตรวจหาฮอร์โมน Humen Chorionic Gonadotrapin (hCG) ที่ร่างกายสร้างในระดับ 25-50 mlU/ml ตามหลักการของ immonochromatography ทําให้สามารถตรวจสอบเมื่อ ประจําเดือนขาดหายไป 1 วัน เวลาที่ใช้ในการตรวจสอบนาน 1-5 นาที และมีความแม่นยํา 99% ชุดตรวจสอบการตั้งครรภ์จะมีด้วยกัน 3 แบบ ได้แก่ 1) ชนิดจุ่ม (Strip style) ประกอบด้วยแผ่นทดสอบการตั้งครรภ์ และถ้วยตวงปัสสาวะ 2) ชนิดตลับ (Cassette style) ประกอบด้วยตลับทดสอบการตั้งครรภ์ ถ้วยตวงปัสสาวะ และหลอดหยดสําหรับดูด น้ําปัสสาวะ 3) ชนิดปัสสาวะผ่าน (Midstream style) ประกอบด้วยแท่งทดสอบการตั้งครรภ์ ชุดตรวจสอบการตั้งครรภ์ชนิดจุ่มจะใช้กันมากเพราะมีราคาถูก ส่วน 2 ชนิดที่เหลือจะมีราคาแพงและคุณสมบัติใน การตรวจสอบของชุดการตั้งครรภ์แต่ละชนิดนั้นจะมีความสามารถเท่า ๆ กัน จะแตกต่างกันที่ความสะดวกในการใช้ วิธีการใช้ ชุดตรวจการตั้งครรภ์ชนิดจุ่ม 1. ตวงน้ําปัสสาวะลงในถ้วยตวงที่ให้ภายในกล่อง 2. นําแผ่นทดสอบการตั้งครรภ์ ด้านที่มีลูกศรชี้ลงจุ่มลงในน้ําปัสสาวะ 3 วินาที ระวังอย่าให้น้ําปัสสาวะสูง เกินขีดลูกศร 3. จากนั้นนําแผ่นทดสอบออกมาถือหรือวางให้อยู่ในแนวนอนในที่แห้ง รออ่านผล 1-5 นาที ชุดตรวจการตั้งครรภ์ชนิดตลับ 1. ตวงน้ําปัสสาวะลงในถ้วยตวงที่ให้ภายในกล่อง 2. นําหลอดหยดดูดน้ําปัสสาวะ หยดลงบนตลับทดสอบการตั้งครรภ์บนพื้นราบ 3. จากนั้นรออ่านผล 1-5 นาที ตั้งครรภ์ ไม่ตั้งครรภ์ ผลการตรวจสอบผิดพลาด ตั้งครรภ์ ไม่ตั้งครรภ์ ผลการตรวจสอบผิดพลาด
  • 91. หน้า | 87 ชุดตรวจการตั้งครรภ์ชนิดปัสสาวะผ่าน 1. ให้ถือหรือวางแท่งทดสอบการตั้งครรภ์ให้หัวลูกศรชี้ลงในแนวนอน ปัสสาวะผ่านบริเวณดูดซับน้ํา ปัสสาวะเป็นเวลา 5 วินาที 2. จากนั้นรออ่านผล 1-5 นาที ในการตรวจการตั้งครรภ์ด้วยน้ําปัสสาวะเป็นการตรวจหาการเบื้องต้น ควรยืนยันผลการตั้งครรภ์ด้วยการวินิจฉัย และห้องปฏิบัติการจากแพทย์อีกครั้ง เพราะระดับฮอร์โมน hCG ในผู้หญิงมีความแตกต่างกันในช่วงกว้าง ดังนั้นควรตรวจการ ตั้งครรภ์ครั้งที่ 2 เพื่อยืนยันการตั้งครรภ์ให้แน่นอน ชุดตรวจสอบการตกไข่ (สําหรับคนที่ต้องการมีลูก) ราคา 350-850 บาท ตรวจหาปริมาณฮอร์โมน Lutienizing Hormone (LH) จากปัสสาวะ เนื่องจากระยะเวลาของการตกไข่ก่อน 12-24 ชั่วโมง ระดับของฮอร์โมน LH จะเพิ่มถึงระดับสูงสุด ซึ่งจะทําให้ทราบว่าใกล้ระยะเวลาที่ไข่เริ่มจะตก วิธีการใช้ 1. หยดปัสสาวะลงหลุมทดสอบประมาณ 5 หยด 2. รอให้ปัสสาวะซึมผ่านหลุมนาน 3 - 5 นาที จากนั้นอ่านผลจากแถบสีที่ปรากฏ ตั้งครรภ์ ไม่ตั้งครรภ์ ผลการตรวจสอบผิดพลาด
  • 92. หน้า | 88 แนวทางการให้ค้าปรึกษา เรื่องการวางแผนครอบครัวและการคุมก้าเนิด Family Planning and Contraception counseling ค้านิยามของการวางแผนครอบครัว (Definition of family planning) การวางแผนครอบครัว (Family planning) หมายถึง “การที่บุคคลหรือคู่สมรสวางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อ 1. หลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ไม่พึงปรารถนา หรือตั้งครรภ์ในขณะที่ยังไม่พร้อม ทั้งด้านร่างกายจิตใจ และสังคม 2. ควบคุมระยะเวลาที่จะตั้งครรภ์ ให้เหมาะสมกับอายุและสุขภาพของร่างกาย 3. ให้มีการตั้งครรภ์เมื่อต้องการ 4. เว้นระยะการมีบุตรอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ เพื่อให้มารดาและบุตรที่เกิดมามีสุขภาพดี ได้รับการเลี้ยงดูอบรมให้เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ ” (ชวนชม สกนธวัฒน์, 2540) การวางแผนครอบครัวในประเทศไทย โครงการวางแผนครอบครัวแห่งชาติ กําหนดให้แบบแผนการมีบุตรที่เหมาะสมของครอบครัวไทยมีองค์ประกอบ 3 ประการ ดังนี้ 1. แต่ละครอบครัวมีบุตรไม่เกิน 2 คน 2. บุตรคนแรกและคนที่ 2 ห่างกันอย่างน้อย 3 ปี 3. มารดามีบุตรคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 20 ปี งานวางแผนครอบครัวนั้นประกอบด้วย การบริการด้านการให้การศึกษา หรือคําปรึกษาด้านวางแผนครอบครัว การ บริการคุมกําเนิด การรักษาผู้มีบุตรยาก การให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาและชีวิตครอบครัว และการบริการอื่น ๆ เกี่ยวกับการ ส่งเสริมสุขภาพอนามัยแม่และเด็ก ค้านิยามของการคุมก้าเนิด (Definition of contraception) การคุมกําเนิด (Contraception) หมายถึงการปูองกันการปฏิสนธิ หรือการปูองกันการตั้งครรภ์มนุษย์เริ่มรู้จักการ คุมกําเนิด หลังจากที่มนุษย์ทราบกระบวนการปฏิสนธิและการตั้งครรภ์ ในสมัยโบราณแนะนําให้หลั่งข้างนอก ตลอดจนให้งด ร่วมเพศในกรณีที่ไม่ต้องการมีบุตร ถุงยางอนามัยในยุคเริ่มต้นถูกสร้างจ ากลําไส้ใหญ่ของสัตว์ เพื่อปูองกันการติดเชื้อทาง เพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ ประโยชน์ของการคุมกําเนิด 1. สามารถมีบุตรเฉพาะเวลาที่ต้องการ เช่น คู่สมรสยังไม่พร้อมที่จะมีบุตร คู่สมรสจะต้องศึกษาต่อ หรือสภาวะแวดล้อม ยังไม่อํานวย 2. เว้นระยะการตั้งครรภ์ให้ห่างพอสมควร เพราะการมีบุตรถี่เกินไปทําให้มารดาไม่ได้พักผ่อนเพียงพอเด็กได้รับการเลี้ยง ดูไม่ถูกต้องและทั่วถึง 3. บิดามารดามีข้อห้ามการตั้งครรภ์ เช่น บิดามีโรคที่อยู่ในระยะอันตราย มารดาเพิ่งหายจากโรคติดต่อบางชนิดต้องอยู่ ในความดูแลใกล้ชิดจากแพทย์จนกว่าจะปลอดภัย 4. จํากัดจํานวนบุตรให้เหมาะสมกับเศรษฐานะ เช่น มีบุตรไม่เกิน 2 คน
  • 93. หน้า | 89 การเลือกวิธีคุมก้าเนิด การเลือกวิธีการคุมกําเนิดในแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันโดยคํานึงในเรื่องต่อไปนี้ 1. ความสะดวก 2. ความปลอดภัย 3. ประสิทธิภาพ การคุมกําเนิดแต่ละวิธีมีกลไกลคุมกําเนิดที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรศึกษาถึงการคุมกําเนิดนั้ นอย่าง ละเอียด และทราบถึงการปฏิบัติที่อาจผิดพลาดทําให้การคุมกําเนิดโดยวิธีนั้นลดลง 4. การยอมรับโดยศาสนา ประเพณีหรือวัฒนธรรม เช่น การใส่ห่วงอนามัยซึ่งเป็นการคุมกําเนิดที่ปูองกันการฝังตัว ของตัวอ่อนซึ่งในบางศาสนาถือว่าตัวอ่อนเป็นสิ่งมีชีวิต ดังนั้นจึงเป็นข้อห้ามในการคุมกําเนิด 5. ราคา วิธีการคุมกําเนิดแต่ละชนิดที่มีราคาแตกต่างกัน บางชนิดมีราคราสูง เช่น ยาฝังคุมกําเนิด บางชนิดมีราคา ต่ํา เช่น ห่วงอนามัย 6. ความสามารถในการตั้งครรภ์หลังจากหยุดใช้ยา บางชนิดสามารถตั้งครรภ์ได้ทันที บางชนิดต้องใช้เวลานานกว่าจึง จะตั้งครรภ์ได้ 7. ความสามารถในการปูองกันการติดเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ในกรณีที่ต้องมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่ไม่ แน่ใจในความปลอดภัย การคุมกําเนิดบางชนิดจะได้ผลในการปูองกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย 8. การมีส่วนร่วมของคู่ครอง ชนิดของการคุมกําเนิด 1. การคุมกําเนิดแบบชั่วคราว (Temporary contraception) เป็นการคุมกําเนิดเพื่อเว้นระยะการมีบุตร และสามารถมีบุตร ได้เมื่อเลิกใช้แล้ว 2. การคุมกําเนิดแบบถาวร (Permanent contraception) เป็นการคุมกําเนิดเพื่อไม่ประสงค์จะมีบุตรอีกเลย การคุมก้าเนิดแบบชั่วคราว(Temporary contraception) ได้แก่ 1. การคุมก้าเนิดโดยไม่ใช้อุปกรณ์ (Non-appliance methods) ประกอบด้วย 1.1 การกําหนดระยะปลอดภัย เป็นการงดร่วมเพศในช่วงเวลาที่จะตั้งครรภ์ได้ (fertile period) หรือวันที่มี การตกไข่ของแต่ละรอบประจําเดือน หลักสําคัญของวิธีการคุมกําเนิดแบบนี้คือการหาวันที่มีการตกไข่ที่แน่นอน ซึ่งหาได้ ด้วยกันหลายวิธี คือ การคํานวณระยะปลอดภัยจากบันทึกประวัติประจําเดือน หรือวิธีนับวัน (Calendar method, Calendar rhythm, Ogino-Knaus method) วิธีวัดอุณหภูมิของร่างกายหลังตื่นนอน (Basal body temparature) เรียกว่า Temperature method หรือ Thermal method วิธีสังเกตมูกปากมดลูก (Cervical mucous method, Ovulatory method, Billings method) วิธีการสังเกตอาการและวัดอุณหภูมิ (Sympto-thermal method หรือ STM) วิธีคาดคะเนวัน ไข่ตก (Predictable ovulation method) 1.2 การหลั่งน้ําอสุจินอกช่องคลอด (Coital interruption) หรือเรียกกันทั่วไปว่า “หลั่งภายนอก ” (withdrawal) หมายถึง “การคุมกําเนิดโดยฝุายชายถอนอวัยวะเพศออกจากช่องคลอดก่อนที่จะมีการหลั่งน้ําอสุจิ และให้หลั่ง น้ําอสุจิห่างจากบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกของฝุายหญิงเพื่อมิให้ตัวอสุจิเข้าไปในช่องคลอดได้ ” (ชวนชม สกนธวัฒน์, 2540) เป็นการร่วมเพศกันตามปกติ จนกระทั่งฝุายชายมีความรู้สึกใกล้จะหลั่งน้ําอสุจิ จึงรีบถอยอวัยวะเพศออกจากช่องคลอด เพื่อปูองกันไม่ให้น้ําอสุจิเปื้อนบริเวณอวัยวะเพศของผู้หญิง ประสิทธิภาพของการคุมกําเนิดวิธีนี้จะต่ํา เนื่องจากปกติแล้วน้ํา เมือกที่ช่วยหล่อลื่นของผู้ชายอาจมีตัวอสุจิปนอยู่พอสมควร และส่วนปลายของท่อปัสสาวะ ก็อาจจะมีตัวอสุจิอยู่จํานวนไม่น้อย ที่รอการขับออกนอกร่างกาย (Fathalla, 1990) นอกจากนั้น วิธีการหลั่งภายนอก อาจมีผลกระทบต่อคู่สมรส ทําให้สภาพ จิตใจเปลี่ยนไป เนื่องจากฝุายหญิงไม่ถึงจุดสุดยอด (orgasm)
  • 94. หน้า | 90 1.3 การกลั้นไม่หลั่งน้ําอสุจิ (Coital reservation) หมายถึงการที่ฝุายชายควบคุมตนเองมิให้หลั่งน้ําอสุจิ เมื่อ ใกล้จะถึงจุดสุดยอดจะต้องค่อย ๆ บังคับตนเอง ให้ความตื่นเต้นทางเพศค่อย ๆ ผ่อนคลายลงจนหมดไป ซึ่งเป็นวิธีที่ทําได้ยาก และมีโอกาสพลาดสูง 1.4 การให้นมลูกในระยะนาน ๆ (Prolonged lactation) การให้นมบุตรเป็นเวลานานจะทําให้ช่วงเวลาขาด ประจําเดือนหลังคลอดบุตร (postpartum amenorrhea) ยาวนานกว่ามารดาที่เลี้ยงลูกด้วยนมตนเองในระยะสั้น หรือมารดา ที่ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมมารดาเลย โดยปกติแล้วการขาดประจําเดือนหลังคลอดมักเกิดร่วมกับการไม่มีไข่ตก (anovulation) เมื่อมีการกระตุ้นโดยการดูดนม ระดับของโปรแลคตินก็จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและสูงอยู่ตลอดเวลาที่ถูกกระตุ้นโดยการดูดโดย ระดับของโปรแลคตินที่สูงจะไปยับยั้งการหลั่งของฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างไข่ Folicular Stimulating Hormone (FSH) และ ฮอร์โมนกระตุ้นการตกไข่ Lutinizing Hormone (LH) เมื่อระดับของ FSH และ LH ลดลงจะมีผลทําให้ไม่มีไข่ตกและไม่มี ประจําเดือน (กอบจิตต์ ลิมปพยอม, 2528) อย่างไรก็ตามขณะที่ให้นมบุตรนั้นถึงแม้จะไม่มีประจําเดือน แต่ก็อาจมีไข่ตกได้ ฉะนั้น การร่วมเพศในระยะนี้อาจทําให้ตั้งครรภ์ได้ 2. การคุมก้าเนิดโดยการใช้สิ่งกีดขวาง (Barrier contraceptive methods) การคุมคุมกําเนิดโดยอาศัยสิ่งกีดขวางหมายถึง การคุมกําเนิดที่ปูองกันการตั้งครรภ์โดยอาศัยอุปกรณ์เครื่องกีดขวาง ปูองกันไม่ให้อสุจิผ่านเข้าไปในมดลูก ซึ่งอาจใช้ยาฆ่าอสุจิร่วมด้วยก็ได้อาจแบ่งเป็นหลายชนิด เช่น ถุงยางอนามัย ไดอะเฟรม หมวกครอบปากมดลูก ฟองน้ํา ยาฆ่าอสุจิ โดยรวมแล้วประสิทธิภาพการคุมกําเนิดด้วยสิ่งกีดขวางด้อยกว่าการคุมกําเนิดด้วย ฮอร์โมน หรือห่วงอนามัย 2.1 ถุงยางอนามัย (condom) ถุงยางอนามัย หรือถุงยางคุมกําเนิด เป็นวิธีการคุมกําเนิดแบบสิ่งกีดขวางที่ได้รับความนิยมสูงสุด หลักในการปูองกัน การตั้งครรภ์ก็คือ ใช้ถุงยางอนามัยคลุมอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกของเพศชายในระหว่างการร่วมเพศ ปูองกันไม่ให้อสุจิสัมผัสกับ ช่องคลอดเลย การใช้ยาร่วมกับยาฆ่าเชื้ออสุจิจะเหมาะมากสําหรับช่วยปูองกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ชนิดของถุงยางอนามัย ถุงยางอนามัยมี 2 ชนิด คือ ถุงยางอนามัยชาย และถุงยางอนามัยหญิง ส่วนใหญ่ทํามาจากยางลาเท็กซ์ หรือทํามา จากลําไส้แกะ (natural skin condom) ถุงยางลาเท็กซ์หนา 0.3-0.6 ม.ม. สามารถปูองกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่างๆ รวมทั้ง HIV ได้ นอกจากนี้อาจปูองกันหูดหงอนไก่ได้ด้วย ก. ถุงยางอนามัยชาย (Male Condom) ถุงยางอนามัยชาย มักถูกเรียกต่าง ๆ กัน เช่น ปลอก เสื้อฝน เสื้อเกราะ ถุงมีชัย sheath, prophylactic, protective, French letter, English cap เป็นต้น ชนิดของถุงยางอนามัยชาย ขนาดที่ใช้แพร่หลายในประเทศไทย มีรูปร่าง 2 แบบ 1. แบบปลายมีติ่งยื่นออกมาคล้ ายหัวนม เพื่อเป็นที่เก็บน้ําอสุจิ ซึ่งเป็นแบบที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย และถุงยาง อนามัยชนิดนี้ยังแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ แบบมีสารช่วยหล่อลื่น ช่วยให้การร่วมเพศได้สะดวก และชนิดที่ไม่มีสารหล่อลื่น ปัจจุบัน ไม่มีจําหน่ายแล้ว ข. ถุงยางอนามัยหญิง (Female condom) ถุงยางอนามัยสตรี เป็นถุงยางอนามัยที่ประยุกต์ใช้กับสตรี มีลักษณะเป็นถุงยางปลายตันด้านหนึ่งและเปิดด้านหนึ่ง ใส่เข้า ไปในช่องคลอดก่อนมีเพศสัมพันธ์ มีลักษณะคล้ายกับถุงยางอนามัยผู้ชายแต่กว้างกว่าและหนากว่า มีประสิทธิภาพในการ คุมกําเนิดได้ดี และมีข้อดีที่ช่วยปูองกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางอย่างได้ด้วย
  • 95. หน้า | 91 ถุงยางอนามัยหญิงทําด้วยพลาสติกชนิดพิเศษ (Polyurethane) มีลักษณะเป็นถุงโปร่งแสง ทรงกระบอกปลายมน ขนาดที่เหมาะกับหญิงไทยควรจะมีความยาว 15 เซนติเมตร ปลายเปิดของถุงอนามัยมีห่วงติดเรียกว่า ขอบนอก มี เส้นผ่าศูนย์กลาง 7 เซนติเมตร ส่วนก้นถุงมีห่วงเรียกว่า ขอบใน มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5.5 เซนติเมตร ภาพที่ 6.1 ถุงยางอนามัยชายและหญิง (King, 1999:145) รายที่เหมาะส้าหรับการคุมก้าเนิดด้วยถุงยางอนามัย 1. สามีภรรยาที่นานๆจะมาพบกันครั้งหนึ่ง 2. การมีเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยงเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไวรัสเอดส์ 3. รายที่รอการเริ่มต้นคุมกําเนิดด้วยวิธีอื่น เช่นรอให้ฤดูมาก่อน เพื่อเริ่มต้นด้วยการคุมกําเนิดด้วยยาเม็ดคุมกําเนิด 4. กรณีที่ยังไม่แน่ใจว่าตั้งครรภ์อยู่หรือไม่ เพราะเกรงว่าการคุมกําเนิดด้วยวิธีอื่น เช่น ยาเม็ดคุมกําเนิดอาจมีผลต่อ ทารกครรภ์หากมีการตั้งครรภ์จริง 5. วัยรุ่นที่มีความสัมพันธ์ทางเพศ ภาพที่ 6.2 การสวมถุงยางอนามัยชาย (King, 1999:142) 2.2 หมวกยางกั้นช่องคลอด และหมวกยางครอบปากมดลูก (Vaginal diaphragm and cervical cap) เป็นสิ่งกีด ขวางที่ใส่ไว้ในช่องคลอด เพื่อกั้นระหว่างช่องคลอดกับปากมดลูก ไม่ให้เชื้ออสุจิผ่านได้
  • 96. หน้า | 92 หมวกยางกั้นช่องคลอด (Diaphragm) มีลักษณะเป็นรูปถ้วยคล้ายโดม มีขอบหนาและภายในขอบใส่แกนโลหะไว้ทํา ให้ขอบมีความยืดหยุ่นและคืนรูปได้ เมื่อใส่ในช่องคลอดขอบหลังจะอยู่ที่ posterior fornix และขอบหน้าอยู่หลังต่อกระดูกหัว เหน่า และโดมจะปิดกั้นปากมดลูกและช่องคลอดตอนบน หมวกยางกั้นช่องคลอดสามารถใส่ก่อนการร่วมเพศได้นานถึง 6 ชั่วโมง ส่วนหมวกยางครอบปากมดลูก (Cervical cap) ทําจากยางธรรมชาติ หรือสารสังเคราะห์ มีลักษณะเป็นรูปถ้วย ขนาดเล็กค่อนข้างแข็ง ใช้ครอบปากมดลูกโดยอาศัยแรงดูด และจะอยู่ในตําแหน่งที่ปิดขวางทางผ่านของตัวอสุจิที่จะเข้าปาก มดลูก การใช้ต้องใช้ร่วมกับครีมยาฆ่าตัวอสุจิหมวกยางครอบปากมดลูกสามารถใส่ก่อนได้นานถึง 48 ชั่วโมง ก่อนใช้ควรพบ แพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อตรวจภายในวัดขนาดของหมวกยางให้ขนาดพอเหมาะ ก่อนใช้ทุกครั้งควรล้างด้วยน้ําสบู่ อย่างอ่อนและน้ําสะอาด (Hatcher, et al., 2001) (a) (b) ภาพที่ 6.3 หมวกยางกั้นช่องคลอด (a) และหมวกยางครอบปากมดลูก (b)(King, 1999:147) 2.3 ฟองน้ําคุมกําเนิด คือ การคุมกําเนิดโดยใส่ฟองน้ําหรือก้อนสําลีจุ่มน้ํายาฆ่าเชื้ออสุจิ แล้วสอดเข้าไปในช่องคลอด ให้ลึกที่สุด หลังจากใส่จะมีผลคุมกําเนิดทันที ฟองน้ําจะต้องซับน้ํา จนชื้นอยู่ทั่วถึง เพื่อทําให้ยาฆ่าเชื้ออสุจิออกฤทธิ์ อาจใส่ ทันทีก่อนมีเพศสัมพันธ์หรือก่อนมีเพศสัมพันธ์ 14 ชั่วโมง และควรทิ้งช่วงอย่างน้อย 6 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ค่อยเอาออก ฟองน้ําควรล้างให้สะอาดตากแดดให้แห้งแล้วนํากลับมาใช้ได้อีก ข้อดีของการคุมกําเนิดด้วยวิธีนี้ คือ นอกจากจะจับดูดเชื้ออสุจิ แล้ว ยังเป็นสิ่งกีดขวางอีกด้วย ใช้ง่าย ไม่ทําให้มีการหล่อลื่นมากเกินไป ไม่มียาไหลเปรอะเปื้อน ปูองกันได้ 24 ชั่วโมงโดยไม่ คํานึงถึงความถี่ ของการมีเพศสัมพันธ์ ไม่มีความเสี่ยงของอาการช๊อคจากการเป็นพิษ (toxic shock syndrome) ข้อเสีย คือ บางชนิดใส่แล้วเอาออกยาก ใส่นานเกินไปอาจมีกลิ่น อาจมีฤทธิ์ข้างเคียงคือการแพ้ และช่องคลอดแห้งเจ็บหรือการคัน 2.4 ยาฆ่าเชื้ออสุจิ (Spermicides) เช่น Nonylphenoxy-polyethoxyethanol (Nonoxynol) มีบรรจุในรูปแบบ ต่างๆ เช่น ยาเม็ดหรือยาสอดฟองฟูุ (foaming tablets) ครีมและเยลลี่ (creams and jellies) แผ่นฟิล์มละลาย (soluble film) และฟองน้ําใส่ช่องคลอด (Modern vaginal sponge) (ชวนชม สกนธวัฒน์, 2540) ยาฆ่าเชื้ออสุจิเหล่านี้ จะออกฤทธิ์ฆ่า อสุจิ หรือยับยั้งการเคลื่อนไหวของอสุจิ ทําให้ไม่สามารถไปผสมกับไข่ได้ เป็นวิธีที่ผู้หญิงสามารถควบคุมและทําได้ด้วยตนเอง ยาฆ่าอสุจิสามารถสอดใส่ทางช่องคลอดก่อนการร่วมเพศได้นานถึง 1 ชั่วโมง เพื่อเป็นการเพิ่มการหล่อลื่ นช่องคลอด ยาฆ่าเชื้ออสุจิอาจทําให้ระคายเคืองต่อผู้หญิง หรือคู่นอนได้ โดยเฉพาะถ้ามีการใช้บ่อยๆ ในแต่ละวัน อาจทําให้เกิดอาการแพ้ (แต่พบน้อยมาก) และอาจทําให้มีการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะมากขึ้น ซึ่งอาจปูองกันได้โดยปัสสาวะทุกครั้งหลังการร่วม เพศ
  • 97. หน้า | 93 3. ห่วงอนามัยคุมก้าเนิด (Intra-uterine contraceptive device) ห่วงอนามัยเป็นเครื่องมือสําหรับคุมกําเนิดที่นิยมแพร่หลายวิธีหนึ่ง เพราะประสิทธิภาพสูง ราคาถูก ใช้ได้นาน อาการข้างเคียงน้อย กลับมาตั้งครรภ์ภายหลังเลิกใช้ได้อย่างปกติ ไม่มีผลเสียใดๆ ผู้ใช้ห่วงอนามัยมักใช้ยาวนานกว่ าผู้ที่ คุมกําเนิดชั่วคราววิธีอื่นๆ ห่วงอนามัยสามารถแบ่งได้ 2 ชนิด ดังนี้ 1. ห่วงที่ไม่มีสารช่วยเสริมฤทธิ์ในการปูองกันการตั้งครรภ์ ได้แก่ ลิปปีส ลูป (Lippes loop) ทําจาก polyethelene และห่วงที่ทําจากเหล็กไร้สนิม (stainless steel) ที่ใช้ในประเทศจีน 2. ห่วงที่มีสารช่วยส่งเสริมการออกฤทธิ์ในการปูองกันการตั้งครรภ์ เช่น ห่วงอนามัยที่บรรจุสารทองแดง (copper bearing IUDs หรือ Cu IUDs) อยู่ภายในห่วง (เช่น Tcu-380A) ห่วงที่บรรจุฮอร์โมน (hormonal releasing IUDs) ทําจาก พลาสติกมีฮอร์โมนโปรเกสเตอโรน หรือโปรเจนตินบางชนิด (เช่น Levonorgestrel) อยู่ในห่วงซึ่งสามรถซึมออกเรื่อยๆ และ เข้าสู่กระแสเลือด ห่วงอนามัยคุมกําเนิดทําหน้าที่ปูองกันไม่ให้ใข่กับสเปอร์มพบกัน ยังทําให้สเปอร์มเคลื่อนที่ได้ลําบาก และลด ความสามารถในการปฏิสนธิของสเปอร์มด้วย นอกจากนั้น ห่วงอนามัยยังอาจสามารถปูองกันการฝังตัว ของไข่ในผนังมดลูก ด้วย (Hatcher, et al., 2001) ภาพที่ 6.4 ห่วงอนามัยคุมกําเนิดในโพรงมดลูก (King, 1999:148) การให้ค้าแนะน้าแก่สตรีที่มารับบริการใส่ห่วงอนามัย 1. ชนิดและวิธีการใส่ห่วงอนามัย เพื่อให้ผู้มารับบริการเข้าใจอย่างถูกต้อง 2. อาการข้างเคียง โดยเฉพาะที่พบได้บ่อยในช่วง 2-3 เดือนแรกหลังจากใส่ห่วง ปวด เลือดออก หลุด เป็นต้น รวมทั้งการรักษาขั้นตอนก่อนพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เช่น ปวดก็รับประทานยาแก้ปวด เช่น แอสไพริน เป็นต้น แต่หากมี อาการผิดปกติต่างๆมากหรือเป็นอยู่นาน ต้องรีบมาพบแพทย์ เช่น ปวดท้องมากไข้สูง เลือดออกผิดปกติ ระดูขาด เป็นต้น 3. การตรวจสายไนร่อน ควรตรวจว่าปกติอยู่หรือไม่ โดยแนะนําให้ล้างมือให้สะอาด แล้วตรวจที่ปากมดลูก ควร ตรวจหลังจากมีฤดูทุกครั้งรวมทั้งภายหลังการร่วมเพศด้วย ถ้าตรวจไม่พบสายไนร่อน หรือพบส่วนแข็งของห่วงแสดงว่าห่วง อนามัยอาจหลุดหรือกําลังจะหลุด ต้องรีบไปพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อตรวจให้แน่นอน และใส่ห่วงอนามัยใหม่ 4. การทํางานและการมีเพศสัมพันธ์หลังการใส่ห่วง ส่วนมากจะไม่ทําให้เกิดการผิดปกติใดๆ สามารถทํางานได้ ตามปกติ ในกรณีที่มีอาการผิดปกติมาก เช่น ปวดท้องจนไม่สามารถทํางานได้ปกติควรรีบมาปรึกษาแพทย์ ถ้ามีอาการปวด ท้องเลือดออก ก็ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนั้น 5. การตรวจติดตามภายหลังใส่ห่วง 1, 3, 6, 12 เดือน และต่อไปปีละครั้งเพื่อตรวจ สุขภาพ ตรวจภายใน รวมทั้งการตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูก โดยเน้นถึงประโยชน์ต่างๆที่ผู้รับบริการจะได้รับจากการตรวจติดตาม
  • 98. หน้า | 94 4. ยาเม็ดคุมก้าเนิด (Contraceptive pills) ยาเม็ดคุมกําเนิด เป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ที่มี เอสโตรเจน (Estrogen) หรือโปรเจสโตเจน (Progestogen) หรือโป รเจสติน (Progestins) ยาคุมกําเนิดมี 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 4.1. ยาคุมกําเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (low-dose combined oral contraceptive) มีทั้งฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และ โปรเจสโตเจน (Progestogen) รวมกัน มีชนิดแผงละ 21 เม็ด และ 28 เม็ด (21 เม็ดแรกมีฮอร์โมนผสมทั้ง สองชนิด ส่วน 7 เม็ดหลังเป็นวิตามินหรือธาตุเหล็ก) 4.2. ยาคุมกําเนิดชนิดฮอร์โมนตัวเดียว (progestogen-only pills) ซึ่งเป็นชนิดฮอร์โมนต่ํา (low-dose progestogen หรือ mini-pill) ชุดละ 35 เม็ด จะทําหน้าที่ปูองกันการตกไข่ และชนิดที่ใช้หลังการร่วมเพศ (postcoital pill) คือ ยามที่ไม่ได้ตั้งใจจะมีเพศสัมพันธ์หรือไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน หรือคุมกําเนิดแบบอื่นแล้วเกิดผิดพลาด โดยให้ โปรเจสโตเจน (Progestogen) ในปริมาณมากๆ เช่น โพสตินอร์ (Postinor) ใช้รับประทาน 1 เม็ดภายใน 72 ชั่วโมง หลังร่วมเพศและ ตามอีก 1 เม็ด ห่างจากเม็ดแรก 12 ชั่งโมง หากเริ่มกินช้าประสิทธิภาพของยาก็จะลดลงตามชั่วโมงที่ผ่านไป หลังกินยา 4 – 5 วันอาจมีเลือดออกได้ แต่ไม่ได้เป็นกับทุกคน กินยานี้แล้วอาจทําให้รอบเดือนแปรปรวนไม่อาจคาดเดาได้ 5. ฮอร์โมนคุมก้าเนิดที่ออกฤทธิ์ระยะยาว (Long-acting hormonal contraception) ได้แก่ 5.1 ยาฉีดคุมกําเนิด (Injectable contraception) ยาฉีดคุมกําเนิด เป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ โปรเจสโตเจน (Progestogen) ที่ออกฤทธิ์ได้นาน ยาฉีดที่นิยมใช้มี 2 ชนิด ได้แก่ (ชวนชม สกนธวัฒน์, 2540) 1. Medroxyprogesterone acetate (MPA) หรือ DMP เมื่อฉีดเข้ากล้าม ฮอร์โมนจะค่อยๆ ถูกดูดซึมเข้าสู่ กระแสเลือดและจะอยู่ได้นาน ฮอร์โมนจะปูองกันการตกไข่ถ้าระดับของฮอร์โมนในเลือดสูง 7 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร แต่ถ้าต่ํา กว่า 0.5 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตรจะมีการตกไข่เกิดขึ้นได้ ส่วนใหญ่หลังจากฉีดแล้วจะไม่มีการตกไข่ประมาณ 4 เดือน 2. Norethisterone enanthate หรือ NET-EN เป็นสารสังเคราะห์โปรเจนโตเจน (Progestogen) ชนิดหนึ่ง จะ ยับยั้งการตกไข่ได้ไม่เกิน 60 วัน ยารักษาโรคกระเพาะบางชนิด เป็นสารสังเคราะห์คล้ายโปรสตาแลนติน (Prostaglandin) หากใช้ในปริมาณสูง หรือ ใช้เหน็บช่องคลอดในหญิงตั้งครรภ์จะทําให้มดลูกขับเมือก บีบตัว และอาจทําให้แท้งบุตรได้ เช่น Misoprostal (ชื่อทางการค้า คือ ไซโตเทค (Cytotec) ชนิดเม็ดขนาด 200 ไมโครกรัม และ Oxytocin ที่ช่วยขยายและเปิดปากมดลูก (H.P.Rang, 2003) ยาฉีดคุมกําเนิดจะทําหน้าที่ยับยั้งการตกไข่ เปลี่ยนแปลงเยื่อบุโพรงมดลูก เปลี่ยนแปลงมูกที่ปากมดลูก มีผลทําให้ ความสามารถของอสุจิในการผสมกับไข่ และการเดินทางลดลงเพราะตัวอสุจิมีการรวมตัวกัน นอกจากนั้นยาฉีดยังเปลี่ยนแปลง สภาวะของท่อนําไข่ทําให้การบีบตัวลดลง การฉีดยาคุมกําเนิดจะต้องเริ่มฉีดภายใน 5 วันแรกของการมีประจําเดือน หรือหลัง คลอด 1 เดือนครึ่ง หรือหลังแท้งประมาณ 2-3 สัปดาห์ 5.2 ยาฝังคุมกําเนิด (Contraceptive implant) ยาฝังคุมกําเนิด เป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ โปรเจสเตอโรน (Progesterone) ที่บรรจุอยู่ในหลอดไซลาสติค (silastic) ใช้ ฝังใต้ผิวหนัง แล้วฮอร์โมนจะซึมในอัตราที่สม่ําเสมอเป็นเวลานาน อาจอยู่ในรูปแคปซูลที่ใช้ฝังไม่ละลาย (non- biodegradable implants) หรือในรูปแคปซูลที่ใช้ฝังละลาย (biodegradable implants) ฮอร์โมนที่ฝังอยู่จะปูองกันการตก ไข่ และเปลี่ยนแปลงเยื่อบุโพรงมดลูก และเปลี่ยนแปลงมูกบริเวณปากมดลูก ระยะการฝังยาที่เหมาะสมควรทําภายใน 7 วัน แรกของการมีประจําเดือน หรือภายหลังแท้งลูก 2-3 สัปดาห์ หรือหลังคลอด 4-6 สัปดาห์ (ชวนชม สกนธวัฒน์, 2540) 5.3 แหวนคุมกําเนิด (Vaginal contraceptive ring)
  • 99. หน้า | 95 แหวนคุมกําเนิดมีลักษณะเป็นวงแหวนที่ทําด้วยไซลาสติค(silastic) มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 –60 มิลิเมตร หนา 7.5-9.5 มิลลิเมตร บรรจุฮอร์โมนคุมกําเนิด ใช้โดยการสอดเข้าไปในช่องคลอด (upper vagina) แล้วตัวยาจะซึมออกจาก แหวนผ่านผนังช่องคลอดในปริมาณคงที่ ทําให้ปูองกันการตั้งครรภ์ได้ (ชวนชม สกนธวัฒน์, 2540) วงแหวนที่ใช้คุมกําเนิดแบ่งได้ 2 ชนิด คือ 1. วงแหวนที่บรรจุฮอร์โมนรวม (Combined estrogen-progesterone ring) ภายในบรรจุ เอสตราไดอัล (estradiol) และเลฟโวนอร์เจสเตรล (levonorgestrel) ซึ่งเป็นตัวยาที่ถูกปล่อยจากวงแหวนแล้วซึมผ่านผนังช่องคลอด มีฤทธิ์ ปูองกันการตกไข่ คล้ายกับยาเม็ดคุมกําเนิด จะออกฤทธิ์ไปได้นานถึง 6 เดือนต่อวงแหวน 1 วง ผู้ใช้ต้องใส่เองในวันที่ 5 ของ รอบเดือน เมื่อใส่ได้ 3 สัปดาห์แล้วให้ถอดออก 1 สัปดาห์ เพื่อให้รอบเดือนปกติและใส่ใหม่อีก วงแหวนคุมกําเนิดนี้มี ประสิทธิภาพในการคุมกําเนิดเท่ากับยาเม็ดคุมกําเนิดชนิดรวมที่มีปริมาณฮอร์โมนต่ํา (low dose oral contraception) 2. วงแหวนที่บรรจุฮอร์โมนตัวเดียว เป็นฮอร์โมนสังเคราะห์โปรเจสติน (progestin) เหมาะสําหรับผู้ที่กําลังเลี้ยง ลูกด้วยนมตัวเอง ใช้ได้นาน 3 เดือน แล้วเปลี่ยนใหม่ แหวนคุมกําเนิดชนิดนี้จะเปลี่ยนแปลงมูกของปากมดลูกและเยื่อบุโพรง มดลูก คล้ายกับยาฉีดคุมกําเนิด หรือยาฝังคุมกําเนิด พบอัตราการตั้งครรภ์ 3.5 ต่อหญิง 100 คนต่อปี 5.4 แผ่นคุมกําเนิด สําหรับแผ่นแปะคุมกําเนิดนั้น เป็นนวัตกรรมล่าสุดของการคุมกําเนิด มีลักษณะการใช้เหมือนกอเอ๊ะ คือ เมื่อแปะที่ ผิวหนังแล้ว ตัวยาจะค่อยๆ ซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือด แล้วไปออกฤทธิ์ปูองกันการตั้งครรภ์ ใช้แทนยาเม็ดคุมกําเนิด ชนิดกินสําหรับคนที่ไม่สามารถรับประทานยาได้ หรือคนที่ชอบลืมกินยา หรือไม่ชอบกินยา ถ้าใช้อย่างถูกต้องก็มีประสิทธิภาพ 99 % มีลักษณะ เป็นแผ่นสี่เหลี่ ยมขนาด 20 ตารางเซนติเมตร ประกอบด้วยตัวยาสองตัวคือโปรเจสโตเจนและ เอสโตรเจนเหมือนยาเม็ดคุมกําเนิดทั่วไป ฮอร์โมนในแผ่นค่อยๆออกฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่ และทําให้มูกที่ปากมดลูกเหนียวข้น ทําให้ตัวอสุจิผ่านเข้ามดลูกได้ยาก (รศ.นพ. อรรณพ ใจสําราญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสูตินรีเวชโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์) “วิธีใช้ วันแรกที่รอบเดือนมาเลย (ภายใน 24 ชั่วโมง) แต่ถ้าเริ่มแปะหลังจากวันแรกไปแล้ว 7 วันแรกควรใช้การ คุมกําเนิดอย่างอื่นร่วมด้วย ส่วนรอบต่อไปก็เปลี่ยนแผ่นในวันที่เคยเปลี่ยนและสามารถมีผลคุมกําเนิดได้ตั้งแต่วันแรกของ แผง แรกของรอบนั้นทันทีหนึ่งรอบมี 4 สัปดาห์ แปะสัปดาห์ละหนึ่งแผ่น สัปดาห์ที่ 4 เว้นการแปะ 7 วัน เมื่อเว้นครบ 7 วันแล้ว ไม่ ว่ารอบเดือนจะมาหรือไม่มา รอบเดือนมาแล้วจะหยุดหรือไม่หยุด ก็ให้แปะแผ่นแรกของรอบใหม่ทันที ” ทั้งนี้ สามารถแปะได้ หลายที่ แต่ส่วนมากก็มักแปะที่ท้องน้อย หรือสะโพก แต่ละแผ่นไม่ควรแปะซ้ําที่แต่ให้เลื่อนออกไปตําแหน่งใหม่ จุดที่ห้ามแปะ คือที่เต้านม จุดที่จะแปะไม่ควรใช้เครื่องสําอาง หรือแปูงหรือครีม และหลีกเลี่ยงจุดที่มีแผล มีการอักเสบ หรือมีโรคผิวหนัง ถ้า เกิดแผ่นหลุดให้แปะแผ่นใหม่เท่ากับจํานวนวันที่เหลือ และเพื่อปูองกันการรบกวนประสิทธิภาพกาวบนแผ่นปิด ไม่ควรใช้ เครื่องสําอาง ครีม โลชั่น แปูงฝุุน หรือเครื่องประทินผิวใดๆบนบริเวณผิวหนังที่จะปิดแผ่นยา ทั้งนี้ผู้ใช้ควรหมั่นตรวจสภาพการ ติดของแผ่นยาทุกวันด้วย ผลค้างเคียงของการใช้ยามีน้อยมาก ความน่าเชื่อถือก็เหมือนกับ ยาเม็ดคุมกําเนิดทั่วไป ตัวยาที่ ร่างกายได้รับจะสม่ําเสมอกว่ายาเม็ด การคุมก้าเนิดแบบถาวรหรือการท้าหมัน (Permanent contraception or sterilisation) 1. การท้าหมันหญิง (Female sterilisation or tubal ligation) การทําหมันหญิง เป็นการคุมกําเนิดถาวรที่ทําโดยการผ่าตัดเพื่อผูก และตัดท่อนําไข่ทั้ง สองข้าง (tubal ligation and resection) เพื่อปูองกันไม่ให้ตัวอสุจิเดินทางไปปฏิสนธิกับไข่ในท่อนําไข่ได้ การทําหมันหญิงมีหลายวิธี แต่ที่นิยมมี 2 วิธี คือ การผ่าตัดเข้าทางผิวหนังหน้าท้อง (minilaporotory method) และการใช้กล้อง laparoscope (laparoscopic sterilization) ช่วงเวลาการทําหมันหญิง สามารถแบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ ระยะหลังคลอด (puerperal period) และระยะ ปกติ (non-puerperal period/ interval sterilisation) ระยะหลังคลอด เป็นการทําผ่าตัดทําหมันหลังคลอดใหม่ๆ ซึ่งอาจจะ เป็นการผ่าตัดทําหมันทันทีภายหลังค ลอดบุตร (delivery room tubal sterilisation) แผลผ่าตัดอยู่ที่ใต้ขอบสะดือ ทําให้ทํา
  • 100. หน้า | 96 ได้ง่าย และไม่มีแผลเป็น ใช้ยาสลบน้อย เพราะได้รับยาระงับปวดขณะคลอด อยู่แล้ว และลดเวลาที่จะนอนพักใน โรงพยาบาลด้วย การทําหมันหญิงหลังคลอดนี้ คนทั่วไปนิยมเรียกว่า “หมันเปียก” ส่วนการทําหมันในระยะปกตินิยมเรียกว่า “หมันแห้ง” วิธีการท้าหมันหญิง ได้แก่ (ชวนชม สกนธวัฒน์, 2540) 1. การทําหมันแห้งโดยวิธี modified minilaparotomy technique ทําได้สะดวกและง่ายโดยการกรีดตามแนวยาว ขนาด 3-5 เซนติเมตร ที่บริเวณกระดูกหัวเหน่า 5 เซนติเมตร เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดกล้ามเนื้อปิรามิดัลลิส (pyramidalis) และ กระเพาะปัสสาวะ 2. การทําหมันโดยกล้องแลปพาโรสโคป (laparoscope) เป็นการหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นจากการผ่าตัด อย่างไรก็ตามผู้ที่เป็นโรคหัวใจระยะที่ 4 ไม่ควรใช้วิธีนี้ เพราะอาจทําให้หัวใจเต้นผิดปกติ และเกิดภาวะหัวใจวายได้ นอกจากนั้น ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดหน้าท้องหลายครั้งเพราะการที่ท้องมีผังผืดมากอาจทําให้เครื่องมือ โดยเฉพาะเข็มเวอเรสส์ (veress needle) หรือ โทรคาร์ (trocar) แทงทะลุลําไส้ได้ 2. การท้าหมันชาย (Male sterilisation or vasectomy) การทําหมันชาย เป็นการคุมกําเนิดด้วยการทําให้ท่อน้ําอสุจิทั้งสองข้างเกิดการอุดตัน หรือตัดไม่ให้เชื่อมต่อกัน (Vasectomy) ทําให้ตัวอสุจิผ่านไปไม่ได้ การทําหมันชายเป็นวิธีที่ทําได้ง่าย ปลอดภัยมีประสิทธิภาพสูงเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ และมีอาการแทรกซ้อนน้อยมาก การทําหมันชายไม่ใช่การตอนและไม่มีผลต่อลูกอัณฑะ และไม่มีผลกระทบต่อสมรรถภาพทาง เพศ การทําหมันชายจะแบ่งได้หลายวิธี วิธีการใหญ่ๆ สามารถแยกได้ 2 วิธี คือ การทําหมันชายวิธีดั้งเดิม (Conventional technique) เป็นการผ่าตัดด้วยการกรีดผิวหนังที่ median raphe ยาว ไม่เกิน 1 เซนติเมตร แล้วแหวกเนื้อเยื่อรอบๆท่ออสุจิ แล้วผูกและตัดท่อนําอสุจิเพื่อปูองกันไม่ให้อสุจิผ่านได้ ส่วนการทําหมันเจาะ (non-scalpel vasectomy technique) เป็นการตัดท่อนําอสุจิโดยการใช้ ฟอร์เซพ ชนิด dissecting forceps แทรกทะลุผิวหนังของถุงอัณฑะ เพื่อเข้าไปตัดท่อนําอสุจิ แทนการผ่าตัดด้วยการใช้ใบมีด ทําให้เป็นแผล เพียงเล็กน้อย มีภาวะแทรกซ้อน (การติดเชื้อและการคั่งของเลือด) น้อย ข้อแนะน้าและปฏิบัติตัวหลังท้าหมันชาย ผู้รับบริการควรพักหลังจากผ่าตัดทําหมันชายประมาณ ครึ่งชั่วโมง และก่อนกลับบ้านควรได้รับการตรวจดูว่ามี เลือดออก หรือมีอาการแผลบวมผิดปกติหรือไม่ นอกจากนั้น ผู้รับบริการควรหลีกเลี่ยงการทํากิจกรรมที่อาจกระทบกระเทือน ต่อแผลผ่าตัด ใน 6 ชั่วโมงแรก แผลอาจบวมได้ หลังจาก 6 ชั่วโมงแรกจึงค่อยเริ่มทํางานเบาๆได้ และสามารถทํางานหนักได้ หลังจากผ่าตัด 48 ชั่วโมง แต่ไม่ควรอาบน้ําในช่วง 24 ชั่วโมงแรก หากแผลเปียกควรรีบเช็ดให้แห้งด้วยสําลีสะอาด ควรงดร่วม เพศในช่วง 10 วันแรก เพราะอาจทําให้ไหมที่ผูกปลายท่ออสุจิหลุดได้ เนื่องจากแรงดันที่เพิ่มขึ้น ถ้าต้องร่วมเพศควรใช้วิธีการ คุมกําเนิดแบบชั่วคราวอย่างอื่นในช่วง 3 เดือน หรือหลังจากหลั่งน้ําอสุจิแล้วประมาณ 15 – 20 ครั้ง หรือจนตรวจไม่พบตัว อสุจิในน้ํากาม (semen) ภาวะแทรกซ้อนจากการท้าหมันชาย (ชวนชม สกนธวัฒน์, 2540) 1. ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นทันที ได้แก่ ก. ถุงอัณฑะช้ําบวมและปวด อาการปวดบวมของถุงอัณฑะอาจเกิดขึ้นได้ แต่ไม่รุนแรง ยกเว้นกรณีที่มีการ บาดเจ็บของเนื้อเยื่อต่างๆมาก ขณะทําหมัน ถ้ามีอาการควรประคบด้วยความเย็น หรือพยุงถุงอัณฑะไว้ หรือให้ยาแก้ปวด ข. เลือดออกหรือเลือดคั่ง อาจเกิดขึ้นได้จากการเย็บแผลไม่ดี และถ้าเลือดออกในชั้นลึกลงไปอาจทําให้เกิดก้อน เลือดคั่งอยู่ในถุงอัณฑะ อาจเกิดขึ้นได้ร้อยละ 1-2 ถ้าหากมีเลือดคั่งมากต้องผ่าตัดเอาก้อนเลือดออก และผูกเส้นเลือด
  • 101. หน้า | 97 ค. การติดเชื้อ อาจพบได้ร้อยละ 2-5 ต้องรักษาด้วยการให้ยาปฏิชีวนะ ง. ความล้มเหลวในการทําหมันชาย เกิดขึ้นจากการขาดความชํานาญแต่เกิดได้น้อยมาก 2. ภาวะแทรกซ้อนระยะยาว ก. Sperm granuloma เกิดจากการรั่วของตัวอสุจิจากท่ออสุจิ เข้าไปอยู่ในเนื้อเยื่อรอบ ๆ ทําให้เกิดการอักเสบ กลายเป็นก้อน อาจมีอาการปวดด้วย ถ้าเกิดภาวะดังกล่าวขึ้นจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเอาก้อนนั้นออก ข. Spontaneous recanalisation เกิดจากการเชื่อมต่อระหว่างปลายท่ออสุจิที่ถูกตัดออกจากกันแล้ว ตัวอสุจิจึง สามารถเคลื่อนจากลูกอัณฑะไปที่ท่อปัสสาวะได้ แต่พบได้น้อยมาก ค. Sperm antibodies หรือภูมิคุ้มกันตัวอสุจิ เนื่องจากตัวอสุจิไม่สามารถผ่านไปตามท่อได้ ในคนที่ทําหมันชาย แต่จะถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกายและตายไป กลายเป็นสิ่งแปลกปลอมของร่างกาย แต่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย จะมี ผลกระทบต่อผลของการผ่าตัดต่อหมัน จะทําให้ชายนั้นมีบุตรยาก (male infertility)
  • 102. หน้า | 98 ยาถ่ายพยาธิ ยาที่ใช้ถ่ายพยาธิ ได้แก่ Mebendazole  Fugacar® tablet 500 mg  Fugacar® suspension 2%  Benda® tablet 500 mg  Benda® syrup 100 mg / 5 ml Albendazole  Zentel® แผง 2 เม็ด 1 เม็ด 200 mg ตัวกลม 2 เม็ด ครั้งเดียว ตัวตืด, Strongeloid 2 x 1 3 วัน ใบไม้ตับ 2 x 2 3 วัน  Alben® tablet 200 mg  Alben® 100 mg / 5 ml (ผู้ใหญ่และเด็กอายุ > 2 ปี 400 mg) Niclosamide (สําหรับตัวตืด)  Yomesan® แผงละ 4 เม็ด ๆ ละ 0.5 g  Niclosamide®  Hexin® (Niclo + phenopgthalein) จึงไม่ต้องกินยาถ่ายตาม  Anaworm (ปวกหาด) Praziquantel  Pontel® tablet 600 mg o ใบไม้ปอด, ลําไส้, ตับ 25 mg / kg tid. 1-2 วัน o ใบไม้ในเลือด 20 – 40 mg / kg 3 วัน
  • 103. หน้า | 99 o ตัวแบน 15 – 20 mg / kg 5 วัน ใบไม้ตับ - Praziquantel 25 mg / kg 3 วัน วันละ 1 dose ตัวจี๊ด จะรักษาตามอาการ ได้แก่ - Quinine ซึ่งเป็น antiinflam ลดอาการบวมแดง อักเสบ - Steroid ถ้าคันมาก - Analgesic ถ้าปวด และ Danzen ถ้าบวมมาก *** หญิงมีครรภ์ไม่ควรใช้ยาถ่ายพยาธิ
  • 104. หน้า | 100 ยาตา 1.ใช้ Antihistamine เมื่อตาโดนฝุุนละออง มีอาการเคืองตา น้ําตาไหล และมีต้อเนื้อ หรือ ต้อลม  Sperpallerg  Hista-oph  Opsa-his  Oculosan  Opsil-a 2.ใช้ steroid เมื่อมีอาการแพ้ที่นานๆเกิดที เคืองตามากๆ มักไม่ให้ใช้ระยะยาว จึงอาจให้ทาน steroid/denzen + หยอด antihist แทนเพื่อปูองกันการใช้ยาหยอดตา steroid นานๆ  Prednisil  Syntophtone  Spersadexoline  Dexopph  Opsardex  Sofradex  FML-Neo  Effemoline 3.ใช้ antibiotic ในกรณีติดเชื้อ Bacteria เช่น ตาแดง ตากุ้งยิง  Chloramphenicol  Polymyxin B  Polyoph  Terramycin  Optin *** กรณีตากุ้งยิง ห้ามใช้ Effemoline , Sofradex , Pred forte 5 miscellaneous  Catalin รักษาต้อกระจกในช่วงแรกๆ  Quinac ใช้ในต้อกระจก
  • 105. หน้า | 101  Isoptocarpine ใช้ในต้อหิน หมายเหตุ 1.ต้อเนื้อ : มีเยื่อตาขาวล้ําเข้ามาในตาดํา ชอบเคืองตา สาเหตุอาจมาได้จากฝุุนเข้าตาบ่อยๆ แนะนํา ให้ผู้ปุวยใส่แว่นตา เพื่อกันฝุุน ลม เข้าตา 2.ต้อหิน : มีอาการปวดหัว ปวดเบ้าตา ที่ขอบตาดําจะเห็นวงสีขาวๆ ล้อมรอบ สาเหตุมาจากการหยอดตาด้วย steroid บ่อยๆ 3.ตาแดง : ติดเชื้อ แบคทรีเรีย ให้ใช้ antibacterial หยอดในระหว่างวัน และ ปูายก่อนนอน ถ้าคันมาก เคืองมาก ให้ทาน antihistamine ร่วมด้วย
  • 106. หน้า | 102 วิตามินและแร่ธาตุ Vitamins and Minerals วิตามินกินอย่างไรให้ถูกวิธี วิตามินที่ร่างกายได้รับส่วนใหญ่มาจาก อาหารที่เราทานเข้าไป และส่วนหนึ่งร่างกาย สังเคราะห์ขึ้นเอง วิตามินที่ดีจึงต้องสกัดจากอาหาร ถึงอย่างไร เราก็ไม่กินวิตามินแทนอาหาร และ วิตามินไม่ใ ช่ยา แต่เป็นสารสกัดจากสิ่งมีชีวิต (Organic) ที่จําเป็นสําหรับร่างกาย มีหน้าที่ช่วยให้ การทํางานของระบบต่างๆ ในร่างกายทํางานได้ ถูกต้อง และช่วยให้เราดํารงชีวิตอยู่ได้ เพราะถ้าขาด วิตามินแล้วร่างกายจะหยุดทํางาน ในที่นี้จะขอเล่าถึงวิตามินบางตัวที่มีความสําคัญต่อภูมิชีวิต (Immune System) เรา ซึ่งที่น่ารู้จักก็คือ วิตามินในกลุ่มแอนติ ออกซิแดนท์ ได้แก่ A, C, D และ E และกลุ่มวิตามิน B ชนิดต่างๆ วิตามิน A พบใน น้ํามันตับปลา ผักสีต่างๆ เช่น แครอท ผักโขม และหัวบีทรู้ท ประโยชน์ - ช่วยบํารุงสายตา และแก้โรคตามัวตอนกลางคืน - ช่วยให้กระดูก ผม ฟัน และเหงือกแข็งแรง - สร้างความต้านทานให้แก่ระบบหายใจ - ช่วยสร้างภูมิชีวิตให้ดีขึ้น และทําให้หายปุวยเร็วขึ้น - ช่วยในเรื่องของผิวพรรณ ลดอาการอักเสบของสิว ช่วยลบจุดด่างดํา และจุดวัยสูงอายุ - ช่วยบรรเทาโรคเกี่ยวกับไทรอยด์ ปริมาณที่แนะน้า - ผู้ชายควรกินอาหารที่มีวิตามิน A 1,000 R.E. หรือเท่ากับ 5,000 I.U. ต่อวัน - ผู้หญิงควรกินอาหารให้ได้วิตามิน A 800 R.E. หรือ 4,000 I.U. ต่อวัน - หากกําลังตั้งครรภ์ควรกินเพิ่มเป็น 1,000 R.E. หรือ 5,000 I.U. ต่อวัน - สําหรับการกินวิตามิน A เป็นอาหารเสริมควรกินวันละ 10,000 I.U.
  • 107. หน้า | 103 วิตามิน C ประโยชน์ - เป็นตัวสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นตัวเส้นใยทําหน้าที่เชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆ ไว้ด้วยกัน ทั้งยังเป็นตัวสร้างกระดูก ฟัน เหงือก และเส้นเลือด - ช่วยแผลสดและแผลไฟไหม้หายเร็วขึ้น - ช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กดีขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างเม็ดเลือดทางอ้อม - ช่วยปูองกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ (MUTATION) - ช่วยปูองกันไม่ให้เกิดโรคนอนหลับตาย (SIDS) ในกรณีเด็กอ่อน - ช่วยแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน - ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด - ช่วยคลายเครียด ปริมาณที่แนะน้า - ในรายที่ขาดวิตามิน C ควรกิน เสริม วันละ 1,000 mg วิตามิน D พบมาก ในเนย นม เนยแข็ง และในแดด ดังนั้น เราจึงควรตากแดดวันละ 2-3 ชั่วโมง ประโยชน์ - ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง ช่วยในการย่อยอาหาร เพิ่มพลังงาน และช่วยรักษาสิว ทั้งนี้หากกินร่วมกับวิตามิน B6 ใน ขนาดสูงๆ จะช่วยรักษาข้ออักสบ และโรคเรื้อนกวาง (สะเก็ดเงิน) ได้ ปริมาณที่แนะน้า - ควรกินวิตามิน D เสริม วันละ 1,000 I.U วิตามิน E ประโยชน์ - หน้าที่สําคัญที่สุดของวิตามิน E เป็นตัวแอนติออกซิแดนท์ คือทําให้เกิดการเผาผลาญ (OXIDATION) โดยมีตัวออกซิเจน เป็นตัวการสําคัญ ทําให้ร่างกายเผาผลาญได้ดีขึ้น เป็นตัวช่วยไขกระดูกในการสร้างเลือด ช่วยขยายเส้นเลือด ช่วยต้านการ แข็งตัวของเลือด ช่วยชะลอความสามารถในการจับตัวเป็นลิ่มเลือด และลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด สมองและหัวใจ - บํารุงตับซึ่งทําหน้าที่เกี่ยวกับเลือดมากมาย - ช่วยให้ระบบสืบพันธุ์ เซลล์ประสาท และกล้ามเนื้อทํางานได้ตามปกติ - บํารุงตับซึ่งทําหน้าที่เกี่ยวกับเลือดมากมาย - ช่วยให้ผิวหนังสดใส และช่วยสมานแผลไฟไหม้ น้ําร้อนลวกให้หายเร็วขึ้น
  • 108. หน้า | 104 - ช่วยให้ปอดทํางานดีขึ้น และไม่อ่อนเพลียง่าย ปริมาณที่แนะน้า - ควรกินวิตามิน E เสริม ขนาดเม็ดละ 400 I.U. วันละ 2 เม็ด เช้า-เย็น - ไม่ควรกินในปริมาณที่มากเกินไป เพราะอาจเกิดความดันโลหิตสูงได้ในบางราย วิธีแก้อาการดังกล่าวคือ ควรกินใน ปริมาณ 100 I.U. ก่อน แล้วจึงเพิ่มปริมาณเป็น 200 I.U. และ 400 I.U. ตามลําดับ - หากกินเหล็กและวิตามิน E พร้อมกัน จะเกิดภาวะที่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมวิตามิน E ได้ วิธีแก้คือ ควรแยกกินวิตามิน E ก่อนธาตุเหล็ก 8-12 ชั่วโมง วิตามิน B วิตามิน B1 หรือ Thiamin ประโยชน์ - จําเป็นต่อการทํางานของสมอง ระบบประสาท ระบบย่อย หัวใจ และกล้ามเนื้อ ช่วยให้เจริญอาหาร และช่วยในการ เจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยแก้อาการเมาคลื่น และเมาอากาศ - ช่วยเพิ่มภูมิชีวิตและรักษางูสวัด (Herpes Zoster) ให้หายเร็วขึ้น ปริมาณที่แนะน้า - ถ้าต้องการกินวิตามินชนิดนี้เป็นอาหารเสริมควรกินวันละ 1 เม็ดหลังอาหาร เม็ดละ 100 mg - หากเกิดอาการเครียด ตื่นเต้น เจ็บปุวยโดยเฉพาะหลังผ่าตัด ควรกินวิตามินB1 ร่วมกับวิตามิน B Complex (วิตามินบี รวม) - คนที่ควรกินวิตามิน B1 เสริม คือ - คนที่ชอบกินของหวานๆ กับแปูงขาวมากๆ หรือสูบบุหรี่ และดื่มเหล้าจัด ซึ่งมีโอกาสเป็นโรคขาดวิตามิน B1 ได้ - คนที่กินยาลดกรดในกระเพาะเป็นประจํา เพราะยาลดกรดจะทําลายวิตามิน B1 ในอาหารให้เหลือน้อยลง - ผู้หญิงที่กําลังตั้งครรภ์ หรือคุณแม่ที่กําลังตั้งครรภ์ และผู้หญิงที่กินยาคุมกําเนิดเป็นประจํา วิตามิน B6 หรือ Pyridoxine ประโยชน์ - ช่วยเปลี่ยนแอมิโนแอซิดให้เป็นวิตามินอีกตัวคือ Niacin หรือวิตามิน B3 ช่วยร่างกายสร้างภูมิต้านทานแอนติบอดี และช่วย สร้างเซลล์โลหิตให้ดียิ่งขึ้น - ช่วยร่างกายสร้างน้ําย่อยในกระเพาะอาหาร และแร่ธาตุแมกนีเซียม - ช่วยบรรเทาโรคเกิดระบบประสาทและผิวหนัง - ช่วยบรรเทาการคลื่นไส้ และอาเจียน - ช่วยบรรเทาอาการปากแห้ง และคอแห้ง
  • 109. หน้า | 105 - ช่วยแก้การเป็นตะคริว แขนขาชา และช่วยขับปัสสาวะ ข้อแนะน้าส้าหรับบางคน - ผู้ที่กินยาคุมกําเนิดควรกินวิตามิน B6 เป็นประจํา - ผู้ปุวยเบาหวาน ถ้าต้องใช้อินซูลิน ควรกินวิตามิน B6 ควบ และปรับอัตราการใช้อินซูลินให้ได้ตามส่วนของน้ําตาลในเลือด วิตามิน B12 หรือ Cobalamin ประโยชน์ - ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง - ช่วยให้เด็กเติบโตและเจริญอาหาร - ช่วยให้ระบบประสาททํางานได้ดี - ช่วยให้สมองไม่ฟุูงซ่าน ความจําดี และมีสมาธิ ข้อแนะน้าส้าหรับบางคน - ผู้หญิงที่อ่อนเพลียเพราะประจําเดือนมามาก ควรกินวิตามิน B12 เสริม - ผู้ที่เป็นมังสะวิรัติอย่างเคร่งครัด ก็ควรกินวิตามิน B12 เสริมเช่นกัน - ผู้ที่ติดเหล้าหรือดื่มจัดก็ควรกินวิตามิน B12 เสริมเป็นประจํา วิตามิน B3 หรือ Niacin ประโยชน์ - ช่วยทําลายพิษหรือท็อกซินจากมลพิษ แอลกอฮอล์ และยาเสพติด - รักษาโรคทางจิตและโรคเกี่ยวกับความผิดปกติทางสมอง - ช่วยอาการต่างๆ ของผู้ปุวยเบาหวานให้ดีขึ้น - ช่วยรักษาโรคปวดหัวไมเกรน - ช่วยบรรเทาโรคอาไทรทิสและข้ออักเสบ - ช่วยกระตุ้นและแก้ไขความบกพร่องทางเซ็กซ์ - ช่วยลดความดันโลหิตสูง ปริมาณที่แนะน้า - สามารถกินวิตามิน B3 เสริมได้ตั้งแต่ 100 - 2,000 mg ต่อวัน - สําหรับผู้ปุวยโรคหัวใจควรใช้ในปริมาณที่สูงถึงวันละ 7,000-8,000 mg วิตามิน B5 หรือ Pantoyhenic Acid ประโยชน์ - ช่วยสร้างแอนติบอดี้ซึ่งเป็นตัวสําคัญของ Immune System หรือภูมิชีวิต
  • 110. หน้า | 106 - เมื่อร่างกายเปลี่ยนไขมันที่สะสมไว้ให้เป็นน้ําตาลเพื่อสร้างพลังงาน วิตามินB5 จะเป็นตัวสําคัญในการเปลี่ยนไขมันเป็น น้ําตาล - ช่วยให้บาดแผลหายเร็วขึ้น - ช่วยให้ร่างกายหายจากการช็อคหลังการผ่าตัดใหญ่ - ช่วยให้อาการอ่อนเพลียหายเร็วขึ้น ปริมาณที่แนะน้า - ในรายที่ขาดวิตามิน B5 ควรกินเสริมวันละ 2 เม็ด เม็ดละ 100 mg วิตามิน B Complex ประโยชน์ - ช่วยในการย่อยหรือแตกตัวของคาร์โบไฮเดรตให้กลายเป็นกลูโคส ช่วยในการย่อยหรือแตกตัวของโปรตีนและไขมัน - ช่วยให้ระบบประสาททํางานได้ตามปกติ - ช่วยให้กล้ามเนื้อในกระเพาะและลําไส้ทํางานได้ดีขึ้น - ช่วยบํารุงผิวหนัง เส้นผม ตา ปาก และตับ - ในกลุ่มชีวจิตเราเชื่อว่าเมื่ออายุ 70 ปีขึ้นไป การดูดซึมของลําไส้จะทรุดโทรมลง ต้องแก้ไขด้วยการบริหารร่างกายและใช้ วิตามินกลุ่ม B Complex ปริมาณที่แนะน้า - ตามปกติผู้ที่กินอาหารตามสูตรของชีวจิต จะได้รับวิตามิน 2 ชนิดนี้เพียงพอ - ถ้าเป็นอาหาร วันหนึ่งๆ เรามีวิตามิน 2 ชนิดนี้รวมกันวันละ 300-400 mg ก็เพียงพอแล้วแต่ถ้าใช้เป็นยาต้องใช้ถึงวันละ 3,000-5,000 mg VITAMIN & MINERAL เพิ่มเติม Insoluble Vitamin 1.Vit A -ทานไม่เกิน 8 เดือน -ใช้ในแง่ปัญหาสายตา -ใช้รักษาสิว 2.Vit D -มักอยู่ในรูป A+D -ช่วยบํารุงกระดูก ช่วยในการดูดซึม แคลเซียม และฟอสฟอรัส ใช้ 1000 – 4000 IU -กระดูกเสื่อม ใช้ 200000 IU 3.Vit E -ใช้บํารุงกล้ามเนื้อ หลอดเลือด สามารถบํารุงผิวได้ -ใช้ปูองกันการอุดตันของหลอดเลือด
  • 111. หน้า | 107 -Vit A+E ใช้ในพวกเนื้อตาอักเสบ 4.Vit K -บํารุงเลือด ให้เลือดแข็งตัวดี 10 – 20 mg Soluble Vitamin 1.Vit B1 -เหน็บชา 30 – 100 mg 2.Vit B2 -ปากนกกระจอก แผลในปาก 10 25 mg 3.Vit B6 - แก้แพ้ท้อง - ช่วยสร้าง blood 4. Vit B12 - โลหิตจาง ให้ 1000 µg 5.Vit Combine  Prince-B-Forte  Nevamin ใช้ในกรณี งง ชา ปวดปลายประสาท  Neurobion 6. Vit C -ปูองกันหวัด โรคลักปิดลักเปิด 50,100,1000 IU - ดื่มน้ํามากๆ เพราะ ตกตะกอนได้ -ช่วยดูดซึม แคลเซียม MINERAL 1.Niacin 50 mg ใช้ปลูกผม 2.Folic acid 5 mg สร้าง เม็ดเลือดแดง 3.Ferrous สร้างเลือด ทาน 325 mg tid.pc. 4.Fluoride ช่วยให้ฟันแข็งแรง รสชาติไม่อร่อย Dose : age 0-2 yrs. 0.25 drop OD. pc. 2-3 yrs. 0.5 drop OD pc. >3 yrs. 1.0 drop OD pc. 5.Calcium เสริมสร้างกระดูก ปูองกันตะคริว ใช้ในกระดูกเสื่อม
  • 112. หน้า | 108  Ostocalcium 1tab hs  Ca-C 1000 sandoz 1tab hs VITAMIN + MINERAL  Z-BAC  Supradyn N  Viterra-M  Stress tab + Zn  Theragram-M VITAMIN สตรีมีครรถ์  Obimin-AF  Nataral-E2  Prenamin  Natabec อาหารเสริม 1.Amino acid  Banner protein = Mild เหมาะกับผู้ปุวยพักฟื้น  Anabolic amino = Medium  KAL 1000 mg = แรงสุด
  • 113. หน้า | 109 2.โสม ใช้ได้ดีกับคนที่อ่อนเพลีย 3.Garlic ลด cholesterol แต่ในตอนแรกจะใช้ประมาณ 5 สัปดาห์ จึงจะเห็นผล ทาน 600 mg bid 4.Sun chlorella สลาย free radical 5.beta – carotene ปูองกันมะเร็ง ใช้ในคนสูบบุหรี่/กินเหล้า สลาย ferr radical 6.Lacithin -ช่วยต้าน memory -ละลายไขมัน -ลดความอ้วน 6 x 1200 mg / day in individual dose กินคู่กับ B6 250 mg
  • 114. หน้า | 110 ระบบหมุนเวียนโลหิต DRUG USE IN CIRCULATION SYSTEM ANTIHYPERTENSIVE DRUG 1.DIURETICS Dose : 1 tab. OD. - มักให้ในผู้ปุวยโรคไต เพื่อดึงน้ําออก ลดการบวม  Lasix 40mg  Moduretic 5 , 50 mg  Aldactone 50 mg  Dichlotride 50 mg  Dyazide 25 , 50 mg 2. VASODILATOR ปัจจุบันใช้น้อย Dose : 1 tab. OD.  Loniten 5 mg  Apresoline 10/25/50 mg 3.SYMPATHOMIMETICS DRUG I ออกฤทธิ์ต่อ CNS & Peripheral  Reserpine ใช้ในช่วง 0.1-0.5 mg แต่มี SE มาก เช่น hallucination จึงใช้น้อยลง  Aldomet 150 , 250 mg SE : ทําให้มึนงง , Dose : OD. – tid II α2-Blocker  Minipress 1mg/2mg bid III β-Blocker 3.1 Non selective OD. – tid *** Inderal & Blocadren ใช้ long term จะปูองกัน MI ได้ 3.2 Selective β1-reception OD. – tid ถ้าใช้ในผู้ปุวยโรคหอบ หืด ให้ bronchodilator กันไว้ด้วย  Betaloc **ปูองกัน MI ได้
  • 115. หน้า | 111  Tenormin  Concor  Spectral IV.Combinad drug OD. - tid  Brinerdin  Iso-triranpin  Ser-Ap-Es 4.Calcium chanel blocker dose : OD. – tid , SE : ปวดล้าตามขา เป็นตะคริว  Isoptin 40mg  Adalat 5mg  Adalat 10mg  Adalat retard 20mg  Nificard 10mg  Nalapine 5mg  Baypress 10mg  Plendil 5mg  Munobal 5mg  Cardepine 10mg  Herbesser 60mg  Norvase 5mg  Dynacirc2.5mg การแนะนําผู้ปุวย - ควรทานยาตลอด - ควรไปพบแพทย์ เพื่อวัด BP เป็นประจํา - มี complication ได้หลายอย่าง เช่น ที่ตา ไต สมอง - มักพบยากลุ่มนี้จ่ายร่วมกันกับ ยาลดไขมันในเลือด ยา CVA ยาเบาหวาน 5. ACEI Dose : OD./bid , SE : ไอ  Renitec 5/20 mg
  • 116. หน้า | 112  Accupril5/20 mg  Capoten25 mg  Zestril 5/10 mg  Ramace 1.25/2.5/5 mg  Inhibace0.5/2.5/5 mg  Sufrexal 20/40 mg ANGINA PECTORIS I.Nitrate 1. oral form  Isodil 10mg  Elantan 20 mg  Sorbitrate 10/20 mg  Peritrate10 mg  Ismo 20 mg ** ยากลุ่ม nitrate มักพบในการจ่ายร่วมกับ ยาลดไขมันในเลือด และยาลดความดัน 2. Sublingual  Isordil 5 mg  Angised 500 µg 3. spray พ่นเข้ากระพุ้งแก้ม = vasodilate ที่หัวใจ  Isoket 375mg/15ml  Iso-MACK 1.25mg/0.09ml 4.แปะหน้าอก ใช้ใน serious case เพื่อปูองกัน  Nitroderm TTS5 25mg/TTS II Miscellaneous  Vastarel 20 mg III Ca Blocker
  • 117. หน้า | 113  Adalat  Nifedipine CHF DRUG  Digoxin  Lanoxin จ่ายในผู้ปุวยที่เหนื่อยง่ายเมื่อตื่นมาตอนเช้า หรือ หายใจไม่อิ่ม หรือหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ANTIARRYTHMIC DRUG  Kinidin Durules 200 mg ยาสลาย Thrombus Thrombus ที่ brain ทําให้เกิดอัมพาต สาเหตุ : hyperlipidemia ยาเพิ่ม Flexibility ของ RBC เพื่อให้ flow ได้ดีขึ้น ใช้ในคนที่มีปัญหาที่ขา เช่น เมื่อย หรือ มีปัญหาเกี่ยวกับเลือดที่ไปที่ขา อาจใช้ในการไหลเวียนเลือดที่ brain ก็ได้ CEREBROACTIVE DRUG ให้ในผู้ปุวยที่มีอาการผิดปกติ ด้าน Brain ที่อาจเกิดจาก accident หรือให้ในกรณีมีความผิดปกติด้าน memory หรือในกรณี ที่มีอาการมึนงง  Hydergine tid  Hydergine FAS OD ในเมืองนอกใช้ในสภาวะที่มีการเปลี่ยนสภาพแวดล้อม หรือสภาวะอากาศที่เกิดจากการเดินทางเป็นการช่วย ปรับทางด้าน brain  Fludilat tid ใช้ช่วยเพิ่ม memory , รักษาอาการปวดเมื่อยล้าตาม nerve เพราะยาจะทําให้ flexibility ของ RBC ดีขึ้น  Sermiontid  Nootropil tid  Tebokan tid  Tanakan40 mg
  • 118. หน้า | 114 ใช้เมื่อมีอาการมึนงง (มีไขมันในหลอดเลือดเยอะ)  Duxaril tid  Effortil 5mg  Sibelium 1-2 tab hs= migraine , 1 bid = แก้อาการมึนงง  Stugeron -1 * 3 = antihistamine หมายเหตุ 1.stugeron , sibilium มักให้ในผู้ปุวยที่มีประวัติ - hypertention , migraine , มีอาการมึนงง 2.ภาวะ hypotention เมื่อเปลี่ยนอิริยาบถเร็วๆ จะเกิด postural hypotention แต่ต้องดูประวัติผู้ปุวยด้วย แนะนํา : -เวลาเปลี่ยนอิริยาบถ ไม่ควรเปลี่ยนเร็วเกินไป -ถ้าทาน hypoglycemia อยู่ อาจมีอาการหน้ามืดได้ 3.เส้นเลือดขอด Valve ปิด-เปิด vein ผิดปกติ – Blood flow ที่ขากลับมาหัวใจไม่ดี พบในคนที่ยืนมากๆหรือในคนอ้วน Tx แนะนําให้ความรู้/ใช้ elastic bandage 4.เปลือกตาซีดเหลือง ใจสั่น เหนื่อยง่าย hypotention Tx ferrous sulfate tid สมุนไพรที่ใช้ในโรคความดันโลหิตสูง 1. หญ้าหนวดแมว ประโยชน์ทางยา : ขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต วิธีใช้ : ชงเป็นเครื่องดื่ม ข้อควรระวัง : ผู้ปุวยโรคความดันโลหิตสูงที่รับประทานสมุนไพร ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ ด้วยว่า รับประทานสมุนไพรตัวใดอยู่ เพราะจะมีผลต่อการปรับขนาดยา
  • 119. หน้า | 115 ระบบต่อมไร้ท่อ DIABETES MELLITUS I.SULFONYLUREA Mech : 6เดือนแรก: กระตุ้นตับอ่อนให้หลั่ง insulin เพิ่มขึ้น Inhibit hepatic glucose production 6 เดือนหลัง : เพิ่ม action site of insulin = insulin ทํางานดีขึ้น เพิ่ม insulin receptor sensitivity ฤทธิ์อื่นๆ : ลดการเกาะกันของเกร็ดเลือด เพิ่ม fibrinolytic activity Long Acting  Diabenise 1 tab OD. ac Intermediate acting  Glybenclamide tab 5 mgOD – bid ให้ยาในตอนเช้ามากกวว่า เพราะ Activity ในตอนเช้าจะมากกว่าตอนเย็น  Diamicron bid – tid max dose 4tab/d  Minidiabbid – tid max dose 6 tab/d II BIGUANIDE Mech : ลดการดูดซึมน้ําตาลจากทางเดินอาหาร ลดการสร้างน้ําตาลจากตับ ทําให้น้ําตาลเข้าสู่ cell ได้มากขึ้น เพิ่ม Anacrobic Glycolysis ลดความอยากอาหาร ***ยากลุ่มนี้ใช้เดี่ยวๆ ไม่ได้ จะใช้ในกรณี = ผู้ปุวย เป็น DM น้อยๆ ผู้ปุวยอ้วนระดับน้ําตาลไม่สูง III INSULN 1.Fast acting - humulin R Onset : 1/2hr 2.Intermediatte acting - Humulin N Onset 1 – 2 hr -Monotard HM Onset ½ - 1hr
  • 120. หน้า | 116 -Nordisk Retard Onset 1.5 hr -Humulin 70/30 Onset ½ hr 3.Long acting duration ~ 36 hr TOXIC GOITOR คอพอกเป็นพิษ สาเหตุ: การหลั่ง hormone มากไป Autoimmune อาการ: hyperactivity (hormone มาก ) เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ใจสั่น มือสั่น ขี้ร้อน ขี้ตกใจ Tx : พยายามไม่ให้ thyroid gland ทํางานหนัก - PTU 50 mg - Tapazole 5 mg SIMPLE GOILTOR สาเหตุ : ขาด thyroxine hormone (ขาด iodine) Thyroid gland ทํางานหนัก Tx Eltroxine 100mcg ** dose 1 – 2 tabs. ทานยาซักพักจนกว่าจะ Maintain hormone ได้
  • 121. หน้า | 117 สมุนไพรที่มีสรรพคุณลดระดับน้้าตาลในเลือด รายชื่อสมุนไพรที่มีรายงานทดลองและประสบการณ์ที่ใช้ได้ผลเกี่ยวกับฤทธิ์ในการลดระดับน้ําตาลในเลือด มีจํานวน 150 ขนิด ดังนี้
  • 122. หน้า | 118 131. ก้างปลาเครือ 135. มะขาม 139. มะนาว 143. รากสามสิบ 147. หญ้าฝรั่น 132. ตะไคร้ 136. มะเขือเทศ 140. มะม่วง 144. สมอไทย 148. หูกวาง 133. แตงกวา 137. มะเขือยาว 141. มะรุม 145. สมอพิเภก 149. โหระพา 134. แตงโม 138. มะเฟือง 142. มะละกอ 146. สะระแหน่ 150. องุ่น  กระเจี๊ยบ ผลอ่อนมีสารสําคัญ คือ Mucilage และ Pectin ซึ่งไม่ถูกย่อยและไม่ถูกดูดซึมเข้าร่างกาย จึงช่วยลดการ ดูดซึม น้ําตาลผ่านผนังลําไส้ ทําให้ระดับน้ําตาลในเลือดของผู้ปุวยไม่สูงขึ้น จึงช่วยควบคุมระดับน้ําตาลในเลือดของผู้ปุวย โรคเบาหวานได้ ส่วนที่ใช้เป็นยา : ผล วิธีและปริมาณที่ใช้ : นําผลอ่อนมาปรุงเป็นอาหาร หรือนําผลแห้งมาปุนเป็นผง ชงรับประทานกับน้ํา  เตยหอม มีสารสําคัญหลายชนิด เช่น Linalyl acetate, benzyl acetate, Linalool, geraniol มีฤทธิ์ลดน้ําตาลในเลือด ลด ความดันโลหิต ลดอัตราการเต้นของหัวใจ และขับปัสสาวะ แม้ว่ายังไม่ได้วิจัยถึงขั้นทดลองในคน แต่เตยหอมเป็นตํารับยาที่มี ความปลอดภัย และคนทั่วไปหามาใช้ประโยชน์ได้ง่าย และราคาถูก ส่วนที่ใช้เป็นยา : ราก วิธีและปริมาณที่ใช้ : นํารากประมาณ 90-120 g ต้มกับน้ํารับประทานวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
  • 123. หน้า | 119  ว่านหางจระเข้ เมื่อกรีดใบจะมีน้ํายางไหลออกมา เมื่อนําน้ํายางที่ไหลออกมาไปต้มเพื่อให้น้ําระเหยออกไป และเมื่อทิ้งไว้ให้เย็นจะ เป็นก้อนมีสีน้ําตาลเกือบดํา เรียกว่า “ยาดํา” ซึ่งมีสาร Anthraquinone ที่สําคัญ คือ Barbaloin (aloe-emodin anthrone C-10 glucoside) และสาร Polysaccharide สารดังกล่าวช่วยกระตุ้นการสร้างต่อมและกระตุ้นตับอ่อนให้หลั่ง Insulin เพิ่มขึ้น ส่วนที่ใช้เป็นยา : เนื้อวุ้น วิธีและปริมาณที่ใช้ : ใช้เนื้อวุ้นสดขนาด 2X2 นิ้ว รับประทานวันละ 3 ครั้งระหว่างมื้ออาหาร  มะรุม มีสารสําคัญหลายชนิด เช่น glucosinolates, isothiocyanates, alkaloids (moringine และ moringinine), flavonoids (kaemferol, rhamnetin, isoquercitrin และ kaempferitrin), b-sitosterol จึงมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา หลากหลาย เช่น ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านการเกิดแผล ลดน้ําตาลในเลือด ลดความดันในเลือด ขับปัสสาวะ เร่งให้แผลหายเร็ว และช่วยให้นอนหลับ ส่วนที่ใช้เป็นยา : ราก ใบ ดอก และผล วิธีและปริมาณที่ใช้ : นํารากสด 90-120 g ทุบให้แหลก ต้มน้ําดื่มตอนเช้า-เย็น หรือใช้ใบหรือดอก 1 กํามือ มาต้มน้ํา ดื่มตอนเช้า-เย็น หรือนําฝักมะรุมมาทําอาหาร ข้อควรระวัง : 1) มีผลข้างเคียง คือ เสียเหงื่อมาก 2) มักมีผู้เข้าใจผิดว่า มะรุมมีฤทธิ์ลดระดับน้ําตาลในเลือดโดยตรง เพราะฉะนั้นเภสัชกรต้องให้ความรู้ที่ ถูกต้องว่า มะรุมมีเพียงสารให้ความหวานแทนน้ําตาล ที่ไม่ไปเพิ่มระดับน้ําตาลในเลือด แต่ไม่ได้มีฤทธิ์ลดระดับน้ําตาลโดยตรง 3) ผู้ปุวยโรคเบาหวานที่รับประทานมะรุม ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบด้วยว่า รับประทานมะรุมอยู่ เพราะจะมีผล ต่อการปรับขนาดยา
  • 124. หน้า | 120  เห็ดหลินจือ มีสารสําคัญ คือ Polysaccharide ได้แก่ ganoderan A, B, C มีฤทธิ์ในการช่วยลดระดับน้ําตาลในเลือด และ กระตุ้นให้มีการหลั่ง Insulin เพิ่มขึ้น ส่วนที่ใช้เป็นยา : เนื้อเห็ดหลินจือ วิธีและปริมาณที่ใช้ : ปัจจุบันนิยมใช้กันอย่างกว้างขวางในรูปของยาต้มแบบโบราณ และยาเม็ดชนิดแคปซูลแบบ แผนปัจจุบัน โดยหากรับประทานประเภทที่นําเนื้อเห็ดหลินจือมาบดบรรจุแคปซูล ให้รับประทานวันละ 2-10 g หาก รับประทานชนิดแคปซูลที่ได้มาตรฐาน ใน 1 แคปซูลจะสกัดจากเห็ดแห้ง 1 g โดยขนาดที่ใช้ในการบํารุงร่างกาย คือ ครั้งละ 1- 2 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ถ้าเจ็บปุวยเล็กน้อย ครั้งละ 3 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น แต่หากปุวยมาก ครั้งละ 5 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น  มะระขี้นก มีสารสําคัญ คือ charantin ซึ่งมีฤทธิ์ลดระดับน้ําตาลในเลือด โดยออกฤทธิ์คล้าย Insulin ช่วยกระตุ้นการทํางาน ของ Insulin ลดการดูดซึมของน้ําตาลจากทางเดินอาหาร ยังยับยั้งการสังเคราะห์กลูโคส และเพิ่มการใช้กลูโคสของตับด้วย ส่วนที่ใช้เป็นยา : ผล วิธีและปริมาณที่ใช้ : ใช้ผลต้มรับประทานครั้งละ 6-15 กรัม หรือผิงไฟให้แห้งบดเป็นผงหรือชงเป็นน้ําชาดื่ม หรือ รับประทานในรูปแบบแคปซูล ขนาด 500-1,000 mg วันละ 1-2 ครั้ง
  • 125. หน้า | 121  อบเชย มีสารสําคัญ คือ Methylhydroxy chalcone polymer; MHCP ซึ่งมีฤทธิ์และคุณสมบัติคล้ายกับ Insulin ช่วยลด ภาวะดื้อ Insulin และทําให้เซลล์ต่างๆนําน้ําตาลในเลือดไปใช้เป็นพลังงาน ส่วนที่ใช้เป็นยา : เปลือกของกิ่ง วิธีและปริมาณที่ใช้ : ใช้อบเชยวันละ 1 ช้อนชา หรือประมาณ 1,200 mg โดยแบ่งรับประทานออกเป็น 4 มื้อ ข้อควรระวัง : ผู้ปุวยโรคเบาหวานที่รับประทานอบเชย ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบด้วยว่า รับประทานอบเชยอยู่ เพราะ จะมีผลต่อการปรับขนาดยา  บอระเพ็ด มีสารสําคัญ คือ Picroretin และสารจําพวก Diterpenoid ชื่อ Tinosporan ซึ่งมีรสขมจัด มีฤทธิ์ลดระดับน้ําตาลใน เลือด และกระตุ้นการหลั่ง Insulin ส่วนที่ใช้เป็นยา : เถา วิธีและปริมาณที่ใช้ : ใช้เถาสด 30-40 g ต้มน้ําดื่ม
  • 126. หน้า | 122 ยาลดระดับไขมันในเลือด DRUG USED IN DYSLIPIDEMIA Normal value - cholesterol 200 mg% (mg / dl) - triglyceride 50 – 165 mg% cholesterol - form cpx. กับ lipoprotein eg. Apo – A - ได้จากอาหาร, ตับของคน - มียาบางพวก inh. HMG reductase enz. ในการสร้าง cholesterol จาก acetyl co-A ถ้า cholesterol value = 200 – 240 mg / dl แนะนํา - ให้ผู้ปุวยลดอาหาร ถ้าไม่ลง ทานยา > 240 mg / dl แนะนํา - Diet food - Antihyperlipidemia drug ผล lab ค่า total cholesterol ค่าที่บอกถึงความเสี่ยงดีที่สุด คือ LDL Cholesterol * LDL Cholesterol = total cholesterol - (HDL – TG / 5) (TG = triglyceride) ยา : I. Bile and Sequestrants - Questran® * Anhydrous Cholestyramine 4 mg / 9 gm power mech : form cpx. กับ bile acid bile acid ในร่างกายลดลง ทําให้ร่างกาย Met. Cholesterol เพื่อเพิ่ม bile acid (ภาวะปกติ bile acid – มีการนํากลับไปใช้ใหม่, สร้างจาก cholesterol)  ลดแต่ cholesterol ไม่ได้ลด TG  มีการนําไปใช้ใน - เด็กที่ diarrhea เพราะ ยาเป็น bulk ดูดน้ํา + toxin - ผู้ปุวย jaundice จะมี bilirubin สะสมที่ skin ยาจะไป form cpx. กับ bile acid และ bilirubin ลดอาการคันได้ II. Nicotinic acid derivatives
  • 127. หน้า | 123 Mech : ไม่ชัดเจน - Nicotinic acid SE : flushing dev. - Olbetam® bid. – tid. - Acipimox 250 mg * ลด TG > cholesterol * ใช้ใน Hypertriglyceride ได้ดี III. Fibrastes Mech : - กระตุ้น enz. Lipoprotein lipase ในการตัด fat ไปใช้ในไขมัน - ลด VLDL Synthesis - Bezalip® OD – bid -Bezafibrate 200 mg - Bezalip® (400 mg) retard - Lopid® OD – bid -Gemfibrozil 300, 600 mg - Lipanthyl® 100 / 300 mg - Fenofibrate * ลด TG & Cholesterol ได้ดีพอ ๆ กัน * เพิ่ม HDL level SE : ปวดกล้ามเนื้อ มี myopathy ห้าม combined ยากลุ่ม Fibrate ด้วยกัน เพราะ - เพิ่ม risk myopathy - เพิ่ม liver toxic IV. HMG – CO – A reductase inhibitor Mech : inh. HMG reductase enz. (enz. ในการสร้าง cholesterol) - Zocor® OD (high potency) - Simvastatin 10 mg * ลด cholesterol ดีมาก
  • 128. หน้า | 124 SE : myopathy (high dose) V. Misellaneous - Furselle® - Probucol 250 mg * ลด cholesterol ได้ดี dose : 2 tabs bid pc หมายเหตุ : drug combination : 1. I + IV กรณี cholesterol สูงมาก ให้ผลดี 2. III + IV ไม่ควร Myopathy 3. ไม่ควร combine ยาในกลุ่มเดียวกัน 4. Ticlid® = ช่วยไม่ให้เลือดแข็งตัว (Antiplatelet) Ticlopidine HCl 250 mg สมุนไพรที่มีสรรพคุณลดไขมันในเลือด  หัวบุก หัวบุก – หรือคอนยัค (konjak) เป็นพืชล้มลุกที่มีหัวอยู่ใต้ดิน มีสารสําคัญ คือ Glucomannan เป็นสารที่ไม่ให้ พลังงานและยังมีคุณสมบัติพองตัวในน้ําได้มากถึง 50 - 60 เท่า เชื่อว่าบุกสามารถลดการดูดซึมโคเลสเตอรอลและน้ําตาล บางส่วนที่มีมากเกินความต้องการของร่างกายได้ ทั้งยังกระตุ้นการทํางานของลําไส้ใหญ่ให้เคลื่อนไหว ขับอุจจาระที่ตกค้างและ ขจัดสารพิษหรือแก๊สออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น ปูองกันการเกิดมะเร็งลําไส้ใหญ่ได้ การรับประทานบุกเพียงอย่างเดียวโดยไม่ รับประทานอาหารอื่นเลยติดต่อกันเป็นเวลานานๆนั้น อาจทําให้ร่างกายขาดวิตามินและสารอาหารบางอย่าง โดยเฉพาะพวกที่ ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามิน A, D, E, K และ Carotenoid ประเภท Beta-carotene เพราะเมื่อ Glucomannan ไปดูดซึม ไขมันเอาไว้จึงไม่มีตัวทําละลาย ร่างกายก็จะดูดซึมสารอาหารเหล่านี้ไปใช้ได้ไม่เต็มที่ อีกทั้งสารสกัดจากบุกชนิดแคปซูลยังเป็น อันตรายอย่างมากด้วย เพราะหากแคปซูลเข้าไปติดอยู่ในทางเดินอาหาร มันก็จะพอ งตัวทําให้ทางเดินอาหารอุดตัน อาจเป็น อันตรายถึงชีวิตได้ ส่วนที่ใช้เป็นยา : เนื้อจากลําต้นใต้ดิน และหัว วิธีและปริมาณที่ใช้ : แยกแปูงส่วนที่เป็นเนื้อทรายแล้วชงดื่ม โดยใช้แปูง 1ช้อน ต่อน้ํา 1 แก้วชงดื่มวันละ 2-3 มื้อ ก่อนอาหาร ครึ่งชั่วโมง
  • 129. หน้า | 125  แมงลัก เมล็ดแมงลักที่แช่น้ําจนพองตัวเต็มที่แล้วจะมีสารเมือก mucilage เกาะอยู่ ซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยเมล็ดได้ ดังนั้น เมื่อรับประทานเข้าไปจึงทําให้รู้สึกอิ่ม ขับถ่ายออกมาอย่างรวดเร็วและบรรเทาอาการท้องผูกได้ดี ถึงแม้ว่าเมล็ดแมงลักจะไม่ไป ขัดขวางการดูดซึมสารอาหารของร่างกาย เป็นอาหารพลังงานต่ําจากธรรมชาติที่ค่อนข้างปลอดภัย แต่ถ้ากินเมล็ดแมงลักเพียง อย่างเดียวโดยไม่กินอาหารอย่างอื่นเลยก็มีโอกาสเป็นโรคขาดสารอาหารได้ ส่วนที่ใช้เป็นยา : เมล็ด วิธีและปริมาณที่ใช้ : ควรรับประทานเมล็ดแมงลักก่อนอาหารกลางวันหรือเย็นประมาณครึ่งชั่วโมง อัตราส่วนในการ รับประทานคือ เมล็ดแมงลัก 2 ช้อนชา ต่อน้ําเปล่า 1 ถ้วยตวง ควรล้างเมล็ดแมงลักให้สะอาดก่อนโดยเฉพาะฝุุนละอองและ เศษกิ่งไม้ใบไม้แห้ง จากนั้นแช่เมล็ดแมงลักในน้ําประมาณ 10 - 15 นาที เมื่อสังเกตว่าพองเต็มที่แล้วจึงจะรับประทานได้  ส้มแขก ส้มแขกเป็นผลไม้ที่มีมากในแถบเอเชีย มีสารสําคัญ คือ Hydroxy Citric Acid (HCA) ในปริมาณสูง ซึ่งเชื่อว่าHCA ออกฤทธิ์โดยการไปยับยั้งการทํางานของเอ็นไซม์ ATP Citrate Lyase ในวงจร Kreb's cycle (วงจรการย่อยสลายกลูโคส ของ เซลร่างกาย) ทําให้ยับยั้งการนําน้ําตาลจากอาหารประเภท แปูง ข้าว และน้ํา ตาล ไม่ให้เปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมตามร่างกาย แต่จะนําไปใช้เป็นพลังงานของร่างกาย ทําให้ร่างกายสดชื่นไม่อ่อนเพลีย และเมื่อในกระแสเลือดไม่ขาดน้ําตาล ก็จะทําให้ ความรู้สึกหิวอาหารลดลงไปด้วย ขณะเดียวกันก็จะนําไปสะสมเป็นพลังงานสํารองในรูปของไกลโคเจนที่ตับ ทําให้ร่างกายรับรู้ ว่ามีพลังงานสํารองเพียงพอ ทําให้ไม่รู้สึกหิวมาก นอกจากนี้ยังมีผลไปกระตุ้นให้มีการดึงเอาไขมันที่สะสมออกมาใช้เป็น พลังงานทําให้ไขมันที่สะสมอยู่ลดลงซึ่งจะมีผล ทําให้รูปร่างดีขึ้น ปัจจุบันส้มแขกได้มีการทําเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อใช้ลดน้ําหนัก ในหลายรูปแบบ เช่น ชนิดเม็ด แคบซูล และผง โดยชนิด เม็ดมีวางจําหน่ายทั่วไปในขนาด 300 และ 600 mg ซึ่งให้ปริมาณ HCA ประมาณ 60-70% ชนิดแคปซูลจะเป็นผลส้มแขก
  • 130. หน้า | 126 ธรรมดาที่บดแห้งบรรจุแคปซูลโดยไม่ได้ผ่านการสกัด ซึ่งให้ปริมาณ HCA เพียง 30% ส่วนสารสกัดจากส้มแขกที่เป็นซองใช้ชง น้ําดื่มเป็นขนาด 1000 mg ส่วนที่ใช้เป็นยา : ผล วิธีและปริมาณที่ใช้ : ชนิดเม็ด แนะนําให้รับประทานขนาด 600 mg ครั้งละ 2 เม็ด (ถ้า 300 mg ใช้มื้อละ 4 เม็ด) วันละ 3 เวลา ก่อนอาหารประมาณ 1 ชั่วโมงพร้อมกับดื่มน้ําตามหลัง ประมานหนึ่งแก้ว ซึ่งจะทํายาให้ดูดซึมได้ดีที่สุด แต่ ขณะที่ยาแตกตัวในกระเพาะอาหารบางคนอาจะได้กลิ่นของส้มแขกซึ่งมีกลิ่นหอม คล้ายขนมปังปิ้ง หากไม่ชอบหรือ มีอาการ คลื่นไส้อาเจียน แนะนําให้เปลี่ยนมารับประทานหลังอาหารหรือพร้อมกับอาหารได้ แต่การดูดซึมจะลดน้อยกว่าการกินก่อน อาหารเล็กน้อย ในผู้ที่อ้วนมากหรือกินจุมากอาจเพิ่มปริมาณ เป็นวันละ 8-10 เม็ด (600 mg) ต่อวันได้ เมื่อรูปร่างหรือน้ําหนัก ตัวลดลงจนเป็นที่พอใจก็ค่อยๆลดปริมาณของส้มแขกลงจนกระทั่งไม่ต้องใช้  มะขามแขก มะขามแขกมีสรรพคุณเป็นยาระบาย มีสารสําคัญ คือ anthraquinones เช่น sennoside A, B, C, D ซึ่งมีฤทธิ์ กระตุ้นการบีบตัวของกล้ามเนื้อลําไส้ใหญ่ ทําให้รู้สึกปวดท้องอยากถ่าย เหมาะกับคนสูงอายุที่ท้องผูกเป็นประจําแต่ควรใช้เป็น ครั้งคราว ปัจจุบันคนมักเข้าใจผิดจึงโหมกินยาระบายวันละหลายๆรอบ เมื่อเสียน้ําจากการถ่ายมากๆ ร่างกายก็จะทรุดโทรม อ่อนเพลีย อาจถึงกับช๊อกจนเสียชีวิต และถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทําให้ลําไส้ใหญ่เคยชิน หากวันไหนไม่มีอะไรมา กระตุ้นก็จะไม่ถ่าย ส่วนที่ใช้เป็นยา : ใบและฝัก วิธีและปริมาณที่ใช้ : ใบมะขามแขกหนัก 2 กรัม หรือ 2 หยิบมือ หรือใช้ฝัก 10-15 ฝัก ต้มกับน้ํา 1 ถ้วยแก้ว 5 นาที ใส่เกลือเล็กน้อยเพื่อกลบรสเฝื่อน รับประทานครั้งเดียว หรือใช้วิธีบดใบแห้งเป็นผงชงน้ําดื่ม บางคนดื่มแล้วเกิดอาการไซ้ท้อง แก้ไขโดยต้มรวมกับยาขับลมจํานวนเล็กน้อย (เช่น กระวาน กานพลู อบเชย) เพื่อแต่งรสและบรรเทาอาการไซ้ท้อง
  • 131. หน้า | 127  ร้าข้าวโอ๊ต ข้าวโอ๊ตพบมากในประเทศแถบยุโรป เป็นไฟเบอร์ที่ช่วยลดการดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกาย และรําข้าวโอ๊ตจะ เกาะติดกับไขมันทําให้ร่างกายดูดซึมไขมันไปได้น้อย อีกทั้งยังช่วยในการขับถ่าย ลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ ไม่ทําให้ท้องผูก รําข้าวโอ๊ต บรรจุอยู่ในรูปของแคปซูลราคาค่อนข้างสูง ส่วนที่ใช้เป็นยา : รํา วิธีและปริมาณที่ใช้ : นํารําข้าวโอ๊ตมาชงน้ําร้อนดื่ม เช้า-เย็น ก่อนอาหาร หรือนํามาทําอาหารในรูปธัญพืช  ดอกค้าฝอย ดอกคําฝอยมักจะนํามาทําเป็นชาที่เรารู้จักกันดีว่า ชาดอกคําฝอย ส่วนของดอกมีสารสําคัญ คือ Linoleic acidซึ่งมี คุณสมบัติช่วยลดไขมันในเลือดทั้ง cholesterol และ LDL-C บํารุงเลือด ขับเหงื่อและเป็นยาระบาย ช่วยในการขับถ่าย ปัจจุบันนํามาใช้ในการลดความอ้วนด้วยการชงดื่ม ส่วนที่ใช้เป็นยา : ดอก วิธีและปริมาณที่ใช้ : ใช้ดอกแห้ง 2 หยิบมือ (2.5 กรัม) ชงน้ําร้อนครึ่งแก้ว ดื่มเป็นเครื่องดื่ม  พริก พริกขี้หนู พริกไทย เป็นสมุนไพรที่มีสาร Capsaicin ซึ่งมีฤทธิ์ขับเหงื่อ กําจัดสารพิษ ช่วยร่างการเผาผลาญไขมันและ อาหารเพิ่มขึ้น เมื่อสารอาหารถูกเผาผลาญได้เร็วขึ้นน้ําหนักก็จะลงเร็ว แต่อาจจะทําไห้ท้องเสียหรือระคายเคืองกระเพาะ
  • 132. หน้า | 128 อาหารได้ ปัจจุบันได้มีการทําเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อใช้ลดไขมัน ในหลายรูปแบบ เช่น ชนิดเม็ด แคปซูล และเจลหรือ ครีมสําหรับ นวด ส่วนที่ใช้เป็นยา : ผล วิธีและปริมาณที่ใช้ : นําผลมาปรุงเป็นอาหาร หรือรับประทานวันละ 5 g หร้อมอาหาร  สาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายเกลียวทองหรือสาหร่ายสไปรูลิน่า เป็นพืชที่ให้โปรตีนสูง มีวิตามินบี เอ ธาตุเหล็ก สังกะสี ทองแดง แมงกานีส แคลเซียมมีกรด GLA ซึ่งมีคุณสมบัติลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต แก้สิวฟูา มักอยู่ในรูปแคปซูล วิธีและปริมาณที่ใช้ : รับประทานปริมาณวันละ 2,000-3,000 mg ต่อวัน โดยแบ่งรับประทานก่อนอาหารเช้า กลางวัน และเย็น  กระเทียม มีสารสําคัญ คือ Allicin ซึ่งมีฤทธิ์ในการลดระดับ cholesterol และ triglyceride ในเลือด ปัจจุบันมีการทําเป็น ผลิตภัณฑ์เพื่อใช้ลดไขมัน ในหลายรูปแบบ เช่น ชนิดเม็ด และแคปซูล ส่วนที่ใช้เป็นยา : กลีบผล วิธีและปริมาณที่ใช้ : รับประทานกระเทียมสดวันละประมาณ 10 g (3-5 กลีบ) เป็นประจําโดยสับให้ละเอียด รับประทานร่วมกับอาหารอื่นๆ หรือรับประทาน 0.25 กรัม ต่อน้ําหนักตัว 1 กิโลกรัม
  • 133. หน้า | 129  ไขอ้อย ประโยชน์ทางยา : ยับยั้งการดูดซึมไขมันจากทางเดินอาหาร วิธีใช้ : มีให้รับประทานในรูปสารสกัดบรรจุในแคปซูล  น้้ามันมะพร้าว ประโยชน์ทางยา : เพิ่ม HDL วิธีใช้ : รับประทานเป็นช้อนชา หรือช้อนโต๊ะ
  • 134. หน้า | 130 โรคพาร์กินสัน โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease, PD) เป็นโรคความเสื่อมของระบบประสาท (Neurodegenerative Disorders) ที่พบได้บ่อยรองลงมาจากโรคความจําเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ โดยชื่อของโรคได้มาจากนายแพทย์เจมส์ พาร์กิน สัน ชาวอังกฤษซึ่งพูดถึงโรคนี้เป็นคนแรกในปี ค.ศ. 1817 ในบทความที่ชื่อว่า Shaking Palsy โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสื่อมตายของเซลล์ในสมองส่วนที่เรียกว่า Basel Ganglia ( ที่รวมถึง Caudate putamen, Globus pallidus interna, Globus pallidus externa, Subthalamic necleus และ Substantia Nigra ) ซึ่ง ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน แต่เกิดผลทําให้สารเคมีในสมองที่มีความสําคัญในการควบคุมความเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ เรียกว่า "โดปามีน (Dopamine)" ลดลง ส่งผลให้เกิดการทํางานที่ไม่สมดุลใน ส่วนของ Direct และ Indirect pathway ใน Basal gangliaทําให้เกิดอาการสั่นและเคลื่อนไหวช้าโดยอาการส่วนใหญ่จะแสดงออกให้เห็นชัด เมื่อจํานวนเซลล์ (Dopaminergic cells) ในส่วนของ Substantia nigra pard compecta (SNc) ลดน้อยลงไปอย่างน้อยร้อยละ 60 จากปกติ โรคพาร์กินสันสามารถเกิดขึ้นได้ในทั้งผู้ชายและผู้หญิงในอัตราส่วนที่ใกล้เคียงกัน หรือมากกว่าเล็กน้อยในผู้ปุวยชาย อายุเฉลี่ยของผู้ปุวยพาร์กินสันจะอยู่ที่ประมาณ 55-60 ปี และผู้ปุวยส่วนมากจะมีอายุมากกว่า 50 ปี ส่วนผู้ปุวยที่อายุน้อย หรือที่เรียกว่า Young-onset Parkinson's disease (YOPD) คือกลุ่มผู้ปุวยที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปี ซึ่งผู้ปุวยกลุ่มนี้จะมีพยาธิ สภาพเช่นเดียวกับผู้ปุวยพาร์กินสันอายุมาก โรคพาร์กินสันเป็นโรคความจําเสื่อมของระบบประสาท (Neurodegenerative disorders) ที่พบได้บ่อยรองลงมา จากโรคหลงลืม หรือ โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสันเกิดขึ้นทั้งในผู้ชายและผู้หญิงในอัตรส่วนที่ใกล้เคียงกันหรือ มากกว่าใน ผู้ปุวยชายเพียงเล็กน้อย อายุเฉลี่ยของผู้ปุวยพาร์กินสันจะอยู่ประมาณ 55-60 ปี และผู้ปุวยโดยส่วนมากจะมีอายุมากกว่า 50 ปี ผู้ปุวยพาร์กินสันที่อายุน้อย หรือ Young-onset Parkinson's disease (YOPD) หมายถึง ผู้ปุวยที่มีอาการของโรคพาร์กิน สันก่อนอายุ 40 ปี ซึ่งผู้ปุวยในกลุ่มนี้จะมีพยาธิสภาพ เช่นเดียวกับผู้ปุวยพาร์กินสันอายุมากแต่จะมีการดําเนินโรคที่แตกต่าง ไป เนื่องจากโรคพาร์กินสัน ส่วนมากเกิดในผู้สูงอายุ อายุที่มากขึ้นจึงจัดว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ชัดเจนอย่างหนึ่งในโรค พาร์กินสัน ประวัติครอบครัวของโรคพาร์กินสันมีส่วนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคในทางสถิติ ในขณะที่อัตราความเสี่ยงของ โรคพาร์ กินสันจะเพิ่มเพียงเล็กน้อยในผู้ปุวยที่อายุมากกว่า 50 ปี อัตราความเสี่ยงจะเห็นได้ชัดมากขึ้น ถ้าเป็นผู้ปุวยในกลุ่ม YOPD หรือ JP ซึ่งความเสี่ยงของโรคจะเพิ่มอย่างชัดเจน ถ้าญาติใกล้ชิด โดยเฉพาะพี่น้องเป็นโรคพาร์กินสัน(First degree relatives) พยาธิสภาพและสาเหตุของโรคพาร์กินสัน โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสื่อมตายของเซลล์ในส่วนที่เรียกว่า Suvstantia nigra โดยเฉพาะในส่วนของ Substantia nigra pard compecta (SNc) สาเหตุที่เป็นต้นเหตุให้เกิดการเสื่อมของส่วน SNc ยังไม่เป็นที่ทราบแน่นอน การเสื่อมของ สมองในส่วนนี้ ส่งผลต่อการทํางานที่ต่อเนื่องของสมอง ในส่วนของ Basal ganglia ที่เรียกว่า Steiatum เสียไป ส่งผลให้เกิด การทํางานที่ไม่สมดุลย์ในส่วนของ Direct และ Indirect pathway ใน Basal ganglia ทําให้เกิดอาการสั่นและเคลื่อนไหวช้า อาการส่วนใหญ่จะแสดงให้เห็นชัดเจนเมื่อจํานวนเซลล์ (Dopaminergic cells) ในส่วนของ SNc ลดน้อยลงไปเป็นอย่างน้อย 60% จากปกติ การตรวจทางพยาธิสภาพ ในสมองของผู้ปุวยพาร์กินสันก็จะพบว่า Substantia nigra ที่ปกติมีสีเข้ม ค่อนข้างดําใน คนปกติ ก็จะจางลงไป การตรวจทางจุลพยาธิสภาพก็จะพบ Lewy body ซึ่งเป็นก้อนโปรตีน(inclusion) ใน Cytoplasm ที่ พบมากในเซลล์สมองส่วน SNc, Locus coeruleus, Thalamus และพบบ้างในส่วนของ Cerebral cortex การพบ Lewy
  • 135. หน้า | 131 body ไม่ได้บ่งเป็นสิ่งที่วินิจฉัยโรคพาร์กินสันแต่อย่างเดียว เนื่องจาก Lewy body สามารถพบได้ในผู้สูงอายุที่ไม่มีอาการของ โรคพาร์กินสัน และโรคความเสื่อมของระบบประสาทอื่นๆ การเสื่อมของเซลล์ในส่วน SNc ซึ่งมีหน้าที่ในการผลิต Dopamine ส่งผลให้ปริมาณของโดปามีนในสมองมีน้อยลง โดยปกติแล้ว Dopamine ถูกเปลี่ยนมาจาก amino acid tyrosine โดยใช้เอนไซม์ที่มีชื่อว่า Tyrosine hydroxylase (TH) TH นี้ก็มีปริมาณน้อยลงในผู้ปุวยพาร์กินสันเช่นเดียวกัน หลังจากโดปามีนถูกผลิตขึ้นมาก็จะถูกเปลี่ยนต่อไป โดยเอนไซม์ที่ เรียกว่า Monoamine oxidase(MAO) และ Cathechol-O-methyl transferase(COMT) จนเป็นสารสุดท้ายที่เรียกว่า Homovanillic acid(HVA) ก่อนที่จะถูกกําจัดออกไปจากร่างกาย เอนไซม์ MAO และ COMT นี้มีความสําคัญ เพราะเป็น ตําแหน่งของยาที่ใช้ในการรักษา โรคพาร์กินสันในปัจจุบันออกฤทธิ์โดยยับยั้งเอนไซม์ดังกล่าว ถึงแม้ว่าพยาธิสภาพในโรคพาร์กินสันในส่วนใหญ่อยู่ที่ SNc ส่งผลให้ผู้ปุวยมีความผิดปกติในการเคลื่อนไหวดังที่ได้ กล่าวไว้ข้างต้นในปัจจุบัน พบว่าการเสื่อมของระบบประสาทในโรคพาร์กิ นสันเริ่มที่ในส่วนของ Dorsal motor nucleus of vagus nerve และมีการเสื่อมในลักษณะที่เริ่มจากส่วนล่างของ Brainstem ใน Medulla ก่อนที่การเสื่อมจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นใน ลักษณะ Caudal-Rostral extension และมีการแบ่งออกเป็นระยะ ในระยะที่การเสื่อมอยู่แต่เพียงที่ Dorsal motor nucleus of vagus nerve, Olfactory bulb และ Intermediolateral column ของไขสันหลัง ( Stage 1, 2 ) ผู้ปุวยจะยัง ไม่มีปัญหาในเรื่องของการเคลื่อนไหว แต่อาการมีอาการนําอื่นๆ ดังเช่น ปัญหาในเรื่องของการดมกลิ่น หรือการรับรสที่ลดลง ซึ่งเรียกว่า Predromal symptoms เมื่อการเสื่อมของระบบประสาทไปถึงส่วนของ Midbrain ที่รวมถึง SNc ผู้ปุวยมักเริ่มมี ปัญหาในเรืาองของการเคลื่อนไหว และอาการสั่น หลังจากนั้นการเสื่อมยังคงดําเนินต่อเนื่องในลักษณะที่ขึ้นข้างบนซึ่งถ้าเมื่อ ไปถึงส่วนของ Temporal cortex และ Cerebral cortex อื่นๆผู้ปุวยก็สามารถแสดงอาการที่เกิดจากความผิดปกติของการ ทํางานของสมองส่วนนั้นดังเช่น เห็นภาพหลอนเป็นต้น อาการของโรคพาร์กินสัน เนื่องจากโรคพาร์กินสัน เกิดมาจากความเสื่อมของสมองในส่วนที่เรียกว่า Basal ganglia อาการที่เกิดขึ้นโดยส่วน ใหญ่จะเป็นผลมาจากการทํางานที่เสียไปในส่วนของ Basal ganglia และ Substantia nigra ที่เรียกว่า Extrapyramidal syndrome ซึ่งได้แก่ 1. การเคลื่อนไหวช้า (Bradykinesia) และน้อย (Hypokinesia) 2. อาการแข็งเกร็ง (Rigidity) 3. อาการสั่น (Tremor) 4. อาการทรงตัวไม่สม่ําเสมอ (Postural instability) การวินิจฉัยว่าเป็นโรคพาร์กินสันอย่างแน่นอน(Definite Parkinson's disease) สามารถทําได้เมื่ออาการเกิดขึ้นอย่าง น้อย 3 ใน 4 อย่างดังกล่าวมาข้างต้น หรืออาการอย่างน้อย 2 ใน 4 อย่างรวมกับอีก 1 อาการที่เกิดขึ้นในข้างใดข้างหนึ่งของ ร่างกาย Probable parkinson's disease สามารถวินิจฉัยได้เมื่อมีอาการอย่างน้อย 2 ใน 4 อย่างตามข้างต้น หรือ อาการ อย่างน้อย 1 อย่างที่เกิดขึ้นเพียงข้างใดข้างหนึ่ง Possible Parkinson's disease สามารถวินิจฉัยได้เมื่อมีอาการ 1 ใน 4 อย่าง ดังกล่าว ลักษณะเฉพาะอย่างใดอย่ างหนึ่งของโรคพาร์กินสัน คือ อาการมักเริ่มที่ข้างใดข้างหนึ่งของร่างกายโดยเฉพาะใน ช่วงแรก
  • 136. หน้า | 132 อาการสั่น เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด อาการสั่นโดยส่วนมากจะเริ่มที่มือ โดยเฉพาะปลายนิ้ว เป็นในลักษณะที่ เรียกว่า Pill rolling tremor อาการสั่นมักจะเริ่มที่ด้านใดด้านหนึ่งก่อนที่จะเป็นทั้ง 2 ด้านในระยะหลัง อาการสั่นแบบพาร์กิน สันโดยส่วนใหญ่จะเกิดขณะที่มือนั้นอยู่เฉย ( Rest tremor) ด้วยความถี่ประมาณ 4-7 Hz อาการสั่นในโรคพาร์กินสันขณะใช้ มือทํางานนั้นเกิดขึ้นได้ประมาณ 40% แต่มักจะเป็นในระยะหลัง หรือเกิดร่วมกับอาการสั่น ขณะที่มือนั้นอยู่เฉย อาการมือสั่น ในขณะเดิน ส่วนมากเกิดมาจากโรคพาร์กินสัน เช่นเดียวกับอาการสั่นที่คาง และริมฝีปาก ถ้าเป็นมาก อาการสั่นสามารถเกิดได้ ทั้งมือ และขาทั้ง 2 ด้านแยกได้ยากจากอาการสั่นแบบ Essential tremorนอกจากนี้ผู้ปุวยโรคพาร์กินสันมักจะเขียนหนังสื อ ตัวเล็กลง อาการแข็งในโรคพาร์กินสัน(Rigidity) โดยส่วนมากจะเกิดที่แขน หรือขาในข้างเดียวกับที่มีอาการสั่น ผู้ปุวยโดยส่วน ใหญ่มักจะไม่บ่นถึงอาการแข็งเกร็ง แต่อาการนี้มักจะเป็นอาการที่ทําให้เกิดความยากลําบากในผู้ปุวยมากที่สุด ทําให้ เคลื่อนไหวได้ช้า อาการเหล่านี้มักเป็นในช่วงตอนเช้าตรู่ เมื่อตื่นขึ้นมา กลางดึก หรือ ตอนบ่ายๆ ซึ่งมักจะสอดคล้องกับช่วงที่ ระดับยาลดต่ํา อาการแข็งในผู้ปุวยพาร์กินสัน จะเป็นในลักษณะของ Rigidity ซึ่งเป็นอาการแข็งที่สามารถตรวจพบได้ตลอด อาการเคลื่อนไหวช้า และเล็ก (Bradykinesia and hypokinesia) มักจะเริ่มที่มือ หรือส่วนของร่างกายที่มีอาการ สั่น อาการช้าในผู้ปุวยจะเป็นทั้ง การเริ่มที่ช้า รวมกับการเคลื่อนไหวที่ช้า ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลของอาการแข็งเกร็ง ของแขน และขาในส่วนนั้น อาการช้าที่เป็นอย่างมาก อาจส่งผลให้ผู้ปุวยนั้นไม่สามา รถขยับแขนขาข้างนั้น หรือทั้งตัวได้เลย หรือที่ เรียกว่า Akinesia ผู้ปุวยโรคพาร์กินสันมักจะเดินซอยเท้าถี่ และเล็ก(Shuffle) ในลักษณะที่โน้มตัวไปข้างหน้า(Festination) ในบางครั้ง ผู้ปุวยจะเดินย่ําเท้าอยู่กับที่ เหมือนกับเท้าติดอยู่กับพื้น (Gait freezing) แต่ถ้าวางเส้น หรือปากกาบนพื้นข้างหน้าผู้ปุวยที่เดิน ติด(Visual cues) จะทําให้ผู้ปุวยนั้นก้าวเท้าออกได้ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งของการเดินในโรคพาร์กินสัน ผู้ปุวยพาร์ กินสันมักจะเดินไม่แกว่งแขน โดยเฉพาะด้านที่มีอาการมาก คอ และศีรษะก้ม(Stoop) ซึ่งในบางครั้งสามารถเป็นมากจนโน้มลง มาเกือบครึ่งตัว หรือที่เรียกว่า Camptocormia เมื่อกลับตัวขณะเดิน ผู้ปุวยมักจะกลับทั้งตัวไปพร้อมๆกันร่วมกับซอยเท้าถี่ๆ (Enblocturn) การตรวจการทรงตัวในผู้ปุวยพาร์กินสัน โดยใช้วิธีที่เรียกว่า Pull test สามารถทําได้โดยยืนข้างหลังผู้ปุวย และใช้มือ ผลักผู้ปุวยให้ถอยหลัง ผู้ปุวยที่ไม่มีปัญหาในการทรงตัวจะไม่ล้ม และสามารถก้าวถอยเพื่อทรงตัวได้ ในขณะที่ผู้ปุวยพาร์กินสัน ที่มีปัญหาในเรื่องของการทรงตัว จะถอยหลังถี่ๆ หลายก้าว ก่อนที่จะทรงตัวได้ หรืออาจจะเอนตัวมาข้างหลัง ล้มได้ หากไม่ผ ยุงไว้ ผู้ปุวยพาร์กินสัน สามารถมีอาการที่คลอบคลุมไปถึงระบบอื่นๆ เช่น อาการท้องผูก ปัญหาการขับปัสสาวะ อาการ เสื่อมสมรรถนะทางเพศ ปัญหาเรื่องความดันโลหิตที่ต่ําลงมาเมื่อเปลี่ยนจากท่านอน นั่ง มาเป็นการยืน (Postural hypotension) อาการหลงลืม (Dementia) อาการซึมเศร้า อาการวิตกกังวล (Anxiety) อาการเห็นภาพหลอน (Visual hallucination) ปัญหาในเรื่องของการนอน อาการปวด อาการแข็งเกร็ง อาการปวดท้อง ปวดบริเวณใบหน้า หรือ ปวดตาม ลําตัวโดยไม่มีลักษณะเฉพาะ Young-onset Parkinson's disease(YOPD) Young-onset Parkinson's disease หมายถึงผู้ปุวยโรคพาร์กินสันที่มีอาการแรกเริ่มเมื่ออายุน้อยกว่า 40 ปี อาการ เริ่มต้นคล้ายเคียงกับอาการของผู้ปุวยโรคพาร์กินสันโดยทั่วไป ลักษณะทางพยาธิวิทยาในผู้ปุวย YOPD จะเหมือนกับผู้ปุวยโรค
  • 137. หน้า | 133 พาร์กินสันโดยทั่วไป หากแต่การดําเนินโรค (Natural history) จะมีความแตกต่าง โดยรวมแล้วจะถือว่าผู้ปุวยพาร์กินสันอายุ น้อย จะมีการพยากรณ์โรคที่ดีกว่าผู้ปุวยโรคพาร์กินสันอายุมาก (Better prognosis) แต่ผู้ปุวย YOPD มักจะมีปัญหาหลักใน เรื่องของการตอบสนองต่อยา Dopaminergic ที่ไม่สม่ําเสมอ (Motor fluctuation) เมื่อมีการดําเนินโรคไปในระยะหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีแรกซึ่งนับว่าเกิดค่อนข้างเร็ว ถ้าเทียบกับกลุ่มผู้ปุวยพาร์กินสันปกติ ดังนั้นหลักการรักษาด้วยยาในกลุ่ม Dopaminergic ในผู้ปุวย YOPD มีความสําคัญ เพื่อต้องการที่จะให้ ปัญหาในเรื่องของการตอบสนองต่อยาที่ไม่สม่ําเสมอเกิ ด ช้าที่สุด การรักษาโรคพาร์กินสัน เนื่องจากโรคพาร์กินสันเกิดขึ้น เนื่องมาจากการเสื่อมของ Substantia nigra pars compacta ส่งผลให้ Nigrostriatal dopamine มีปริมาณลดน้อยลง ดังนั้น ยาที่ใช้รักษาส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มของ Dopaminergic therapy โดยเฉพาะ Levo-dopa เมื่อผู้ปุวยรับประทาน L-dopa หรือ Levodopa ยา Levodopa ควรรับประทานก่อนอาหารอย่าง น้อย 30 นาทีหรือร่วมกับ อาหารที่ไม่มีโปรตีน เพื่อการดูดซึมที่ดีของยา Levodopa จะถูกเปลี่ยนโดยเอนไซม์ Aromatic acid decarboxylase(AADC) และ Catechol-O-Methyl transferase (COMT) ดังนั้นยาที่มีหน้าที่ยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ทั้ง 2 ตัวทําให้ Levodopa อยู่ในระบบได้นานขึ้น Carbidopa หรือ Benserazide เป็น Peripheral decarboxylase inhibitors ซึ่งส่วนมากจะถูกรวมอยู่กับยา Levodopa เพื่อให้ผู้ปุวยรับประทานพร้อมกัน เพื่อลดอาการข้างเคียง มีชื่อทางการค้าดังเช่น Madopar(Levodopa/ Benserazide)และ Sinemet(Levodopa/ Carbidopa) ส่วนยา Entacapone มีหน้าที่ยับยั้งการทํางานของ COMT (COMT inhibitor) นอก ระบบประสาท มีชื่อทางการค้าว่า Comtan Tolcapone เป็น COMT inhibitor ทั้งในและนอกระบบประสาท แต่ไม่มีใน ประเทศไทย Stalevo เป็นชื่อทางการค้าของยาที่รวมระหว่าง Levodopa, Carbidopa และ Entacapone เมื่อ Levodopa ผ่าน Blood brain barrier ก็จะถูกเปลี่ยนเป็น Dopamine โดยเอนไซม์ Dopadecarboxylase ซึ่งจะถูกรวบรวมไปใน Vesticular monoamine transporter type 2 เพื่อนําไปสู่ Synaptic site ก่อนที่จะถูกปล่อยออกมา สู่ Synaptic cleft Dopamine ในส่วนที่เหลือก็จะถูกดูดซึมกลับเข้าไปใน Presynaptic site โดยอาศัย Dopamine transporter (DAT) Dopamine ในสมองที่ถูกผลิตออกมาก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็น Homovanillic acid โดยอาศัย COMT และ Monoamineoxidase type -B (MAO-B) ก่อนที่จะถูกกําจัดออกไป ยาที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการทํางานของ MAO-B หรือ MAO-B inhibitor เช่น Selegiline จะมีผลเพิ่มการทํางานของ Dopamine ใน Striatum ทําให้อาการพาร์กินสันดีขึ้นได้ ยาในกลุ่มของ Dopamine agonists ซึ่งออกฤทธิ์โดยตรงที่ Postsynaptic dopamine receptors โดยเฉพาะที่ D2 และ D3 receptors ทําให้ตัวยาไม่ต้องผ่านกระบวนการของ Dopamine metabolism หรือ turnover อย่างเช่น Levodopa ได้มีการใช้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น ในปัจจุบัน นอกจากกลุ่มของ Ergot dopamine agonist ที่ยังใช้กันอยู่ได้แก่ Bromocriptine, Lisuride, Pergolide และ Cabergoline กลุ่ม Nonergot dopamine agonists ดังเช่น Apomorphine, Piribedil และ Pramipexole ประโยชน์ของการใช้ Dopamine agonist ส่วนมากจะเป็นเพื่อชะลอการใช้ Levodopa ใน ผู้ปุวยพาร์กินสันระยะแรก และเป็นการเพิ่มการทํางานของ Levodopa ในผู้ปุวยพาร์กินสันในระยะกลางเป็นต้นไป การรักษาผู้ป่วยพาร์กินสันในระยะแรก การรักษาโรคพาร์กินสัน ส่วนมากเป็นการรักษาในระยะยาว การเลือกใช้ยาตั้งแต่ในระยะเริ่มต้ น นอกจากจะ คํานึงถึง อาการของผู้ปุวยในระยะแรก ณ ขณะนั้น ยังต้องคํานึงถึงผลข้างเคียงของยา ที่อาจเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะในระยะยาว ผู้ปุวยพาร์กินสันในระยะแรก ส่วนมากมีอาการน้อย เพียงแต่สั่น และแขนแข็ง ด้านใดด้านหนึ่ง ผู้ปุวยในกลุ่มนี้โดยส่วนมากจะ
  • 138. หน้า | 134 ตอบสนองต่อยาในกลุ่มของ Dopaminergics ค่อนข้างดี โดยเฉพาะตัวยา Levodopa เอง ถึงแม้ว่า Levodopa โดยแท้ที่จริง แล้วจะมี Half-life ที่สั้น เพียงประมาณ 1.5 ชั่วโมง ผู้ปุวยพาร์กินสันในระยะแรกมักจะมีการตอบสนองต่อยาที่ค่อนข้าง สม่ําเสมอตลอดวัน ถึงแม้ว่าอาจจะรับประทาน Levodopa เพียงแค่ 2-3 ครั้ง/วัน เหตุผลที่เป็นในลักษณะนี้ก็เนื่องจากว่า ผู้ปุวยในระยะแรก ยังคงสามารถผลิต Dopamine และเก็บไว้ใน Synaptic vesicle และมีการหลั่งออกมาอย่างช้าๆ ใน ลักษณะที่สม่ําเสมอได้ แต่เนื่องจากการเสื่อมของระบบ nigrostriatal ยังคงดําเนินต่อไปในโรคพาร์กินสัน ทําให้ ในที่สุด ร่างกาย ไม่สามารถที่จะสะสม Dopamine ไว้ได้ พร้อมกับความสามารถในการหลั่ง Dopamine ให้สม่ําเสมอเสียไป ทําให้มี Dopamine ออกมา เฉพาะในช่วงแรกหลังการรับประทานยา และออกมาเป็นช่วงๆ ทําให้ผู้ปุวยเริ่มรู้สึกว่า ระยะเวลาที่ยา ออกฤทธิ์นั้นน้อยลง ทําให้เกิดอาการของการตอบสนองต่อยาที่ไม่สม่ําเสมอ แพทย์ทางระบบประสาทโดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของการเคลื่อนไหวจึงมักชะลอการใช้ Levodopa ในผู้ปุวย โรคพาร์กินสันในระยะแรก โดยการใช้ Dopamine agonists ในระยะแรก โดยส่วนมากจะมีการตอบสนองที่ดี และอาการ ต่างๆโดยเฉพาะอาการสั่นที่ดีขึ้น อัตราการเกิดการตอบสนองต่อยาที่ไม่สม่ําเสมอ หรือ Motor fluctuation จาก Dopamine agonists น้อยมากเมื่อเทียบกับ การใช้ Levodopa Selegiline เป็นยาในกลุ่ม MAO-B inhibitor ที่มีการใช้กันมานาน หลักฐานสนับสนุนในเรื่องของ Neuroprotection ของ Selegiline ยังไม่ชัดเจนเท่ากับยาในกลุ่ม Dopamine agonists งานวิจัยบางฉบับได้บอกถึงประโยชน์ของ Selegiline ที่อาจช่วยในเรื่องของปัญหาการเดินติดขัด (Gait freezing) และอาจ ชะลอปัญหาในการเดินไม่ทรงตัว ในผู้ปุวยพาร์กินสัน ถ้าให้ตั้งแต่ในระยะต้น การรักษาโรคพาร์กินสันในระยะใด หลักคือการใช้ปริมาณของยาให้น้อยที่สุด เพื่อรักษาอาการของผู้ปุวยท่านนั้น ร่วมกับนึกถึงยาที่อาจจะมีผลต่อการชะลอของโรค การรักษาโรคพาร์กินสันในระยะกลางและระยะปลาย ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นในผู้ปุวยพาร์กินสันในระยะนี้คือ ปัญหาของการตอบสนองต่อยาที่ไม่สม่ําเสมอ หรือ Motor fluctuations และปัญหาที่ไม่ได้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว (Nonmotor manifestation) ที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากโรคพาร์กินสัน หรือเป็นผลสืบเนื่อง ดังเช่นปัญหาในเรื่องของความจํา หรือปัญหาในเรื่องของระบบการควบคุมทาง Autonomic ในเรื่องของ Motor fluctuations อาการสามารถแสดงออกได้ตั้งแต่ภายใน 4 ปีแรก หรือพบได้เกือบทุกรายในผู้ปุวยที่มีอาการมาอย่าง น้อย 8 ปี ในโรคพาร์กินสันที่เป็นในระยะเวลานาน ผู้ปุวยมักจะต้องการปริมาณยาที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้มีอาการ On ใน ขณะเดียวกัน ระดับของ Levodopa ในเลือดที่ขึ้นลง ไม่สม่ําเสมอ อาการแสดงออกของการตอบสนองต่อยาที่ไม่สม่ําเสมอ อาจจะเป็นในเรื่องของ ประสิทธิภาพของยาที่มีระยะเวลาสั้นลง(Wearing off) อาการยุกยิก(Dyskinesia) หรืออาการสลับกัน ระหว่างช่วงที่รู้สึกว่าได้ผลจากยา กับช่วงที่ไม่ได้ผลจากยา (On-Off fluctuations) ซึ่งอาการสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่าง รวดเร็ว ไม่สามารถคาดคะเนได้ อาการเดินติดขัด(Freezing gait) ที่เกิดเนื่องจาก Off โดยทันที หรือ ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน สิ่งแรกที่ควรคํานึงถึงในการรักษาอาการ Motor fluctuations คือ หลักของการให้ยาที่ทําให้ Levodopa มีการดูด ซึมจากระบบทางเดินอาหารให้มากที่สุด และมีความสม่ําเสมอ หลักง่ายๆ อย่างเช่น ยา Levodopa ควรรับประทานขณะที่ ท้องว่าง เป็นเวลาอย่างน้อย 30-45 นาที หรือไม่ควรรับประทานร่วมกับอาหารโปรตีน อาการ Wearing-off เป็นอาการที่พบได้บ่อยเฉพาะในช่วงแรกของการเริ่มมี Motor fluctuations โดยส่วนมากจะ เริ่มรู้สึกว่ามีอาการสั่น แข็งเกร็ง เคลื่อนไหวช้าที่กลับมาใหม่ หลังจากรับประทานยาได้ประมาณ 3-4 ชั่วโมง การรักษาอาการ Wearing off สามารถทําได้หลายวิธี ดังเช่น การเพิ่มจํานวนครั้งของการรับประทานยา Levodopa ให้ถี่มากขึ้นหรือการใช้ยา ในกลุ่ม COMT inhibitor เช่น Entacapone ซึ่งจะยืดระยะเวลาของยา Levodopa ที่มีอยู่ในเลือดได้ประมาณ 20% โดยไม่มี ผลต่อการเพิ่มระดับยา Levodopa ขนาดของ Entacapone ที่ใช้คือ 200 mg และควรรับประทานไปพร้อมๆกับยา
  • 139. หน้า | 135 Levodopa ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นคือ Dyskinesia ที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ปุวยที่มี Dyskinesia อยู่แล้ว Dyskinesia ในลักษณะนี้ ส่วนมากจะลดน้อยลง เมื่อขนาดยา Levodopa ถูกลดลงไป อาการข้างเคียงอื่นๆ ที่พบได้เช่น อาการปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน และปัสสาวะมีสีเข้มขึ้น Dyskinesias หรือที่เรียกว่า อาการยุกยิกในโรคพาร์กินสัน Dyskinesia ส่วนมากเกิดขึ้นเนื่องมาจากการใช้ยา Levodopa ในระยะยาว หรือ Levodopa-induced dyskinesia โดยส่วนมากจะเกิดเมื่อรับประทานยา Levodopa เพิ่มขึ้น สูง หรือที่เรียกว่า Peak-dose dyskinesias เรียกว่า Diphasic dyskinesia ซึ่งลําดับอาการจะเป็นในลักษณะของ Parkinsonism-dyskinesia-improvement-dyskinesia-parkinsonism คําว่า Punding หมายถึง การเคลื่อนไหวในลักษณะ เดิมที่เป็นแบบซ้ําๆ ที่คล้ายๆกับการย้ําคิดย้ําทํา เช่น การจัดสิ่งของ การตรวจสิ่งของซ้ําไปมา เป็นต้น การรักษา Dyskinesia ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นในลักษณะของ Peak dose สามารถทําได้หลายวิธี การลดขนาดของยา Levodopa ในแต่ละครั้งที่ผู้ปุวย รับประทานจะสามารถลด Dyskinesia ได้ แต่ในขณะเดียวกัน อาจจะทําให้ผู้ปุวยมี Off time ที่เพิ่มขึ้น และ Wearing off ที่ เพิ่มขึ้นได้ การใช้ยา Dopamine agonists ร่วมกับการลดขนาดยา Levodopa อาจสามารถเพิ่ม on time ได้ โดยที่ Dyskinesia น้อยลงจากการลดขนาด Levodopa Amantadine สามารถช่วยลด Dyskinesia ได้ในผู้ปุวยพาร์กินสัน แต่ยัง ไม่มีใช้ในประเทศไทย ยาในกลุ่ม Atypical neuroleptics ดังเช่น Olanzepine หรือ Clozapine อาจช่วยลด Dyskinesia ได้ หากแต่ว่า Olanzapine อาจจะทําให้อาการ Parkinsonism แย่ลง ส่วน Clozapine สามารถทําให้เกิดAgranulocytosis ทํา ให้ผู้ปุวยที่รับประทาน Clozapine จะต้องได้รับการตรวจเม็ดเลือดโดยสม่ําเสมอ อาการ On-Off fluctuations ในผู้ปุวยแต่ละท่านจะมีความแตกต่าง และการตอบสนองต่อการปรับยา อาจจะมี ความแตกต่างกันไป อาการ Off dystonia ซึ่งส่วนมากจะเป็นที่เท้า หรือมือในกลางดึก หรือตอนเช้า เมื่อผู้ปุวยตื่น อาการนี้ มักจะตอบสนองต่อการใช้ Immediate released levodopa ดังเช่น Levodopa dispersible ละลายน้ํา โดยให้ผู้ปุวย รับประทานทันทีเมื่อตื่นนอน อาการ On-off fluctuations โดยส่วนใหญ่จะตอบสนองได้ดีต่อการใช้ Dopamine agonists โดยเฉพาะในกลุ่มที่มี Long-half life แต่ในผู้ปุวยพาร์กินสันบางท่านอาจจะไม่สามารถทนกับอาการข้างเคียงของ Dopamine agonists ได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ซึ่งจะเป็นในเรื่องของ อาการง่วงนอน หรือ อาการเห็นภาพหลอน การรักษาโรคพาร์กินสันด้วยการผ่าตัด ในปัจจุบันการผ่าตัดรักษาโรคพาร์กินสัน จะเป็นในลักษณะของการกระตุ้นด้วยไฟฟูา หรือที่เรียกกันว่า Deep brain stimulation(DBS) การผ่าตัดแบบ DBS นี้มีข้อดี มีข้อดีในเรื่องของไม่ต้องทํา Lesions และผลข้างเคียงถ้าเกิดขึ้น สามารถ ปรับ หรือแก้ไขได้โดยการเลือกตําแหน่งที่กระตุ้น หรือค่ากระตุ้นให้เหมาะสม นอกเหนือจากนี้ ผู้ปุวยที่ได้รับการรักษาแบบ DBS ไม่มี Lesion ในสมองแบบ Pallidotomy เป็นต้น ดังนั้นผู้ปุวยเหล่านี้อาจสามารถ ได้รับการรักษาแบบอื่นได้ในอนาคต เช่นการปลูกถ่ายเซลล์ หรือ Transplantation เป็นต้น การรักษาแบบ DBS ในขณะนี้ไดัรับอนุญาติจาก Food and Drug Administration(FDA) ให้เป็นการรักษาในผู้ปุวยพาร์กินสันที่มีอาการไม่ตอบสนองต่อยาที่พอควร โดยในตําแหน่งที่ทําการ ผ่าตัด DBS ในปัจจุบัน มี 3 ตําแหน่งได้แก่ Subthalamioc nucleus (STN), Globus pallidus interna(GPi) และ VIM nucleus ของ Thalamus ซึ่งตําแหน่งของ VIM จะช่วยในเรื่องของอาการสั่นเท่านั้น ส่วนตําแหน่งของ GPi และ STN สามารถช่วยให้อาการแข็งเกร็ง อาการสั่น และอาการยุกยิกดีขึ้นได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับขณะที่ผู้ปุวย Off ผลการรักษาปัจจุบันยืนยันว่า ผู้ปุวยที่ได้รับการรักษาแบบ DBS จะมีอาการดีขึ้นที่ชัดเจน และต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ปุวยได้รับ การกระตุ้น ข้อเสียของการผ่าตัดแบบ DBS จะเป็นในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่สูง ร่วมกับยังไม่เป็นที่แพร่หลาย และต้องอาศัย บุคลากรรวมทั้งแพทย์ และบุคลากรอื่นๆ ที่ต้องได้รับการฝึกฝนโดยเฉพาะทาง
  • 140. หน้า | 136 ผู้ปุวยที่จะได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดแบบ DBS โดยส่วนใหญ่จะรู้ตัวขณะได้รับการผ่าตัด เนื่องจากเป็นการ กระตุ้น ในตําแหน่งที่กล่าวไว้ข้างต้น ขณะที่ทําการผ่าตัด มีความจําเป็นที่จะต้องตรวจสอบผู้ปุวยขณะรู้สึกตัว เพื่อยืนยันว่า อาการนั้นดีขึ้นจริง และผู้ปุวยไม่มีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นจากการกระตุ้นเครื่องมือที่ใส่ในตัวผู้ปุวย ในการผ่าตัดแบบ DBS ประกอบด้วยสาย Electrode ที่บางใส่เข้าไปในตําแหน่งที่จะกระตุ้นสายเชื่อมต่อ และ แบตเตอรี่(Internal pulse generator) ที่จะถูกฝังอยู่ใต้ผิวหนังในลักษณะที่คล้ายกับ Pacemaker ที่ใช้ในผู้ปุวยหัวใจ หลัง การผ่าตัด ผู้ปุวยโดยส่วนใหญจะสามารถกลับบ้านได้ ภายใน 4-5 วัน แต่จะต้องมารับการปรับค่าที่ใช้ใน การกระตุ้นให้ เหมาะสม ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะสามารถทําได้ ภายในเวลา 2-3 อาทิตย์ หลังจากนั้นผู้ปุวยที่ได้รับการผ่าตัดแบบ DBS ที่ STN อาจสามารถลดการรับประทานยาที่ใช้ในการรักษาโรคพาร์กินสันได้อย่างน้อย 25% ส่งผลให้อาการอื่นๆ ดังเช่น อาการยุกยิก ดีขึ้นไปด้วย ผู้ปุวยที่ได้รับการผ่าตัดที่ GPi โดยส่วนมากจําเป็นต้องรับประทานยาในขนาดที่เท่าเดิม โดยส่วนมาก แบตเตอรี่จะ มีอายุการใช้งานได้ประมาณ 3-5 ปี ในปัจจุบัน การผ่าตัดแบบ STN DBS ได้รับการยอมรับ และเป็นตําแหน่งที่แพทย์ผู้รักษา จะเลือกทําการผ่าตัด มากกว่าตําแหน่ง GPi การรักษาแบบ DBS ไม่ใช่เป็นการรักษาที่ใช้ได้กับผู้ปุวยพาร์กินสันทุกคน ผู้ปุวยบางท่านอาจจะไม่เหมาะกับ การรักษาแบบ DBS เพราะฉะนั้น การคัดเลือกผู้ปุวยที่เข้ารับการรักษาจึงมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง รวมถึงความเข้าใจของ ผู้ปุวยและครอบครัวถึงผลของการรักษาที่จะดีขึ้น และที่อาจจะไม่ดีขึ้น อาการที่เป็น Nonmotor ดังเช่น อาการหลงลืม อาการซึมเศร้า จะไม่ดีขึ้น ดังนั้นผู้ปุวยที่มีอายุสูงมาก > 80 ปี มีอาการหลงลืม หรือมีโรคประจําตัวอื่นๆ อาจจะไม่ใช่ผู้ปุวยที่ เหมาะกับการรักษาแบบ DBS นอกเหนือจากนี้ อาการข้างเคียงอื่นๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่โดยทั่วไปจะเป็นในอัตราส่วนที่ น้อย โดยเฉพาะถ้าเป็นการผ่าตัดในศูนย์ และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ
  • 141. หน้า | 137 ยาที่ใช้ในโรคผิวหนัง โรคสะเก็ดเงิน โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่ผื่นของโรคจะมีลักษณะเป็นตุ่ม หรือเป็นปื้นแดง ขุยสีขาวคล้าย เงิน โรคนี้พบบ่อยประมาณร้อยละ 1-3 ของประชากรทั่วโลก พบในบุคคลทุกเพศทุกวัย และทุกประเทศ ถึงแม้โรคสะเก็ดเงิน จะไม่ทําให้เกิดอันตรายถึงชีวิต แต่โรคมักจะมีผลต่อสภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของผู้ปุวย ความก้าวหน้าในการรักษาโรค สะเก็ดเงินในปัจจุบันได้พัฒนาไปมากทําให้เราสามารถให้การดูแลผู้ปุวยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อะไรเป็นสาเหตุของโรคสะเก็ดเงิน สาเหตุที่แท้จริง ที่ทําให้เกิดโรคสะเก็ดเงินยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าปัจจัยทางพันธุกรรมร่วมกับสิ่งแวดล้อม บางอย่างกระตุ้นให้เกิดอาการและอาการแสดงของโรค สิ่งกระตุ้นที่พบเป็นสาเหตุบ่อยๆ ได้แก่ โรคติดเชื้อ เช่น หวัด การได้รับ อันตรายของผิวหนัง เช่น การแกะ เกา ยาบางชนิด และความเครียดต่างๆ เป็นต้น การวินิจฉัยโรค โดยทั่วไป ลักษณะทางคลินิกของผู้ปุวยอย่างเดียวก็มักจะเพียงพอในการวินิจฉัยโรค แต่ในบางระยะของโรคสะเก็ด เงิน การวินิจฉัยอาจมีปัญหา ในกรณีดังกล่าวการตรวจชิ้นเนื้อของผื่นผิวหนังจะช่วยในการวินิจฉัยโรคได้ จุดประสงค์ของการรักษา เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่จะทําให้หายขาดจากโรค การรักษาจึงมุ่งไปที่การทําให้ผื่นของโรคดีขึ้นหรือ สงบลง พร้อมกับปูองกันไม่ให้กําเริบโดยหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เช่น โรคติดเชื้อ การได้รับอันตรายของผิวหนัง ยาบางชนิด และ ความเครียดต่างๆ เป็นต้น ขั้นตอนการรักษา ในปัจจุบันได้มีการพัฒนายาใหม่ ๆ ทั้งยาทาและยารับประทานที่ได้ผลดีในการรักษาขึ้นเป็นจํานวนมาก ซึ่งแต่ละ ชนิดมีผลดีและผลเสียที่ต่างกัน การเลือกให้การรักษาจําเป็นต้องคํานึงถึงองค์ประกอบหลายประการ เช่น ตําแหน่งของผื่น ความระคายเคืองของยา เศรษฐานะของผู้ปุวยเทียบกับค่าใช้จ่ายในการรักษา และความสะดวกของผู้ปุวยที่จะมารับการรักษา เป็นต้น ในกรณีที่ผู้ปุวยเป็นโรคไม่มากนัก ผื่นน้อยกว่า 20% ของผิวหนังอาจเริ่มรักษาด้วยยาทาก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียที่ อาจเกิดจากยารับประทาน แต่ในกรณีที่เป็นผื่นในบริเวณกว้างมากกว่า 20% ของผิวหนัง หรือผื่นค่อนข้างกระจัดกระจาย การ รักษาด้วยยาทาอาจไม่สะดวกในกรณีนี้ การใช้ยารับประทาน หรือการฉายแสงอาจจะได้ผลดีกว่า การรักษาด้วยยาทา ในปัจจุบันมียาทาที่ได้ผลดีในการรักษาเป็นจํานวนมากให้เลือกใช้ ซึ่งยาแต่ละชนิดมีผลดีและเสียต่างกัน ได้แก่ 1. ยาทาพวกสเตียรอยด์ เป็นยาที่แพทย์ทั่วไปนิยมใช้รักษาโรคสะเก็ดเงินมากที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากมี ประสิทธิภาพในการรักษาสูง ได้ผลเร็ว สะดวกในการใช้ ราคาไม่แพงนัก และไม่ระคายเคือง ถ้าใช้ในระยะสั้นมักจะไม่เกิดผล เสียที่รุนแรง แต่ถ้าใช้สเตียรอยด์ชนิดแรง ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทําให้เกิดผลเสียได้หลายประการ เช่น ผิวหนังฝุอ หลอด เลือดขยายตัว ผิวแต ก ผิวขาว และการดื้อยา นอกจากนั้นโรคยังกลับเป็นซ้ําได้ ดังนั้นการใช้ยาดังกล่าวควรจะใช้ภายใต้การ
  • 142. หน้า | 138 ดูแลของแพทย์เท่านั้นไม่ควรซื้อใช้เอง 2. น้ํามันดิน น้ํามันดินให้ผลการรักษาใกล้เคียงกับสเตียรอยด์ แต่มีกลิ่นเหม็นและดูสกปรกเวลาใช้ จึงไม่เป็นที่นิยม ในปัจจุบัน และเนื่องจากน้ํามันดินอาจทําให้เกิดอาการระคายเคืองได้ จึงไม่ควรใช้ทาบริเวณในหน้า ข้อพับ และอวัยวะเพศ 3. สารพวกแอนทราลิน (Antralin) เป็นยาที่นิยมใช้มากที่สุดชนิดหนึ่งในหลายประเทศทางยุโรป และอเมริกา เนื่องจากยาใช้ได้ผลดีและโรคกลับเป็นซ้ําได้น้อยเมื่อหยุดการรักษา ยาดังกล่าวมีข้อจํากัดอยู่ที่วิธีการใช้ยุ่งยากและมีผลข้าว เคียง คืออาการระคายเคือง และทําให้ผิวหนังบริเวณที่ทายามีสีคล้ําขึ้น จึงไม่ควรใช้ทาบริเวณใบหน้า ข้อพักและอวัยวะเพศ 4. วิตามินดี 3 (Calcipotriol) เป็นยาใหม่ที่นิยมใช้กันมาก ในปัจจุบันในประเทศตะวันตก เนื่องจากให้ ผลการรักษาดี รวดเร็วพอ ๆ กับสเตียรอยด์ระดับกลางแต่ไม่มีผลเสียเหมือนสเตียรอยด์ และไม่มีสีหรือกลิ่นเหมือนน้ํามันดิน และแอนทราลิน อีกทั้งยังก่อนให้เกิดอาการระคายเคืองน้อยกว่าแอททราลีน แต่อย่างไรก็ตาม วิตามินดี 3 อาจทําให้เกิด อาการระคายเคืองได้บ้าง โดยเฉพาะเมื่อใช้ทาบริเวณใบหน้า ข้อพับ และอวัยวะเพศ จึงไม่ควรใช้ในบริเวณดังกล่าว นอกจากนั้นยังมีข้อจํากัดคือยายังมีราคาแพงมาก โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง Atopic dermatitis เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่ง ซึ่งพบบ่อยในเด็กโดยที่ไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่ใช้เชื้อรา หรือ ความสรกปรก มักจะเป็นๆหาย สาเหตุเกิดมาจากภายในร่างกายของเราเอง โดยมีภูมิไวมากเกินไปตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ และสภาพแวดล้อมรอบตัว อาการของโรค จะเป็นๆ หาย มีทั้งช่วงที่โรค เห่อ ซึ่งจะมีผื่นผิวหนังและอาการคันมาก หรือช่วงที่โรคสงบ สลับกัน ผู้ปุวยอาจจะมีอาการภูมิแพ้อื่นๆร่วมด้วยเช่น หอบหืด , แพ้อากาศ เยื่อบุจมูกอักเสบ , เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้เป็นต้น โดยทั่วไปผู้ปุวยอาจจะมีประวัติภูมิผิวหนัง หรือภูมิแพ้ในระบบต่างๆดังกล่าวในครอบครัว ร่วมด้วย หรืออาจจะไม่มีประวัติใครใน ครอบครัวเป็นโรคนี้ก็ได้ อาการของโรค ลักษณะที่สําคัญคือมีผื่นผิวหนังซึ่งเป็นลักษณะของ “ผิวหนังอักเสบ” ผิวหนังโดยทั่วไปจะค่อนข้างแห้งหรือ แห้งมาก และมี อาการคันเป็นอย่างมากคันเรื้อรัง ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรคนี้ โดยอาการคันก่อให้เกิดความรําคาญอย่างมาก บางรายอาจรบกวนการ นอนหลับ ถ้าผิวหนังอักเสบในลักษณะแบบเฉียบพลันจะมีรอยโรคเห่อแดงคัน อาจมีตุ่มน้ําใสๆเล็กๆมีน้ําเหลืองเยิ้มซึมและ อาจจะมีการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังร่วมด้วยได้ , ผู้ปุวยบางรายอาจจะมีผื่นในระยะรองเฉียบพลัน ซึ่งมีขุยแห้งหรือสะเก็ด หรือ เกิดมีผื่นแบบเรื้อรังซึ่งเป็นปื้นนูนหนา คันและมีขุย ร่วมด้วยการหนาตัวของผิวหนังเกิดจากการถูไถ หรือเกา ตําแหน่งของโรคจะแตกต่างตามวัย โดยส่วนมากแล้วหากผู้ปุวยเด็กที่เป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง มักมีอาการก่อนอายุ 5 ปี แต่ช่วงอายุที่พบรอยโรคอาจจะแตกต่างกันตามอายุ กล่าวคือ วัยทารก จะพบผื่นแดงบริเวณแก้ม ด้านนอกของแขนขา ข้อมือและข้อเท้า วัยเด็กโต และผู้ใหญ่ ผื่นจะพบบริเวณข้อพับต่างๆ เช่น ข้อพับแขนและขาทั้งสองข้าง ที่คอ บางครั้งเกาจนเป็นปื้น มีขุยดํา หรือแห้งหนา บางครั้งถ้าเป็นมากผื่นอาจลามขึ้นได้ทั่วร่างกาย การดําเนินโรคจะเป็นๆหาย (ดังแผนภูมิที่ 1) โดยอาจมีช่วงที่ผื่นเห่อกําเริบมาก , ผื่นแดงคันยิบๆ หรือ มีแค่ผิวหนัง แห้งตึง
  • 143. หน้า | 139 สาเหตุของการเกิดโรค โรคนี้สาเหตุยังไม่ชัดเจน แต่พบว่ามีปัจจัยทางพันธุกรรม ดังที่จะสังเกตว่า บิดา หรือ มารดา หรือทั้งคู่อาจมีประวัติ โรคภูมิแพ้ ทั้งที่มีอาการออกทาผิวหนั ง หรือระบบอื่นๆเช่นจมูกคือแพ้อากาศ หรือ ตาคือเยื่อบุตาอักเสบ หรือ หอบหืดร่วม ด้วย ถ้าทั้งบิดาและมารดาทั้งคู่มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ โอกาสที่ลูกจะเกิดผื่นผิวหนังภูมิแพ้ จะมากกว่าที่บิดาหรือมารดาคนใด คนหนึ่งที่เป็นโรค นอกจากนั้นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมก็มีผลม ากเช่นกัน โดยเฉพาะเป็นเหตุกระตุ้นให้ผื่นเห่อมากขึ้น เช่นเหตุทาง กายภาพความร้อน ความเย็นอากาศที่แห้ง สารระคายเคือง สารชะล้าง ซักฟอก หรืออาหารบางชนิด หรือ กระทั่งโรคติดเชื้อ หลายๆชนิดก็สามารถกระตุ้นให้ผื่นเห่อมากขึ้นได้ ปัจจัยที่ท้าให้โรคก้าเริบขึ้นมีอะไรบ้าง ในผู้ปุวยทุกราย สาเหตุที่ทําให้โรคกําเริบขึ้นอาจจะไม่เหมือนกันทั้งหมด แต่สิ่งสําคัญมากในผู้ปุวยเกือบทุกราย ที่ทํา ให้ผื่นเห่อขึ้นได้มากๆ จนบางครั้งลามออกไปทั่วๆตัวก็คือ “การเกา” ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าโรคนี้เป็นโรคซึ่งมีอาการคันเด่น การ เกาจึงจะทําให้โรคลามและเห่อมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนั้นสิ่ง “กระตุ้น” ที่ทําให้โรคเห่อขึ้นได้คือ 1. โรคติดเชื้อ เช่นเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง พบบ่อยๆจากเล็บซึ่งแกะเกาและนําเชื้อ โรคไปที่ผิวหนัง 2. สารระคายเคือง สารทําความสะอาด หรือ ชะล้าง เช่นสบู่ , ผงซักฟอก, น้ํายาปรับผ้านุ่ม ฯลฯ ผู้ปุวยบางรายใช้ อัลกอฮอล์, น้ํายาฆ่าเชื้อโรค น้ํายาล้างแผล ยาหม่อง ทิงเจอร์ ฯลฯ ไปทาหรือถู เพราะคิดว่าเป็นความสรกปรกหรือ เชื้อโรค แต่สุดท้ายเนื่องจากสารเหล่านี้ระคายเคือง กลับทําให้ผื่นเห่อ และลามมากขึ้น
  • 144. หน้า | 140 3. อากาศที่ร้อน น้ําร้อน การ อาบน้ําร้อน หรือ หนาวเกินไป สังเกตว่าในหน้าหนาวซึ่งมีอากาศเย็นแต่มีความแห้งของ อากาศ โรคก็เห่อได้ ในบางรายอากาศร้อนอบอ้าวในหน้าร้อน หรือ การอาบน้ําร้อนจัดๆก็ทําให้ผื่นเห่อ เช่นกัน 4. บางรายพบว่ารับประทานอาหารบางชนิดเช่น นม ไข่ ถั่ว อาหารทะเล อาหารทอด ทําให้ผื่นเห่อได้ แต่ทั้งนี้ไม่ได้เป็น ทุกราย และเป็นการเกิดขึ้นเฉพาะตน ในเด็กทารก ควรส่งเสริมให้ดื่มนมมารดามากว่านมวัว 5. การแพ้สารต่างๆในอากาศ เช่น ไรฝุุน ซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อยมากๆ 6. การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เช่นวิตกกังวล ความเครียด การป้องกันและการรักษา 1. การ “หลีกเลี่ยง” ปัจจัยซึ่ง “กระตุ้น” ทําให้ผื่นเห่อขึ้น ดังได้กล่าวแล้ว เป็นสิ่งที่สําคัญมาก ในส่วนของอาหาร หากทราบว่าอาหารชนิดใด (ซึ่งไม่จําเป็นต้องเหมือนกันในแต่ละคน) เป็นเหตุทําให้โรคกําเริบก็ควรหลีกเลี่ยงเสีย 2. ควรเลือกใช้ผ้าเนื้อโปร่งเช่นผ้าฝูาย ไม่ควรใช้ผ้าขนสัตว์ หรือ หนานุ่ม เนื้อหยาบ การซักล้างผ้าและควรซักล้าง ผงซักฟอก หรือ น้ํายาปรับผ้านุ่มออกก่อน 3. พยายามหลีกเลี่ยงอากาศ ร้อนจัด หนาวจัดเกินไป โดยเฉพาะนอนในห้องปรับอากาศซึ่งอุณหูมิเย็นจัด ความชื้น สัมพัทธ์ต่ํา หรือ อาบน้ําร้อนน้ําอุ่นที่อุณหภูมิสูง เพราะผิวที่แห้งอยู่ แล้วจะยิ่งแห้งมากขึ้นอีก หรือการอยู่ในที่ ร้อนอบอ้าว, การออกกําลังกายที่มีเหงื่อออกมากๆ 4. การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทําความสะอาดผิว ควรเลือกผลิตภัณฑ์ซึ่งไม่ระคาย ปราศจากน้ําหอม และ อย่าฟอกสบู่ บ่อยๆ ทําความสะอาดบ่อยๆ หรืออาบน้ําบ่อยๆ จนเกินไป สบู่ที่เคลือบผิวบางประเภทเมื่อล้างออกจะลื่นๆผิว ไม่ควรพยายามขัดหรือล้างให้ออกจนหมด 5. หลีกเลี่ยงการใช้ อัลกอฮอล์, ยาฆ่าเชื้อโรค, ยาแดง, ทิงเจอร์, ยาหม่อง, ด่างทับทิม ฯลฯ ใส่บริเวณผื่นหรือแผล โดยคิดว่าผื่นนั้นเป็นสิ่งสรกปรกหรือเชื้อโรค เพราะแทนที่จะดีขึ้นกลับทําให้มีการระคายเคืองมาก ทํา ให้ผื่น กําเริบหรือเห่อขึ้นได้ 6. การปูองกันความแห้งของผิว ใช้สารเคลือบผิว อาจเป็นโลชั่นชนิดที่ไม่ก่อให้เกิดผิวแพ้และปราศจากน้ําหอม , น้ํามันเคลือบผิว (ใช้ในเฉพาะกรณีผิวแห้งมาก) ควรทาโลชั่น ครีมบํารุงผิวชนิดไม่ก่อผิวแพ้ หรือ สารเคลือบผิว ต่างๆ ภายในระยะเวลา 3- 5 นาทีหลังซับผิวหรือเช็ดตัวให้แห้ง โดยห้ามเช็ด ขัดหรือถูตัวแรงๆ 7. ในกรณีทีมีอาการคันมาก แพทย์จะพิจารณาการให้ยาต้านภูมิแพ้ หรือยาแก้คัน บางชนิดอาจมีผลข้างเคียงทํา ให้ง่วงได้ 8. การใช้ยาทาเฉพาะที่เพื่อทาผื่น มีการใช้ยาหลายชนิด เช่นการใช้ยาสเตียรอยด์ครีม ซึ่งจะให้ผลการรักษาที่ทําให้ ผื่นยุบได้เร็วได้ผลดีมาก แต่อาจกลับเป็นซ้ําขึ้นได้เร็วเช่นกัน การใช้ยาชนิดนี้ต้องมีความระวังมากโดยเฉพาะ ชนิดของยาที่ใช้ และตําแหน่งที่จะใช้ยาทา หากใช้ไม่ถูกต้องอาจเกิดผลข้างเคียงตามมาได้ ซึ่งบางครั้งรุนแรง จึง ไม่ควรซื้อยาทาในกลุ่มนี้ใช้เอง โด ยทั่วไปแพทย์ผิวหนังจะใช้ยากลุ่มนี้อย่างระวัง เพื่อให้เกิดผลข้างเคียงน้อย ที่สุดโดยยังคงประสิทธิภาพมากที่สุด 9. ยาทาที่เป็นครีมกลุ่มใหม่ๆ ซึ่งใช้เพื่อควบคุมการกําเริบของผื่น เป็นยาซึ่งใช้เพื่อลดผลข้างเคียงของยากลุ่มเสตีย รอยด์ ยากลุ่มนี้มีความปลอดภัยพอสมควร แต่มีราคาซึ่งแพงมาก แต่ข้อดีก็คือทําให้ลดการใช้ยาทาสเตียรอยด์ ลง และเพิ่มระยะเวลาที่โรคสงบ ยาบางชนิดเวลาทาอาจจะรู้สึกร้อน หรือ ยิบๆ บริเวณที่ทายาได้ 10. ในบางครั้งจะเกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังตามมาได้ เช่นมีหนอง มีคราบน้ําเหลือง โดยเฉพาะเกิดตามหลังการเกา อย่างมาก แพทย์อ าจจะใช้การดูแลแผลโดยใช้การประคบเปียก โดยใช้ผ้าก๊อส ชุบน้ํายาชะแผลปลอดเชื้อ ,
  • 145. หน้า | 141 น้ําเกลือสําหรับล้างแผล ซับหมาดๆ ประคบบนผื่น เป็นเวลา 10 – 15 นาที วันละ สมถึงสี่ครั้ง อาจจะใช้ยาทา หรือ ยากินปฏิชีวนะร่วมด้วย 11. สุขอนามัยส่วนตัว ควรตัดเล็บให้สั้น อย่าให้มีเล็บแหลมคม เ พราะอาจจะเกาจนเกิดแผล หรือ แผลติดเชื้อร่วม ด้วยได้ โรคผิวหนังอักเสบ (Eczema หรือ Dermatitis) คือ โรคที่เกิดจากการอักเสบของผิวหนัง ซึ่งแสดงออกมาได้หลายรูปแบบ แล้วแต่ระยะของโรค สามารถแบ่งตามสาเหตุที่เกิดขึ้น ได้ดังนี้ อาการ ผู้ปุวยมักมีลักษณะของผื่นที่สามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือ ระยะเฉียบพลัน (Acute stage) เป็นตุ่มแดง, ตุ่มน้ํา อาจมีอาการบวมแดง และมีน้ําเหลืองด้วย ระยะปานกลาง (subacute stage) อาการบวมแดงจะลดลง และมีสะเก็ดหรือขุยร่วมด้วย ระยะเรื้อรัง (Chronic stage) ผื่นจะมีลักษณะหนา, แข็ง และมีลายเส้นของผิวหนังชัดเจนขึ้น (Lichenification) นอกจากนี้ ผู้ปุวยมักมีอาการคันร่วมด้วย ซึ่งถ้าผู้ปุวยเกาก็จะยิ่งทําให้เกิดผิวหนังอักเสบมากขึ้น และเวลาหายอาจมีรอยด่างดํา ได้ การรักษา 1. รักษาตามระยะของผิวหนังที่เกิดการอักเสบ 1.1 ระยะเฉียบพลัน : ประคบผื่นด้วยน้ําเกลือ หรือน้ํายา Burrow 1:40 หรือ Boric Acid 3% วันละ 3-4 ครั้ง เมื่อผื่นแห้งดี แล้วต้องหยุดประคบ มิฉะนั้น จะแห้งเกินไป ทําให้ตึงและแตก 1.2 ระยะปานกลาง : ใช้ยาทาสตีรอยด์ ตามลักษณะและตําแหน่งที่เป็นผื่น สาเหตุจากภายนอกร่างกาย (Exogenous หรือ Contact dermatitis) สาเหตุจากภายในร่างกาย (Endogenous eczema) เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างผิวหนังกับสารเคมีที่สัมผัสกับผิวหนัง สามารถแบ่งออกเป็น เกิดเนื่องจากการ เปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อาจเกี่ยวข้องกับ พันธุกรรม โรคในกลุ่มนี้ เรียกชื่อตามลักษณะผื่น สาเหตุ และ บริเวณที่เป็น เช่น Atopic dermatitis, Seborrheic dermatitis, Discoid หรือ Number dermatitis เป็นต้น ผื่นระคายสัมผัส (Irritant contact dermatitis) พบได้ประมาณ 70-80% ผื่นแพ้สัมผัส (Allergic contact dermatitis) พบได้ประมาณ 20-30% การวินิจฉัยอาศัยการทดสอบภูมิ แพ้ โดยวิธี Patch Test ผื่นสัมผัสนับว่าเป็นปัญหาที่สําคัญมาก เพราะสารที่เป็นสาเหตุ อาจมาจากการประกอบอาชีพ (เช่น โลหะ, ผลิตภัณฑ์ยาง, กาว) เครื่องสําอาง (เช่น น้ําหอม, สารกันบูด, น้ํายาย้อม หรือดัดผม) ซึ่งทําให้เกิดโอกาสที่จะสัมผัสง่าย และหลีกเลี่ยงได้ลําบาก
  • 146. หน้า | 142 1.3 ระยะเรื้อรัง : ใช้ยาทาสตีรอยด์ อาจผสมพวก Salicylic Acid หรือในรายที่เป็นผื่นหนาแข็ง อาจจําเป็นต้องฉีดยาที่บริเวณ ผื่น 2. การใช้ยารับประทาน ผู้ปุวยบางรายมีอาการคันมาก อาจต้องได้ยารับประทานชนิด Antihistamine ส่วนยาทาภายนอกที่มี Antihistamine ไม่ควรใช้ เพราะยาทาภายนอกชนิดนี้มีโอกาสแพ้ได้มาก ในกรณีที่เป็นระยะเฉียบพลัน ที่รุนแรงมาก ผู้ปุวย อาจต้องได้รับยารับประทานชนิด Steroid ร่วมด้วย 3. การค้นหาสาเหตุ การแบ่งระยะโรคผิวหนังอักเสบนั้น เป็นประโยชน์ในแง่การรักษาชั่วคราวเท่านั้น ผู้ปุวยควรพบแพทย์ผิวหนัง เพื่อจะ ได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นโรคผิวหนังอักเสบชนิดใด และมีการดําเนินของโรคเป็นอย่างไร ควรจะปฏิบัติตนเช่นไร เพราะโรค ผิวหนังอักเสบส่วนมาก มักจะเป็นค่อนข้างเรื้อรัง และถ้าผู้ปุวยไม่เข้าใจก็อาจจะทําให้เกิดความเครียด ซึ่งเป็นสาเหตุที่สําคัญ อันหนึ่ง ที่ทําให้โรคผิวหนังอักเสบเป็น ๆ หาย ๆ และอาจนําไปสู่การอักเสบเรื้อรังได้ สิว นิยาม (Definition) สิว เป็นโรคของต่อมไขมันที่รูขุมขน (pilosebaceous unit) โดยมากมักเป็นบริเวณ หน้า คอ และลําตัวส่วนบน ซึ่งเป็นตําแหน่งที่มีต่อมไขมันขนาดใหญ่อยู่หนาแน่น มักพบในวัยรุ่น แต่บางคนอาจเป็นๆหายๆจนอายุเลย 40 ปีทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดสิว การวินิจฉัย (Diagnosis) 1.ลักษณะทางคลินิก (Clinical criteria) 1.1 ลักษณะจําเพาะของสิว คือมีcomedone (ductal hypercornification) อาจจะมี lesion หลายแบบปะปนกัน ได้แก่ ก. ชนิดไม่อักเสบ - closed comedone เป็นตุ่มกลมเล็กแข็งสีขาวจะเห็นชัดขึ้นเมื่อดึงผิวหนังให้ตึงหรือโดยการคลํา - open comedone เป็นตุ่มแข็งตรงยอดสีดําถ่างปากขุมขน ข. ชนิดอักเสบ ได้แก่ - papule ตุ่มสีแดงขนาดเล็ก - pustule ตุ่มแดงขนาดเล็ก มีหนองที่ยอด - nodule ก้อนสีแดงภายในมีหนองปนเลือด บางครั้งอาจเป็นหลายหัวติดกันหรือมี open comedone หัวดํามากกว่า 1 หัวอุดอยู่ มักพบบริเวณหลังของผู้เป็นสิวชนิดรุนแรง (acne conglobata) - cyst ก้อนนูนแดง นิ่ม ภายในมีหนองปนเลือด ค. แผลเป็นของโรคสิว มีหลายแบบ ได้แก่ Pitted scar, papulo - nodular scar, keloid 1.2 บริเวณที่เป็นสิวบ่อย คือ หน้า รองลงมาคือ คอ หลัง และอกส่วนบน 1.3 ชนิดของสิว - Acne vulgaris พบบ่อย - ชนิดรุนแรง เช่น Acne conglobata, Acne fulminans, Pyoderma faciale - Steroid induced acne และจากยาอื่นๆ - Chlor acne (สัมผัสกับสารพวก (Chlorinated hydrocarbon) - Cosmetic acne - Endocrine acne เช่น สิวเกิดร่วมกับ Polycystic ovary syndrome (PCOS) - Infantile acne - Acne excorie'e - etc. 1.4 การจัดระดับความรุนแรงของสิว - เล็กน้อย (mild) มีหัวสิวไม่อักเสบเป็นส่วนใหญ่จํานวนไม่มาก หรือมีสิว อักเสบขนาดเล็กร่วมด้วยจํานวนน้อย - ปานกลาง (moderate) มี papule และ pustule ขนาดเล็กจํานวนมาก มี nodule จํานวนน้อย - รุนแรง (severe) มี papule และ pustule มากมายมี nodule หรือ cyst เป็นจํานวนมาก หรือมี nodule อักเสบอยู่นานและกลับเป็นซ้ําหรือมีหนองไหล มี sinus tract หรือหายแล้วเกิดแผลเป็น 2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยทั่วไปไม่จําเป็นต้องทํายกเว้นในรายที่สงสัยว่าจะเป็น - endocrine acne เช่น ผู้หญิงที่ขนดกดํา อ้วน ประจําเดือนผิดปกติเป็นประจํา เสียงห้าว ศีรษะล้านแบบผู้ชาย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางนรีเวชและ
  • 147. หน้า | 143 ต่อมไร้ท่อด้วย - gram-negative folliculitis โดยทํา Bacterial culture - Pityrosporum หรือ bacterial folliculitis โดย ทํา pus smear and stain ด้วย Gram หรือ Methylene blue - โรคอื่นที่คล้ายสิว อาจต้องทํา Biopsy 3. การวินิจฉัยแยกโรค โรคผิวหนังคล้ายสิว (Acne-like conditions) ได้แก่ - Pityrosporum folliculitis - Gram negative folliculitis - Acneiform drug eruption การรักษา หลักในการรักษาสิว 1. ให้ความรู้แก่ผู้ปุวย 1.1 ให้ทราบถึงลักษณะและความรุนแรงของสิว ตลอดจนสาเหตุประกอบต่างๆ ที่อาจทําให้อาการของสิวดี ขึ้นหรือ เลวลง เป็นการรักษาทางจิตใจให้ ผู้ปุวย เพื่อให้ผู้ปุวยเกิดความมั่นใจและลดความวิตกกังวลจากความเข้าใจและการรับรู้ผิดๆ ถูกๆ จากเพื่อนฝูงหรือคําโฆษณาต่างๆเช่น เชื่อว่าสิวเกิดจากความสกปรกหรืออาหารบางอย่างเป็นตัวกระตุ้น ความเชื่อนี้ยังไม่ มีหลักฐานสนับสนุนทางการแพทย์ 1.2 ให้ความมั่นใจว่าสิวที่หน้าจะดีขึ้นได้โดยทั่วไปถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม สิวจะเริ่มดีขึ้นในเวลา ประมาณ 2-3 เดือน และจะดีขึ้นมากในเวลา 4-8 เดือน และหลังจากนั้นอาจต้องใช้ยาคุมโรคไว้เป็นระยะเวลาหนึ่งจนกว่าจะ พ้นวัยที่เป็นสิว และที่สําคัญคือ ผู้ปุวยต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคําแนะนําของแพทย์อย่างเคร่งครัด ทั้งในด้านการรับประทาน ยาและการใช้ยาทา โดยแพทย์จะต้องบอกถึงผลดีและผลข้างเคียงของยาแต่ละตัวให้ผู้ปุวยทราบด้วย 2. Standard treatment รักษารอยโรคตามความรุนแรงของสิวแบบมาตรฐาน Mild Acne ใช้เฉพาะยาทา ได้แก่ - Benzoyl peroxide 2.5%-5% - Retinoic acid 0.01%-0.05% - Clindamycin 1% solution - Erythromycin 2%-4% solution หรือ gel - Sulfur, resorcinol หมายเหตุ ไม่ควรใช้ Clindamycin หรือ Erythromycin ทาอย่างเดียว เพราะมี ความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยาควรใ ช้ร่วมกับ Benzoyl peroxide Moderate Acne ใช้ยาทา (ดังกล่าวแล้วใน mild acne) ร่วมกับยารับประทานคือ Tetracycline วันละ 500 - 1000 mg ในกรณีที่แพ้ Tetracycline ให้ใช้ erythromycin 1000 mg/day ระยะเวลาของการใช้ยา ดูบทส่งท้าย Severe Acne ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรค ทางเลือกอื่นสําหรับการรักษา 1. Alternative treatment ใช้ในรายที่ใช้ยามาตรฐานแล้วไม่ได้ผลซึ่งควรพิจารณาเมื่อรักษาผู้ปุวยติดต่อกันไปแล้ว 4 - 6 สัปดาห์ขึ้นไปหรือเมื่อผู้ปุวยเกิดการแพ้ยามาตรฐาน 1.1 ยาทา ได้แก่ : synthetic retinoid (adapalene, tazarotene, isotretinoin) มีฤทธิ์ในการละลาย comedone : 20% azelaic acid มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และละลาย comedone 1.2 ยารับประทาน ได้แก่ (รายละเอียดดูบทส่งท้าย) : ยาปฏิชีวนะ ได้แก่ - trimethoprim-sulfamethoxazole หรือ amoxycillin ใช้ในรายที่เป็น gram negative folliculitis - doxycycline 100-200mg/d หรือ minocycline 50- 100mg/d ใช้ในรายที่ใช้ tetracycline แล้วไม่ได้ผล : ยาประเภท ฮอร์โมน ได้แก่ Low dose estrogen plus cyproterone acetate ใช้ได้เฉพาะผู้ปุวยหญิง หรือรักษาด้วยวิธีมาตรฐานแล้วไม่ได้ผล 1.3 การรักษาต่อไปนี้ควรใช้โดยผู้เชี่ยวชาญ ก. ยาพวก retinoid ได้แก่ 13-cis-retinoic acid ใช้เฉพาะในสิวอักเสบรุนแรง (Nodulo- cystic acne) ตั้งแต่สิว หัวช้างขึ้นไปหรือในรายที่ใช้วิธีอื่นๆ แล้วไม่ได้ผล ในรายสิวที่ก่อให้เกิดความน่าเกลียด หรือความเครียดแก่ผู้ปุวย ข. systemic corticosteroid ให้ในราย severe nodular acne ให้ขนาดต่ําๆ (ไม่เกิน 15 มก./วัน ) ในระยะเวลา ไม่เกิน 1 เดือน ค. Intralesional steroid ใช้ crystalline suspension of traimcinolone acetonide เพราะไม่ละลายง่าย และจะอยู่ในเนื้อเยื่อเป็นเดือน ขนาดที่ใช้ 1 - 2.5 mg./ ml. ฉีดเข้าตุ่มละ 0.05 ml. ฉีดไม่เกิน 10 mg. ต่อสัปดาห์ เพื่อกัน systemic side effect ฉีดในรายตุ่มหนองอักเสบและเจ็บ เพื่อลดอาการอักเสบและลดการเกิดแผลเป็น งดการฉีดรอบตา รอบจมูก
  • 148. หน้า | 144 2. Option ใช้เฉพาะผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น - ยา เช่น Spironolactone - Antibiotic อื่นๆตาม sensitivity - Physical agents เช่น น้ําแข็งแห้ง ไนโตรเจนเหลว เพื่อช่วยลดการอักเสบ - รักษาแผลเป็น โดยวิธี chemosurgery, dermabrasion, laserbrasion, และ collagen injection - Chemical peeling การติดตามผล 1. นัดผู้ปุวยมาตรวจซ้ําครั้งแรกใน 1-4 สัปดาห์เพื่อสอบถามถึงวิธีการใช้ยา และผลข้างเคียง 2. ต่อไปอาจนัดผู้ปุวยทุก 1-3 เดือน เพื่อปรับขนาดยา 3. ดูผลการรักษา หลังรักษาอย่างต่อเนื่องกันแล้วอย่างน้อย 4 ถึง 6 สัปดาห์ขึ้นไป ถ้าไม่ได้ผลหรือเลวลง จึงจะ พิจารณาเปลี่ยนยา 4. หลังจากสิวยุบหมดแล้ว ควรให้ผู้ปุวยใช้ยาทาคุมไว้จนกว่าจะพ้นวัยที่เป็นสิว หมายเหตุในหญิงมีครรภ์หรือระยะ ให้นมลูกควรให้ใช้เฉพาะยาทาเท่านั้นและควรหลีกเลี่ยงการทา retinoic acid บทส่งท้าย ยาทารักษาสิว 1. Tretinoin (trans-retinoic acid, vitamin A acid) การออกฤทธิ์ เป็นยาที่มีฤทธิ์ Comedolytic ที่ดีที่สุดออก ฤทธิ์โดย ก. เร่ง epidermal cell turnover ทําให้ comedone ที่เป็นอยู่แล้วหลวมและหลุดออก ทําให้ closed comedone เปลี่ยนเป็น open comedone และหลุดออกไปจาก follicle ข. ลดการยึดติดกันของ horny cells ทําให้ horny cell หลุดลอกออกไปเร็วขึ้น ยาจึงสามารถปูองกันการเกิด comedone ใหม่ จึงสามารถใช้ในแง่ prophylactic treatment ค. ลดอาการอักเสบ ทําให้ตุ่มสิวอักเสบหาย รวมทั้ง granulomatous reaction ด้วย ง. กระตุ้นการสร้างเส้น เลือดฝอยใหม่ๆในชั้น papillary dermis ทําให้มีการเพิ่ม blood flow ทําให้เห็นผิวหนังเป็นสีชมพู จ. เพิ่มการสะสมของ เนื้อเยื่อใหม่ (new collagen) อย่างช้าๆจะเกิดหลังการใช้ยาแล้วเป็นเวลานานหลายเดือน จึงมีผลในการรักษา photoaging ด้วย ข้อบ่งชี้ - ผื่นสิวชนิด comedone - ผื่นสิวทุกชนิด แต่ต้องใช้ร่วมกับยาอื่นๆที่มีฤทธิ์ต่างกัน เช่น antibiotics - สิวที่เกิด จากสารเคมี เช่น acne cosmetica, pomade acne, oil acne and chloracne - ใช้ได้ดีมากสําหรับเป็น prophylaxis ของสิวอักเสบเมื่อ control ด้วย systemic drug ได้แล้ว - ทาประมาณ 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ก็เพียงพอสําหรับเป็นยาควบคุมสิว เพื่อไม่ให้ relapse - ใช้ได้ทุกอายุแม้แต่เด็กทารก - ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ในขณะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผลิตภัณฑ์ยา ทํา ในรูป cream และ gel มีความเข้มข้น 0.01%, 0.025%, 0.05% และ 0.1% วิธีใช้ทาบางๆทั่วหน้าวันละ 1 ครั้งก่อนนอน แต่ ต้องอธิบายให้ผู้ปุวยทราบว่าการทายาใน 1-2 สัปดาห์แรก อาจมีผื่นเห่อมากขึ้นเล็กน้ อย และยาอาจทําให้หน้าแดงและลอก บ้าง ซึ่งถือว่าปกติแต่ถ้าเป็นมากเกินไป ควรลดความเข้มข้นและความถี่ของการใช้ยาลง เมื่อใช้ยานี้ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด หรือ ทายากันแสงแดดในเวลากลางวัน การดูว่ายาให้ผลในการรักษาหรือไม่ จะต้องใช้ยาแล้วอย่างน้อย 2-3 เดือน systemic toxicity ไม่มี เพราะยามีการดูดซึมแค่ 3-4% เท่านั้น 2. Benzoyl peroxide การออกฤทธิ์ 1. ฆ่าเชื้อ gram positive organism & yeast ที่พบในท่อรูขน, ต่อมไขมัน ซึ่ง P.acnes เป็นตัวสําคัญ แต่ไม่ฆ่า normal flora ใน GI tract ต่างจาก oral antibiotic ซึ่งจะฆ่า normal flora ด้วย ยา ออกฤทธิ์โดยปล่อยออกซิเจนอิสระออกมาเพื่อไป oxidise protein ของเชื้อ P.acnes ทําให้จํานวนเชื้อลดลง 2. กระตุ้น epidermal mitosis ทําให้เกิด acanthosis & hyperkeratosis 3. ยามี irritating effect ปานกลาง ทําให้ผิวแห้งและลอกเป็นขุยๆ peeling action นี้อาจทําให้เข้าใจผิดว่าไปลด การทํางานของต่อมไขมัน ผิวเลยแห้ง 4. ยาไม่มีผล sebostatic ข้อบ่งชี้ - mild to moderate papulopustular acne แต่ไม่ได้ผลใน comedonal acne ผลิตภัณฑ์ยา มีในรูปของ aquagel, alcohol และ acetone gel ในความเข้มข้นต่างๆกัน ตั้งแต่ 2.5%, 4%, 5% และ 10% วิธีใช้ 1. ทาบางๆทั่วหน้า เช้า เย็น โดยเริ่มต้นให้ทาครั้งละ 15 นาที แล้วล้างออก ถ้าไม่แพ้ค่อยๆเพิ่มระยะเวลาทาให้
  • 149. หน้า | 145 นานขึ้น 2. ถ้าใช้ร่วมกับ retinoic acid ควรทาคนละเวลา 3. อาจทําให้เกิดระคายเคืองต่อผิวหนัง ผิวแห้ง ลอก 4. อาจทําให้ เกิด allergic contact dermatitisได้ 5. ถ้าทาบริเวณลําตัวควรใส่เสื้อผ้าสีขาวรองไว้ เพราะยาจะกัดสีเสื้อผ้าทําให้ด่างได้ 3. Topical antibiotics ข้อบ่งชี้ - ได้ผลในผื่นสิวอักเสบทุกชนิด โดยเฉพาะที่อักเสบไม่มากจนต้องให้ยารับประทาน ผลิตภัณฑ์ยา ที่ใช้มาก ได้แก่ 1% clindamycin phosphate lotion หรือ gel, 1-2% erythromycin base solution หรือ gel วิธีใช้ - ทาเฉพาะตุ่มที่อักเสบ เท่านั้น โดยใช้ปลายนิ้วมือแต้ม วันละ 2-3 ครั้ง - clindamycin และ erythromycin ให้ผลของการรักษาใกล้เคียงกัน clindamycin ค่อนข้างปลอดภัย แต่มีรายงานว่าทําให้เกิด bloody diarrhoea & colitis เหมือนที่เกิดกับยารับประทานบ้าง แต่อาการจะหายอย่างรวดเร็วหลังหยุดยา erythromycin ไม่ทําให้เกิดการระคายเคืองหรือการแพ้สัมผัส ค่อนข้างปลอดภัย ผลข้างเคียงเฉพาะที่ของยาเหล่านี้มีบ้าง ได้แก่ อาการแดง ลอก และแสบๆโดยเฉพาะรอบๆตาซึ่งมักเกิดจากตัวทําละลาย (vehicle) 4. Azelaic acid ข้อบ่งชี้ - ได้ผลสําหรับ mild to moderate acne ผลิตภัณฑ์ยา อยู่ในรูป 20% cream วิธีใช้ - ทาบางๆทั่วใบหน้า วันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน - ผลข้างเคียงอาจมีอาการระคายเคือง แสบ แดงหรือหน้าลอก 5. Adapalene (Naphthoic acid) เป็น synthetic retinoic analoque ข้อบ่งชี้ - ใช้ได้ดีกับสิวชนิด comedone ทั้ง open & closed และสิวอักเสบ ผลิตภัณฑ์ยา เป็นรูปของ 0.1% gel วิธีใช้ - ทาทั่วหน้าก่อนนอน - ยาไม่มีผลทําให้ผิวไวต่อแสงแดด 6. Topical Isotretinoin ข้อบ่งชี้ ใช้ได้ผลสําหรับ mild to moderate acne ทั้งชนิด comedone และสิวอักเสบ ผลิตภัณฑ์ยา เป็นรูปของ 0.05% gel วิธีใช้ทาทั่วหน้าก่อนนอน ยารับประทาน 1. Tetracycline - ไม่ได้ผลใน open & closed comedone เพราะไม่ใช่ comedolytics แต่จะได้ผลในผื่นสิว อักเสบ โดยเฉพาะตุ่มหนอง แต่กว่าจะเห็นผลใช้เวลาหลายสัปดาห์ซึ่งเกิ ดจากการลดการเกิดใหม่ของ papulopustules โดย ไปยับยั้งการเจริญของ P.acnes ใน microcomedones ขนาดที่จะใช้ในการรักษาสิว 500-1000 มก./วัน ขนาดสูงสุด 1500 มก./วัน ข้อบ่งชี้และวิธีใช้ - moderate to papulopustular acne - acne conglobata - ใช้ได้ในเด็กตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป - form ที่ใช้คือ tetracycline hydrochloride, phosphate, oxytetracycline, doxytetracycline - ควรรับประทานยา ก่อนอาหารตอนท้องว่าง อาหารที่ลดปริมาณการดูดซึมของยา ได้แก่ นม วิตามินที่มีธาตุเหล็ก ยาเคลือบกระเพาะ และ แคลเซียม (ถ้าทานก่อนอาหารแล้วคลื่นไส้อาเจียนให้รับประทานหลังอาหารได้) - ระยะเวลาของการใช้ยาไม่มีกําหนดที่แน่นอน แต่พบว่าค่อนข้างปลอดภัย แม้จะให้ติดต่อกันเป็นปี ในขนาด 250 มก./วัน แต่ก็ควรตรวจผู้ปุวยทุกๆ 3 เดือน การพิจารณา หยุดยาให้ดูจากอาการเป็นสําคัญ แต่ถ้าให้ยาแล้ว 3-6 เดือนยังได้ผลไม่ดีอาจต้ องพิจารณาเปลี่ยนวิธีการรักษา - ในรายที่แพ้ tetracycline อาจเปลี่ยนให้ erythromycin 1000 มก./วัน แทน 2. Isotretinoin (13-cis-retinoic acid) ข้อบ่งชี้ ใช้เฉพาะในรายซึ่งเป็นสิวชนิดรุนแรง และรักษาด้วยวิธีอื่นๆไม่ ได้ผล นอกจากนี้อาจใช้รักษาผู้ปุวยที่เป็น rosacea, gram negative folliculitis, dissecting cellulitis of scalp และ pyoderma faciale ขนาดที่ใช่คือ 0.1 ถึง 1 mg./kg/d. ข้อห้ามของการใช้ยา คือ ห้ามใช้ในผู้ปุวยที่ตั้งครรภ์เพราะมี teratogenic effect และผู้ปุวยที่แพ้ paraben เพราะใช้ paraben เป็นสาร preservative ใน gelatin capsule เมื่อให้ยานี้ในผู้ปุวยหญิงต้องให้คําแนะนําแก่ผู้ปุวยถึงการคุมกําเนิดอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะกินยาและหลังหยุดยาอย่างน้อย 1 เดือน ผลข้างเคียง 1. Cheilitis พบเกือบทุกราย โดยเฉพาะถ้าให้ dose สูง ควรให้ทา vaseline ointment บ่อยๆ 2. Dry skin พบมากที่หน้า upper arm, wrist, lower leg โดยเฉพาะในหน้าหนาวที่มีความชื้นต่ํา ผิวจะ เป็นแบบ scaling, icthyosiform dermatitis
  • 150. หน้า | 146 3. Ophthalmologic side effects ได้แก่ ตาแห้ง (ระหว่างใช้ยานี้ควรงดใช้ contact lens) cornea ขุ่น และลด night vision 4. Hair loss, increase sunburn, skin infection 5. Sticky palms & soles พบไม่มาก 6. Friction blister เกิดจากการทํางานหนักหรือเล่นกีฬา 7. Musculo-skeletal symptoms พบ arthralgia ได้ประมาณ15% มักเกิดหลังจากออกกําลังกายหรือมี activity มากๆ 8. Hyperostosis and diffuse interstitial skeletal hyperostosis(DISH) พบน้อยมาก 9. Pseudotumor cerebri เป็น benign intracranial hypertension อาจเกิดจากยาอื่นได้อีกหลายตัว เช่นอย่าให้ยาร่วมกับ tetracycline 10. Early epiphyseal closure ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ํากว่า 18 ปี 3. Sulfamethoxazole trimethoprim ยาที่ใช้ได้แก่ combination ของ 160 mg. Trimethoprim, 800 mg. Sulfamethoxazole รับประทานวันละ 2 ครั้ง ข้อบ่งชี้ - Gram negative folliculitis 4. ยาประเภทฮอร์โมน ได้แก่ - Spironolactone(aldosterone antagonist) - Antiandrogen and estrogen ได้แก่ 2 mg. Cyproterone acetate + 50 mg. Ethinyl estradiol (Diane) 2 mg. Cyproterone acetate + 35 mg. Ethinyl estradiol (Diane 35) ใช้ในผู้หญิงที่เป็นสิวและหน้ามันมากๆในราย resistant papulopustular acne, refractory acne conglobata ผู้หญิงที่เป็นสิวร่วมกับมี irregular menstruation หรือร่วมกับ PCOS อาการหน้ามันจะลดลง 25-35% ผลข้างเคียง menstrual abnormality, breast tenderness & enlargement, nausea & vomiting, fluid retention, leg edema, headache, melasma, coronary and peripheral thrombosis. สมุนไพรส้าหรับรักษาโรคผิวหนัง ตัวอย่างสมุนไพรรักษากลากเกลื้อน 1. กระเทียม ชื่อวิทยาศาสตร์ : Allium sativum Linn. อาการ สมุนไพรที่ใช้ในการรักษา 1. กลากเกลื้อน กระเทียม ข่า ชุมเห็ดเทศ พลู ทองพันชั่ง 2. ชันนะตุ มะคําดีควาย 3. แผลไฟไหม้ น้ําร้อนลวก บัวบก น้ํามันมะพร้าว ว่านหางจระเข้ 4. ฝี แผลพุพอง ขมิ้น ชุมเห็ดเทศ เทียนบ้าน ว่านหางจระเข้ ว่านมหากาฬ ฟูาทะลายโจร 5. แพ้ อักเสบจากแมลงสัตว์กัดต่อย ขมิ้นชัน ตําลึง ผักบุ้งทะเล พญายอ เสลดพังพอน 6. ลมพิษ พลู 7. งูสวัด เริม พยายอ 8. หิดเหา น้อยเหน่า
  • 151. หน้า | 147 ชื่อวงศ์ : ALLIACEAE ชื่อท้องถิ่น : หอมเทียม (เหนือ) เทียม หัวเทียม (ใต้) กระเทียมขาว หอมขาว (อุดรธานี) ปะเช้ว้า (กะเหรี่ยง - แม่ฮ่องสอน) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ กระเทียมเป็นพืชล้มลุก สูง 30-45 ซม สูง 30-45 ซม. เป็น พืชลงหัวใต้ดิน หัวประกอบด้วยกลีบหลายกลีบ รวมกัน โดยมีเปลือ กหุ้มหลายชั้น สีขาวหรือสีขาวอมม่วง เนื้อสีขาว ใบมีสีเขียวหนายาว แบนและกว้าง 1-2.5 ซม. ยาว 30- 60 ซม. ปลาย แหลม โคนแผ่เป็นแผ่นแบนภายในกลวง หุ้มซ้อนกันกลายเป็นลําต้นกลม สีขาวหรือสีเขียวอ่อน ดอกออกเป็น ช่อรวมกันเป็นกระจุกที่ปลายก้านช่อ ก้านช่อยาว กลีบดอกมี 6 กลีบ สีขาวหรือขาวอมชมพู ส่วนที่ใช้เป็นยา หัวใต้ดิน รสและสรรพคุณ รสเผ็ดร้อน เป็นยาขับลมในลําไส้ แก้กลากเกลื้อน แก้ไอขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร การเตรียมยาและวิธีใช้ 1. การ ใช้กระเทียมรักษากลากเกลื้อน ทําได้โดยฝานกลีบกระเทียมแล้วนํามาถูบ่อยๆ หรือคั้นเอาน้ําทาบริเวณที่ เป็น โดยใช้ไม้เล็กๆ หรือไม้ไผ่ที่สะอาดขูดบริเวณที่เป็นพอให้ผิวแดงๆ ก่อน แล้วจึงเอาน้ํากระเทียมขยี้ทา ทาบ่อยๆ หรือวัน ละ 3-4 ครั้ง เมื่อหายแล้ว ทาต่ออีก 7 วัน 2. การใช้กระเทียมรักษาอาการท้องอืด ท้องเฟูอ แน่นจุกเสี ยด ใช้กระเทียมสดครั้งละประมาณ 5-7 กลีบ หลัง อาหาร หรือเวลามีอาการ 2. ข่า ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alpinia nigra (Gaertn.) B.L., Burtt วงศ์ : ZINGIBERACEAE ชื่อท้องถิ่น : ข่าแดง ข่าหยวก ข่าหลวง (ภาคเหนือ) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ข่าเป็นพืชล้มลุกที่มีอายุหลายปี มีลําต้นสีขาวอยู่ใต้ดิน เรียกว่า เหง้า เหง้ามีข้อและปล้องเห็นชัดเจน ส่วนที่อยู่เหนือดินเป็นก้านและใบ สูงประมาณ 1-2 เมตร ใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ใบเป็นแบบใบ เดี่ยวออกสลับข้างกัน มีกาบใบหุ้มลําต้น ใบรูปรีขอบขนาน กว้าง 5-11 ซม. ยาว 20-40 ซม. เนื้อ ใบสอ งข้างมักไม่เท่ากัน ปลายแหลม ดอกออกที่ยอดเป็นช่อ ก้านดอกยาว แต่ละดอกมีขนาดเล็กสีชมพู ผลมีรูปร่างรีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ1 ซม. ส่วนที่ใช้เป็นยา เหง้าแก่สด หรือแห้ง รสและสรรพคุณ เหง้าข่า รสเผ็ดปร่า ขับลม แก้บวม ฟกซ้ํา เหง้าแก่นํามาตําละเอียด ใช้ทาบริเวณที่เป็นโรคกลากเกลื้อน หรือผสม เหล้าโรง ใช้ทาบริเวณที่เป็นลมพิษทาบ่อย ๆ จนกว่าจะหาย การเตรียมยาสมุนไพรแบบง่ายและวิธีใช้ 1. โรคกลากเกลื้อน เอาหัวข่าแก่ๆ ล้างให้สะอาด ฝานเป็นแว่นบางๆ หรือทุบให้แตกนําไปแช่เหล้าขาวทิ้ง ไว้ 1 คืน ทําความสะอาด บริเวณที่เป็นและใช้ไม้บางๆ เขี่ยให้ผิวแดงๆ และใช้น้ํายาที่ได้มาทาบริเวณที่เป็น ทาวันละ 3-4 ครั้ง
  • 152. หน้า | 148 จนกว่าจะหาย หายแล้ว ทาต่ออีก 7 วัน (หมาย เหตุ จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์พบว่า น้ํามันหอมระเหยมีฤทธิ์ต้านเชื้อกลาก ได้ แต่การใช้จากประสบการณ์ของการแ พทย์ไทยพบว่า หัวข่าดองเหล้าใช้รักษาโรคเกลื้อน จึงแนะนําไว้เป็นทั้ง 2 อย่าง - ผู้ เรียบเรียง) 2. แก้อาการท้องอืด ใช้เหง้าแก่สดหรือแห้ง ขนาดเท่าหัวแม่มือทุบให้แตก ต้มเอาน้ําดื่ม 3. ชุมเห็ดเทศ ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia alata Linn. ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE ชื่อท้องถิ่น : ชุมเห็ดใหญ่ (ภาคกลาง) ขี้คาก ลับมึนหลวง หมากกะลิงเทศ (ภาคเหนือ) ส้มเห็ด (เชียงราย) จุมเห็ด (มหาสารคาม) ตะลึพอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ลักษณะทางพฤษศาสตร์ ชุมเห็ดเทศ เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 1-5 เมตร มีแขนงมาก ใบเป็นใบป ระกอบ มีใบย่อย 4-20 คู่ ก้านใบแข็ง ตั้ง ฉากกับกิ่ง ใบเรียงตัวเป็นคู่และเรียงตัวอยู่ในระนาบเดียวกัน รูปร่างของใบเป็นรูปไข่ขอบขนาน ปลายใบมน หรือมีรอยเว้าตอน ปลาย ใบกว้าง 3-7 ซม. ยาว 5-15 ซม. ดอกออกเป็นช่อสีเหลืองใหญ่ ผลเป็นฝักแบนมีปีก 4 ปีก คล้ายถั่วพู ฝักอ่อน มีสีเขียว ฝักแก่สีดําและมีเมล็ดสีดํา ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบสดหรือแห้ง ดอกสด รสและสรรพคุณ รสเบื่อเอียน ใช้แก้กลากเกลื้อน โรคผิวหนังและอาการท้องผูก การเตรียมยาสมุนไพรแบบง่ายและวิธีใช้ 1.โรค กลาก ใช้ใบชุมเห็ดเทศสด ขยี้ตําในครกให้ละเ อียด เติมน้ําเล็กน้อยหรือใช้ใบชุมเห็ดเทศกับหัวกระเทียมเท่าๆ กันผสมปูนแดงที่กินกับหมากนิดหน่อย ตําผสมกันทาบริเวณที่เป็นกลาก โดยเอาไม้ไผ่ขูดผิวให้แดงก่อนทาบ่อยๆ อย่างน้อยวัน ละ 3-4 ครั้ง จนหาย หายแล้วทาต่ออีก 7 วัน 2.อาการท้องผูกใช้ใบและดอกชุมเห็ดเทศรักษา เตรียมได้โดย - ใช้ดอกสด 1 ช่อ ต้มรับประทานกับน้ําพริก - นําใบย่อยสด 12 ใบ หั่นตากแห้ง นํามาต้มเอาน้ําดื่ม - นําใบชุมเห็ดเทศแห้ง มาบดเป็นผง ใช้ผงยาครั้งละ 3-6 กรัม บรรจุในถุงกระดาษเช่นเดียวกับถุง ชา นํามาแช่ละลายน้ําเดือด120 มิลลิลิตร นาน 10 นาที และ ใช้ดื่มก่อนนอนเมื่อมีอาการ หรือใช้ผงยาปั้นกับน้ําผึ้งเป็น ลูกกลอนรับประทานครั้งละ 3 เม็ด ก่อนนอน 3. ใบและก้านสด 1 กํามือ ต้มกับน้ําพอท่วมยา เคี่ยวให้เหลือ 1 ใน 3 ใช้ชะล้างฝี แผลพุพอง วันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น ถ้าเป็นมากใช้ประมาณ 10กํามือต้มน้ําอาบ 4. พูล ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper betel Linn. ชื่อวงศ์ : PIPERACEAE
  • 153. หน้า | 149 ชื่อท้องถิ่น : เปล้าอ้วน ซีเก๊ะ (มลายู-นราธวาส) พลูจีน (ภาคกลาง) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ พลู เป็นไม้เถาเลื้อย ทุกส่วนมีกลิ่นหอมเฉพาะ มีข้อและปล้องชัดเจน ใบเดี่ยวติดกับลําต้นแบบสลับ รูปร่างคล้าย ใบโพธิ์ ปลายแหลม หน้าใบมันขอบใบเรียบ ใบยาว 10-13 ซม. ดอกออกรวมกันเป็นช่อแน่น ช่อดอกเป็นรูปทรงกระบอกขนาด เล็ก ใบพลูเป็นพืชเศรษฐกิจที่สําคัญในด้านการส่งออกในปี พ .ศ.2527 ส่งออกใบพลูเป็นมูลค่าถึง 63 ล้าน บาท ประเทศที่ นําเข้าใบพลูจากไทย คือ ประเทศในตะวันออกกลาง ปากีสถานและอัฟกานิสถาน และยังไม่เพียงพอสําหรับจําหน่าย ต่างประเทศปลูกแถวจังหวัดแถบภาคกลางและภาค อีสาน เกษตรกรมีรายได้จากการปลูกพลูไร่ละ40,000 บาทต่อปี ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบสด รสและสรรพคุณ รสเผ็ด เป็นยาฆ่าแมลง ขับลม แก้ลมพิษ รักษาโรคผิวหนัง ใช้ทาปูนแดง รับประทานกับหมาก การเตรียมยาสมุนไพรแบบง่ายและวิธีใช้ 1.เป็นยารักษาอาการแพ้ อักเสบ แมลงสัตว์กัดต่อย ได้ผลดีกับอาการแพ้ลักษณะลมพิษ โดยเอาใบ 1-2 ใบ ตําให้ ละเอียดผสมกับเหล้าขาวทาบริเวณที่เป็นห้ามใช้กับแผลเปิดจะทําให้แสบมาก 2.ใช้รักษาโรคกลากเกลื้อน โดยนําใบพลูสดมาล้างให้สะอาด ตําละเอียดผสมแอลกอฮอล์ หรือเหล้าขาว คั้นน้ําทา บริเวณที่เป็นอย่างน้อยวันละ 4-5 ครั้งจนกว่าจะหาย 5. ทองพันชั่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rhinacanthus nasutus (Linn.) Kurz. ชื่อวงศ์ : ACANTHACEAE ชื่อท้องถิ่น : หญ้ามันไก่ ทองคันชั่ง (ภาคกลาง) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ทองพังชั่งเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 0.5-1 เมตร ลําต้นมักเป็นเหลี่ยม กิ่งและ ใบอ่อนมีขนปกคลุม รูปร่างใบเป็นรูปไข่ โคนใบและปลายใบแหลม ใบยาว3-12 ซม. ก้านใบสั้น ดอกออกเป็นช่อตามซอกกิ่ง ดอกสีขาวผลมีขนาด 1 ซม. และมักมีขน ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบสด หรือราก (สดหรือแห้ง) รสและสรรพคุณ ใบรสเบื่อมา เป็นยาเย็นดับพิษไข้ ปุนละเอียดแช่เหล้า 7 วัน ทาแก้กลากเกลื้อนผื่นคัน การเตรียมยาสมุนไพรแบบง่ายและวิธีใช้ ใบสดหรือรากสดหรือแห้งของทองพังชั่ง ใช้รักษากลากเกลื้อนโดยใช้ใบหรือราก (จํานวนที่ใช้อาจเพิ่มหรือลดลง ได้ตามอาการ) ตําให้ละเอียด แช่เหล้าหรือแอลกอฮอล์พอท่วมยาและทิ้งไว้ 7 วัน นํามาทาบริเวณที่เป็นบ่อยๆ ห รือวันละ 3- 4 ครั้ง จนกว่าจะหาย หายแล้วทาต่ออีก 7 วัน ตัวอย่างสมุนไพรรักษาโรคชันนะตุ
  • 154. หน้า | 150 1. มะค้าดีควาย ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sapindus rarak A.DC. ชื่อวงศ์ : SAPINDACEAE ชื่อท้องถิ่น : ชะแช ชะเหล่เด (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ประคําดีควาย (ภาคกลาง, ภาคใต้) มะซัก หมักซัก ส้มปุอยถม (ภาคเหนือ) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ มะคําดีควายเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูง 5-10 เมตร แผ่กิ่งก้านและแตกใบส่วนบนของลําต้น ใบเป็นใบประกอบที่มีใบย่อย ออกตรงข้ามกันหรือทะแยงกันเล็กน้อย ประมาณ 5-12 คู่ ใบย่อยรูปร่างเรียวยาว ขอบใบค่อนข้างขนาน โคนใบ และปลายใบแหลม ดอกสีขาวหรือสีเหลืองอ่อนๆ ออกเป็นช่อตามปลาย กิ่ง กลีบดอกมี 5 กลีบ โคนกลีบติดกันเล็กน้อย และมีกลีบรอง 4 กลีบ ด้านนอกของกลีบรอง ส่วนที่ใช้เป็นยา ผลแก่ รสและสรรพคุณ รสขม แก้กาฬภายใน แก้พิษไข้ ดับพิษร้อน ลูกต้มแล้วเกิดฟอง สุมหัวเด็กแก้หวัด แก้รังแค ใช้ซักผ้า และสระผม ได้ การเตรียมยาสมุนไพรแบบง่ายและวิธีใช้ ผลมะคําดีควายใช้รักษาชันนะตุที่หัวเด็กได้โดยเอาผลประมาณ 5 ผล ทุบพอแตก ต้มกับน้ําประประมาณ 1 ถ้วย ทาที่หนังศีรษะบริเวณที่เป็น วันละ 2 ครั้ง เ ช้า-เย็น จนกว่าจะหาย (ระวังอย่าให้เข้าตาจะทําให้แสบตา) หรือใช้ผล 1 ผลผ่า เมล็ดออก แกะเอาแต่เนื้อมาตีกับน้ําจนเกิดฟองแล้วนํามาสระผมเด็ก วันละ 1 ครั้ง จนกว่าจะหาย ตัวอย่างสมุนไพรรักษา แผลไฟไหม้ น้้าร้อนลวก 1. บัวบก ชื่อวิทยาศาสตร์ : Centella asiatica (Linn.) Urban ชื่อวงศ์ : APIACEAE ชื่อท้องถิ่น : ผักหนอก (ภาคเหนือ) ฝักแว่น ปะหนะเอชาเด็าะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ บัวบกเป็นไม้เลื้อย มีลําต้นเลื้อยไปตามดินที่เรียกว่าไหล มีรากงอกออกตามข้อของลําต้น ใบงอกออกจากข้อตั้ง ตรง สูงประมาณ 10-15 ซม.ก้านใบสีเขียวใบเดี่ยว รูปร่างกลม ฐานใบโค้งเว้าเข้าหากัน ขอบใบเป็นคลื่นหยักมีดอกขนาดเล็ก สี ม่วงเข้ม ส่วนที่ใช้เป็นยา ต้นและใบสด
  • 155. หน้า | 151 รสและสรรพคุณ กลิ่นหอม รสขมเล็กน้อย แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า สมานแผล ลดการอักเสบจากแผลไฟไหม้น้ําร้อนลวก การเตรียมยาสมุนไพรแบบง่ายและวิธีใช้ บัวบกใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ําร้อนลวก โดยเอาบัวบกทั้งต้นสด 1 กํามือ ล้างให้สะอาดและตําให้ละเอียด คั้นน้ํา และเอาน้ําทาชะโลมบริเวณที่เป็นแผลให้ชุ่มอยู่เสมอในชั่วโมงแรก (ใช้กากพอกด้วยก็ได้ ต่อจากนั้นทาวันละ 3-4 ครั้ง จนหาย) 2. ว่านหางจระเข้ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aloe vera linn. var. chinensis (Haw.) Berg. ชื่อวงศ์ : ALOACEAE ชื่อท้องถิ่น : ว่านไฟไหม้ (ภาคเหนือ), หางตะเข้ (ภาคกลาง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ว่านหางจระเข้เป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอัฟริกา เป็นพืชล้มลุก ลําต้นสั้น ใบจะงอกขึ้นมาจากดิน ใบหนา โคนใบกว้าง 3-5 ซม. ใบยาว 20-50 ซม. ปลาย ใบแหลม ริมใบหยักและมีหนามผิวใบสีเขียวและมีรอยกระสีขาว ภายในใบมีวุ้นและเมือกมาก ดอกออก จากกลางต้นเป็นช่อ ก้านดอกยาวมาก ดอกเป็นหลอดปลายแยก สีส้มแดงออกสีเหลืองเล็กน้อย ส่วนที่ใช้เป็นยา วุ้นจากใบสด รสและสรรพคุณ รสจืดเย็น การเตรียมยาสมุนไพรแบบง่ายและวิธีใช้ วุ้น จากใบรักษาแผลไฟไหม้ น้ําร้อนลวก โดยเลือกใบว่านที่อยู่ส่วนกลางของต้น เพราะใบใหญ่ได้วุ้นมากกว่าใบ เล็ก ปอกเปลือกสีเขียวออกด้วยมีดที่สะอาด ล้างยางให้สะอาดด้วยน้ําต้มสุกหรือน้ําด่างทับทิม ขูดเอาวุ้นใสมาทาบริเวณแผลให้ ชุ่มอยู่ตลอดเวลา ในชั่วโมงแรก ต่อจากนั้นทาวันละ 3-4 ครั้งจนกว่าแผลจะหาย ช่วยระงับความเจ็บปวด ช่วยให้แผลหายเร็ว และไม่เกิดแผลเป็น วุ้นว่านหางจระเข้ยังใช้ทารักษาผิวไหม้ที่เกิดจากแดดเผาและจากการฉายรังสี ได้ด้วย ข้อควรระวัง 1.ก่อนใช้ว่าน ทดสอบดูว่าแพ้หรือไม่โดยเอาวุ้นทาบริเวณท้องแขนด้านใน ถ้าผิวไม่คันหรือแดงก็ใช้ได้ 2.ควรล้างยางสีเหลืองที่อาจติดมากับวุ้นออกให้หมด เพราะจะเกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนังได้ 3. ว่านมหากาฬ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gynura pseudochina DC.var.hispida Thv. ชื่อวงศ์ : ASTERACEAE ชื่อท้องถิ่น : ดาวเรือง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ว่านมมหากาฬเป็นไม้ล้มลุก มีรากใหญ่ ลําต้นอวบน้ํา
  • 156. หน้า | 152 เลื้อยทอดยาวไปตามดิน ชูยอดตั้งขึ้น ปลายยอดมีขนนุ่มสั้นปกคลุม ใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนรอบต้น รูปใบหอกกลับ กว้าง 2.5- 8 ซม. ยาว 6-30 ซม. ขอบ ใบหยักต่างๆ หลังใบสีม่วงเข้ม มีขน เส้นใบสีเขียว ท้องใบสีเขียวแกมเทา ดอกออกเป็นช่อ ที่ปลาย ยอด กลีบดอกสีเหลืองทอง ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบสด หัวใต้ดิน รสและสรรพคุณ ใบสดใช้โขลกผสมกับเหล้า ใช้พอกฝีหรือหัวลํามะลอก ทําให้เย็น ถอนพิษ บรรเทาอาการปวดแสบ ปวดร้อน ใช้ กินดับพิษมหากาฬ พิษร้อน ไข้เซื่องซึมกระสับกระส่าย รักษาพิษอักเสบ การเตรียมยาสมุนไพรแบบง่ายและวิธีใช้ นําหัวว่านมหากาฬมาตําพอกหรือฝนกับน้ําปูนใสทาบริเวณที่เป็นฝีและแผลพุพอง วันละ 3-4 ครั้ง ตัวอย่างสมุนไพรรักษา อาการแพ้ อักเสบจากแมลงสัตว์กัดต่อย 1. ขมิ้นชัน ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma longa Linn ชื่อวงศ์ : ZINGIBERACEAE ชื่อท้องถิ่น : ขมิ้น (ทั่วไป) ขมิ้นแกง ขมิ้นหยวก ขมิ้นหัว ขี้มิ้น หมิ้น (ใต้) ตายอ (กะเหรี่ยง-กําแพงเพชร)สะยอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ขมิ้นเป็นพืชล้มลุก ต้นสูงประมาณ 50-70 ซม. มี เหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อในของเหง้ามีสีเหลืองเข้มจนถึงสีแดงเข้มมี กลิ่นหอมเฉพาะ ใบเป็นใบเดี่ยว ก้านยา ว ใบเหนียว เรียวและปลายแหลม กว้าง 12-15 ซม. ยาว 30-40 ซม.ดอกเป็นดอกช่อ ทรงกระบอก มีก้านช่อแทงจากเหง้าโดยตรง ยาว 7-15ซม. ดอกย่อยสีเหลืองอ่อน มีกลีบประดับสีเขียวอมชมพู ดอกบานครั้ง ละ 3-4 ดอก ผลรูปกลม มี 3 พู ส่วนที่น้ามาใช้เป็นยา เหง้าแห้งและสด รสและสรรพคุณ รสฝาด กลิ่นหอม แก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน ขับลม ท้องร่วง รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ มีฤทธิ์ปูองกันการเกิดแผลในกระเพาะ มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ขับน้ําดี และฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบได้ โดยที่ฤทธิ์ ปูองกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารเกิดจากสารเคอร์คิวมิน ขนาด 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ทําให้เกิดการกระตุ้นการ หลั่ง mucin ออกมาเคลือบกระเพาะมีผลช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเนื่องจากแผลในกระเพาะได้ แต่ถ้าใช้ขนาดสูงอาจทําให้ เกิดแผลในกระเพาะได้ การเตรียมยาสมุนไพรย่างง่ายและวิธีใช้ 1.ขมิ้นใช้รักษาโรคกระเพาะอาหารโดยการนําเหง้าแก่สดล้างให้สะอาด(ไม่ต้องปอกเปลือก) หั่นเป็นชิ้นบางๆ ตากแดดจัดสัก 1-2 วัน บดให้ละเอียดผสมน้ําผึ้งปั้นเป็นลูกกลอนหรือบรรจุเป็นแคปซูล เก็บไว้ในขวดสะอาดและมิดชิด รับประทานวันละ 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน
  • 157. หน้า | 153 ข้อควรระวัง รับประทานแล้วอาจมีอาการแพ้ขมิ้น เช่น คลื่นไส้ ท้องเสีย ปวดหัว นอนไม่หลับ เป็นต้น หากมีอาการดังกล่าวให้ หยุดยาและเปลี่ยนไปใช้ยาชนิดอื่นแทน 2.ขมิ้นแก้อาการแพ้และอักเสบจากแมลงกัดต่อยหรือฝีแผลพุพองโดยนําเหง้าขมิ้นยาวประมาณ 2 นิ้ว ฝนกับน้ํา ต้มสุกทาบริเวณที่เป็น หรือใช้ผงขมิ้นทาบริเวณที่มีอาการแพ้ คัน อักเสบ หรือเป็นแผลพุพอง 3.แก้อาการท้องอืด ใช้ขมิ้นสดล้างให้สะอาด ไม่ต้องปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นบางๆ ตากแดดจัด 1-2 วัน บดให้ละเอียด ผสมกับน้ําผึ้ง ปั้นเป็น เม็ดขนาดปลายนิ้วก้อย ผึ่งลมให้แห้งและเก็บในขวดสะอาดมิดชิด รับประทานครั้งละ 2-3 เม็ด วัน ละ 4 ครั้งหลังอาหารและก่อนนอน ตัวอย่างสมุนไพรรักษาอาการลมพิษ 1. พลู ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper betel Linn. ชื่อวงศ์ : PIPERACEAE ชื่อท้องถิ่น : เปล้าอ้วน ซีเก๊ะ (มลายู-นราธิวาส) พลูจีน (ภาคกลาง) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ พลู เป็นไม้เถาเลื้อย ทุกส่วนมีกลิ่นหอมเฉพาะ มีข้อและปล้องชัดเจน ใบเดี่ยวติดกับลําต้นแบบสลับ รูปร่างคล้าย ใบโพธิ์ ปลายแหลม หน้าใบมันขอบใบเรียบ ใบยาว 10-13 ซม. ดอกออกรวมกันเป็นช่อแน่น ช่อดอกเป็นรูปทรงกระบอกขนาด เล็ก ใบพลูเป็นพืชเศรษฐกิจที่สําคัญในด้านการส่งออกในปี พ .ศ.2527 ส่งออกใบพลูเป็นมูลค่าถึง 63 ล้าน บาท ประเทศที่ นําเข้าใบพลูจากไทย คือ ประเทศในตะวันออกกลาง ปากีสถานและอัฟกานิสถาน และยังไม่เพียงพอสําหรับจําหน่าย ต่างประเทศปลูกแถวจังหวัดแถบภาคกลางและภาค อีสาน เกษตรกรมีรายได้จากการปลูกพลูไร่ละ 40,000 บาทต่อปี ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบสด รสและสรรพคุณ รสเผ็ด เป็นยาฆ่าแมลง ขับลม แก้ลมพิษ รักษาโรคผิวหนัง ใช้ทาปูนแดง รับประทานกับหมาก การเตรียมยาสมุนไพรอย่างง่ายและวิธีใช้ 1.เป็นยารักษาอาการแพ้ อักเสบ แมลงสัตว์กัดต่อย ได้ผลดีกับอาการแพ้ลักษณะลมพิษ โดยเอาใบ 1-2 ใบ ตําให้ ละเอียดผสมกับเหล้าขาว ทาบริเวณที่เป็น ห้ามใช้กับแผลเปิดจะทําให้แสบมาก 2.ใช้รักษาโรคกลากเกลื้อน โดยนําใบพลูสดมาล้างให้สะอาด ตําละเอียดผสมแอลกอฮอล์ หรือเหล้าขาว คั้นน้ําทา บริเวณที่เป็นอย่างน้อยวันละ 4-5 ครั้งจนกว่าจะหาย ตัวอย่างสมุนไพรรักษางูสวัด 1. พยายอ ชื่อวิทยาศาสตร์ : clinacanthus nutans (Burm.f) Lindau
  • 158. หน้า | 154 ชื่อวงศ์ : ACANTHACEAE ชื่อท้องถิ่น : ผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด (เชียงใหม่)พญาปล้องดํา (ลําปาง) เสลดพังพอนตัวเมีย พญาปล้องทอง(กลาง) ลิ้นมังกร โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ พญา ยอหรือเสลดพังพอนตัวเมีย เป็นไม้พุ่มแกมเลื้อย ลําต้น ใบ และกิ่งก้านสีเขียว ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงกัน ข้าม ใบรูปรีแคบแกมขอบขนานใบกว้าง 0.5-1.5 ซม.ยาว 2.5 - 13 ซม.. ปลายและโคนใบแหลม ขอบใบเรียบไม่มีหนาม ดอก เป็นช่ออยู่ที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกย่อย 3-6 ดอกขึ้นไป กลีบดอกสีแดงอมส้ม โคนกลีบดอกติดกันเป็นหลอดยาว 2 - 3.5 ซม. ปลายแยกเป็น 2 ส่วน พญายอเป็นพืชที่ขึ้นตามปุา หรือปลูกกันตามบ้าน ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบสด รสและสรรพคุณยาไทย รส จืด ใบแก้อาการอักเสบเฉพาะที่ ปวดบวมแดง ร้อน แต่ไม่มีไข้ ปวดแสบปวดร้อน จากแมลงมีพิษกัดต่อย เช่น ตะขาบ แมงปุอง ผึ้ง ต่อ แตน เป็นต้น นอกจากนั้นยังใช้รักษาผู้ปุวยโรคเริม งูสวัดได้ผลดี การเตรียมยาสมุนไพรแบบง่ายและวิธีใช้ นําใบสด 10-15 ใบ (มากน้อยตามบริเวณที่เกิดอาการอักเสบ) ล้างให้สะอาดใส่ลงในครกตํายา ตําให้ละเอียด เติม เหล้าขาว พอชุ่มยา ปิดฝาให้มิดชิด และตั้งทิ้งไว้1 สัปดาห์ หมั่นคนยาทุกวัน กรองน้ํายาใส่ภาชนะสะอาด ๆ ใช้น้ํายาทา หรือใช้ กากพอก (ถ้าเป็นมาก) บริเวณที่บวมหรือถูกแมลงสัตว์กัดต่อย ให้ทาซ้ําบ่อยๆ จนกว่าจะหาย ตัวอย่างสมุนไพรรักษาโรคหิดเหา 1. น้อยเหน่า ชื่อวิทยาศาสตร์ : Annona squamosa Linn. ชื่อวงศ์ : ANNONACEAE ชื่อท้องถิ่น : น้อยแน่ (ภาคใต้) มะนอแน่ มะแน่ (ภาคเหนือ) มะออจ้า มะโอจ่า (เงี้ยว - ภาคเหนือ), ลาหนัง (ปัตตานี) หน่อเกล๊าะแซ (เงี้ยง-แม่ฮ่องสอน), หมักเขียบ (ภาคอีสาน) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ น้อยเหน่าเป็นไม้ยืนต้น ใบเดี่ยวติดกับลําต้น ใบรูปรี ปลายแหลม หรือมน ดอกเล็ก 4 กลีบ สีเหลืองอมเขียว กลิ่น หอม ผลมีลักษณะค่อนข้างกลมมีตุ่มนูนรอบผล เนื้อสีขาวขุ่น รสหวาน เมล็ดสีดําเป็นมัน ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบสดและเมล็ด รสและสรรพคุณยาไทย ใบและเมล็ดแก้กลากเกลื้อนและฆ่าเหาชาวชนบทเอาลูกตาย (ผลดิบแห้งตายคาต้น) มาฝนกับเหล้าทารักษาแผล การเตรียมยาสมุนไพรอย่างง่ายและวิธีใช้ ใบสดและเมล็ดน้อยเหน่าใช้ฆ่าเหา โดยนําเอาเมล็ดน้อยหน่าประมาณ 10 เมล็ด หรือ ใบสดประมาณ 1 กํา
  • 159. หน้า | 155 มือ (15 กรัม) ตําให้ละเอียดผสมกับน้ํามะพร้าว 1 - 2 ช้อนโต๊ะขยี้ให้ทั่วศีรษะแล้วใช้ผ้าคลุมโพกไว้ ประมาณครึ่งชั่วโมง และ สระผมให้สะอาด (ระวังอย่าให้เข้าตาจะทําให้แสบตา ตาอักเสบได้)
  • 160. เอกสารอ้างอิง 1. กองควบคุมยา สานักคณะกรรมการอาหารและยา. คู่มือการใช้ยาสามัญประจาบ้านแผนปัจจุบัน . กรุงเทพฯ : โรง พิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543. 2. เมธิน ผดุงกิจ. การรักษาโรคที่พบบ่อย. คณะเภสัชศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม , 2542. 3. ยุพิน สังวรินหะ. เภสัชวิทยา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : Text and Journal Publication, 2538. 4. ศิริลักษณ์ ใจซื่อ. Drugs used in Pain, Headache, gout and Arthritis. เอกสารประกอบการสอนวิชาเภสัช กรรมการจ่ายยา. ภาควิชาเภสัชกรรมคลินิก คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2541. 5. สุรเกียรติ อาชานุภาพ. ตาราการตรวจรักษาโรคทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: พิมพ์ดี จากัด, 2538. 6. Lacy C.F., Armstrong L.L., and Goldman M.P. Drug Information Handbook with International tradenames Index American Pharmacist association 2010-2011, 19th edition. Lexi-comp, USA. 2010.